6 ก พ. 2554  บ่าย  ถอดเทป ธรรมะต้นเดือน โดยองค์หลวงปู่พุทธะอิสระ
เจริญธรรม เจริญสุข ท่านสาธุชนคนดีที่รักทุกท่าน
ซินเจี่ยอยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้  รวยๆ รุ่งเรือง อายุยืน สุขภาพ แข็งแรง สำคัญวงเล็บ (ฉลาด)

อย่าโง่
เอ้ สำคัญที่สุด ให้รวยยังไง อายุยังไง สุขภาพดียังไง ชีวิตสมบูรณ์ยังไง ถ้าโง่เนี่ย หมดสิทธิ์

เลย เพราะความโง่เป็นปัจจัยของความทุกข์ทั้งปวง ใครจะว่ายังไงหลวงปู่ไม่รู้ แต่รู้ว่าถ้า

ความโง่มันเกิดขึ้นกับเราแล้ว เราจะไม่รู้จักวิธีที่จะบริหารความทุกข์ ไม่ใช่ป้องกันความทุกข์

เพราะทุกข์มันมีอยู่เป็นปกติ เป็นนิจสิน ทุกข์มันมีอยู่กับชาติ ทุกข์มันมีอยู่กับชรา ทุกข์มัน

มีอยู่กับมรณะ ทุกข์มันมีอยู่กับพยาธิ ทุกข์มันมีอยู่กับความหิว ทุกข์มันมีอยู่กับความร้อน

ทุกข์มันมีอยู่กับความหนาว ทุกข์มันมีอยู่กับความกระหาย ทุกข์มันมีอยู่กับความอยาก ได้

ไม่อยากได้ สมปรารถนา ไม่สมปรารถนา มันทุกข์ทั้งนั้น ยิ่งโง่ ยิ่งไม่มีปัญญา ไม่เข้าใจ

ไม่รู้จัก ไม่รู้ตามความเป็นจริง เราก็จะไม่มีสิทธิ์บริหารความทุกข์ คนมีปัญญามากเท่านั้น

จึงจะสามารถบริหารความทุกข์ได้
ทุกวันนี้ที่เราอยู่เนี่ย ไม่ใช่บริหารความสุข ไม่ใช่แสวงหาความสุข แต่เราเป็นอยู่ได้ เพราะ

เรามีปัญญาที่จะบริหารความทุกข์ให้มันเบาบาง ผ่อนคลายแล้วเราก็จะรู้สึกโปร่ง เบาสบาย

เราก็จะรู้สึกว่า ชีวิตเรามีความสุข สบายขึ้น แท้จริงแล้วเราก็คือ มีปัญญามากพอที่จะ

บริหารความทุกข์ จนกระทั่งเรารู้สึกผ่อนคลาย โปร่ง เบาสบาย
แต่คนมีปัญญาน้อยๆ มีปัญญาไม่เยอะ มีปัญญานิดหน่อย หรือไม่มีปัญญาเนี่ย ไม่มีโอกาส

จะบริหารความทุกข์ ความทุกข์มันก็จะถาโถม เข้ามาครอบงำเรา ทำให้เราอยู่ในอำนาจของ

มัน เราต้องตกเป็นทาสของความทุกข์ นั่งเป็นทุกข์ ยืนเป็นทุกข์ นอนเป็นทุกข์ ตื่นเป็นทุกข์

หลับเป็นทุกข์ ทุกข์ไปหมด  แล้วสุดท้ายน่ะ ชีวิตเราจะจมปลักอยู่ในความทุกข์ เหมือนกับ

หนอนที่อยู่ในหลุมขี้ แล้วก็ปิดฝาอีกต่างหาก มืดบอดอยู่อย่างนั้น แล้วก็บอกว่า นี่คือโลกของ

เรา พอแล้ว มีความสุข พวกแมลงผึ้ง แมลงผู้ที่มันบินอยู่เหนือหลุมขี้ มันก็ไปชวนหนอนว่า

เพื่อนเอ๋ย เพื่อนเกลอ โลกที่เอ็งอยู่น่ะ มันมืดบอด เน่าเหม็น แทนที่หนอนจะรับรู้ กลับ

ปฏิเสธ แล้วก็บอกว่า ข้าพอใจในโลกแห่งหนอนขี้ หรือในหลุมขี้ของข้า นี่คือโทษฐานของ

ความโง่ ความไม่เข้าใจ ความไม่มีปัญญา แยกแยะไม่ได้ว่า ดี ชั่ว เลวหยาบ ทองกับขี้

สว่างกับมืด ปลอดภัยกับไม่ปลอดภัย ผ่อนคลายกับหนักแน่น มันแยกแยะไม่ได้
เพราะงั้น ทำอย่างไรที่เราจะเป็นผู้มีปัญญามากๆ มีปัญญารุ่งเรือง มีปัญญาเจริญ มีปัญญา

ผ่องใส มีปัญญาแข็งแรง มีปัญญายิ่งใหญ่ เวลาหลวงปู่ทำบุญหรือเจริญภาวนา แผ่เมตตา

สิ่งที่หลวงปู่ขอจากสวรรค์หรือต้องการ ไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทอง ไม่ใช่แก้วแหวนเพชรนิล

จินดา ไม่ใช่ความสำเร็จใดๆ ขอเพียงแค่ว่า มีปัญญา และศรัทธาที่แข็งแรง มีปัญญาก็คือ 

มันจะทำให้เราสามารถนำพาชีวิตเราพ้นจากห้วงแห่งความทุกข์ได้ในระดับหนึ่ง แล้วก็

สามารถบริหารความทุกข์ แล้วก็เป็นที่พึ่งของผู้ตกทุกข์ แล้วก็ศรัทธา คือ ความเชื่อ ใน

ปัญญาของตน เชื่อในสิ่งที่ตนเองทำได้ พูดได้ คิดได้ แล้วก็เชื่อในพระธรรมคำสั่งสอนของ

พระผู้มีพระภาคเจ้า เชื่อว่าปัญญาเท่านั้นจึงจะนำพาเราพ้นทุกข์ได้
งั้น ไม่ว่าเราจะมีอะไรเยอะแยะมากมาย ถ้าขาดปัญญาเสียแล้ว ก็เหมือนกับคนตาบอดที่

อ้วน อ้วนถท้วน อ้วนพี แต่มีตาอันบอดสนิท มันก็ไม่เห็นแสงสว่าง เดินอยู่ในโลกแห่ง

ความมืดบอดไปตลอดชีวิต แม้เราจะบอกว่า เราอิ่มหนำสำราญอ้วนท้วน ดีมีสุข ผ่อนคลาย

คนอ้วนไม่มีทุกข์เลยเหรอ คนอ้วนก็มีทุกข์ ความดำรงชีวิตอยู่ ความอิ่ม ความมีอาหารการ

กินอุดมสมบูรณ์ กินมากก็เป็นทุกข์ หิวมากก็เป็นทุกข์ มีกินแล้วกินในสิ่งที่ตัวเองต้องการกิน

เยอไป ก็เป็นทุกข์ เพราะมันทำให้เกิดรังของโรค เกิดความเน่าเหม็น เกิดความสกปรก

ปฏิกูลพึงรังเกียจ และสะสมเชื้อโรคร้ายในตัวเอง ถ้าไม่มีปัญญาในการกิน มันก็เป็นทุกข์ 

คนเค้าดูรูป ใครเค้าไปค้นรูปหลวงปู่สมัยเมื่อ ปี 2522-2523 มา เอามาดู เออ ทำไม

กูอดอยาก ตอนนั้นทำไมหน้ากระดูกเยอะจัง กูเป็นคนบริหารความอดอยาก หลวงปู่เป็นคน

บริหารความอดอยาก หน้าไม่อ้วนขึ้นเลย ทำไมไม่รู้จักอ้วนบ้าง ไม่ใช่ว่าเราเป็นคนไม่รู้จัก

ใช้ปัญญาในการบริหารสิ่งที่มีอยู่ เข้ามาแล้วก็ออกไป
เพราะงั้น ปัญญาจึงเป็นเรื่องสำคัญในพระพุทธศาสนานี้ ถ้าขาดปัญญาเสียแล้ว ก็ไม่ใช่

พระพุทธศาสนา  ไม่ใช่ศาสนาของผู้รู้ ผู้ตื่นและผู้เบิกบาน เหมือนกับมีคนเค้ามาถามว่า  เออ

อะไรหว่า เค้าถามว่า วิริเย ทุกขะมัต เจติ  เค้าก็เป็นนักเรียนบาลี เค้าบอกว่า มันต้อง วิริเยนะ

ทุกขะมัต เจติ เติมตัว นะ ไปอีกตัว ที่ถูกมันจะต้องเป็นอย่างนั้น เค้ายกวิภัทปัจจัย ยกการ

เชื่อมโยง เราก็ยืนฟังเค้า ตอนนั้นกูกำลังเข้าไปข้างใน เค้ามาไหว้พระที่ต้นโพธิ์ แล้วสักพัก

ก็มองหน้า แล้วก็บอกว่า ถูก ที่คุณพูดน่ะถูก แต่จำไว้อย่างหนึ่งว่า   มันจะถูกที่สุดก็ต่อเมื่อ

คุณพึ่งมันได้  ถ้าคุณพึ่งมันไม่ได้ แม้คุณบอกว่า มันถูก แต่คุณก็ไม่สามารถพึ่งได้ มันก็ไม่

น่าจะถูกของคุณ เพราะงั้น อะไรที่มันเป็นความถูกกับเรา ก็คือ เราต้องพึ่งมันได้ มันต้องทำ

ให้เราบริหารความทุกข์ได้ ผ่อนคลาย แข็งแรงทางสติปัญญา แล้วสามารถที่จะพึ่งพาอาศัย

เมื่อยามเราทุกข์ระทม 
อย่าเอาแบบสมภารวัดอาตมา สมภารวัดอาตมาเป็นผู้บรรลุหลุดพ้น เป็นชั้นเทพแล้ว เหนือ

ปัญหาทั้งปวง เมื่อวานนี้ เราก็ขนาดเราทำงานนะ นอนก็ดึก ตื่นก็เช้า ขึ้นมาโอ๊ย ทำกับข้าว

ทำอะไร เพราะเห็นคนเค้ามาช่วยทำงาน แล้วก็ตกเย็น เค้าก็จะหิวกัน เราก็ถือโอกาสทำกับ

ข้าวไปด้วย ขายด้วย แจกด้วย เลี้ยงพระไปด้วย แล้วกูเขียนหนังสือ เขียนแบงค์น่ะ เขียน

มาก่อนหน้าเข้างานตรุษจีนตั้งเดือนนึง ยังไม่พอเลย แล้วก็ทุกวันนี้ก็เขียนอยู่ทุกวัน เขียน

จนมือพองเลยเนี่ย เขียนจนมือหงิกมือง่อยแล้ว มึงรู้ไม๊ กลางคืนกูนอน กูทำไง นอนท่าไหน

กูนอนหงาย แล้วเอามือทับตูด เอาตูดทับมือไว้  มันเมื่อย อ้ายจะเหยียบมือก็ใช่ที่ นอน

เหยียบมือ บางทีนั่งยองๆ ก็เหยียบมือตัวเองเพราะมันจับปากกาทั้งวันไง นั่งเขียนแจกอั่ง

เปาวันละ 3 รอบ เช้า กลางวัน เย็น เออ ไม่ไหว เขียนจนเข็ดเลยล่ะ กูเห็นแบงค์แล้วกูเข็ด

เลย
นี่เมื่อเช้าตื่นขึ้นมา ฉันเสร็จ ก็ลุกขึ้นมานั่งเขียนต่อ เพราะรู้ว่าวันนี้มีคนมาเยอะ ต้องแจก

เค้าบอกว่า เหลืออีก 500 ตายห่า แล้วพอที่ไหน ต้องมานั่งรีบปั่น แล้วก็ยังต้องมานั่งจาร

พระ จารเหรียญเพราะเค้าจองพระอะไรนะ  หลวงพ่อผาสุกไว้ใช้ไม๊ พระนาคปรก เราก็ต้อง

เอาไปปลุกเสก ใส่เหรียญไว้ใต้ฐาน ใส่เส้นผม ทุกเย็นเราก็คอยมองว่า เมื่อไหร่มันจะหมดว้า

เมื่อไหร่จะเลิก เดี๋ยวเค้าก็มียอดอีก 30 องค์ อีก 20 องค์ มีคนจองมา 300 ยังขาดอีก

200 ตายห่าล่ะกู เฮ้ย แล้วเย็นสวดมนต์จบ วิ่งเข้ามาหุงข้าวต้ม เออ ทะลึ่ง เสือก อยากทำ

บุญ อยากได้บุญ เพราะทำข้าวต้มเลี้ยงชาวบ้านเค้าทุกวันไง มึงดูสิ วันนี้นั่งกันหัวบานๆเลย

เนี่ย ไม่รู้ว่าเท่าไหร่จะพอ เมื่อกี้เลยสั่งบอก เฮ้ย มึงไปหาของมาเพิ่ม วันนี้คนเยอะเว้ย

เดี๋ยวทำข้าวต้มเลี้ยง ข้าวต้มกินแล้วรวย ลูก สูตรฟูนัน เค้าเรียกสูตรอะไรนะ เออ ทำข้าวต้ม

เสร็จ ออกไป ต้องไปรักษาอ้ายพงษ์ศักดิ์อีก เพราะเค้าเป็นโรคปลายประสาทอักเสบ ใช้ยา

อะไรก็ไม่หาย ต้องใช้หัตถ์โอสถรักษา ก็ดีขึ้นแล้วล่ะ ตอนนี้เค้านั่งขัดสมาธิได้ นั่งไขว่ห้างได้

ตอนนั้นเค้าทำไม่ได้ นั่งไม่ได้ เมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็ปาเข้าไปตี 2 จัดรายการวิทยุเสร็จก็

ปาเข้าไปเท่าไหร่ 5 ทุ่มกว่า เขียนแบงค์ ทำโน้น ทำนี่ อะไรก็ไม่รู้
ตื่นขึ้นมา เดี๋ยวนี้กูเป็นผีกระสือล่ะ พอเห็นแดดนี่กลัว เพราะตามันไม่สู้แสง แต่สมภาร

อาตมานี่แจ๋วมากเลย สมภารอาตมานี่อยู่เหนือปุยเมฆ ไม่มีปัญหา มองไม่เห็น คือ เป็นผู้

ไร้ปัญหามาก เออ ขนาด เมื่อวานนี้ วันนี้จะแสดงธรรม เมื่อวานยังมีเวลาว่างไปทำฟัน อยู่

กันมาร้อยวันพันปี มันไม่ทำฟัน มันมาทำฟันเอาเมื่อวาน ทั้งๆ ที่พระเค้าก็ทำงานข้างนอก

กันหัวดำหัวแดง ตั้งแต่เช้ายันมืด ตัวเองไม่ได้ออกไป อยู่ข้างในนี่ นึกว่าจะบริหารจัดการ

ทำความสะอาดปัดกวาดเช็ดถู เตรียมสถานที่ หลวงปู่เขียนแบงค์อยู่ ก็นึกขึ้นได้ ให้คนไป

ถามสมภารอยู่ไม๊ ไม่อยู่ ไปไหน ทำฟัน เออ ถ้าอย่างนั้นมึงไปบอกทหารช่วยทำความ

สะอาด ตั้งโต๊ะเตรียม เดี๋ยวคนเข้ามารักษาโรค มานึกในใจ มันขั้นเทพจริงๆ
เมื่อเช้า เจออ้ายเขม  อ้ายเขม มึงเป็นไงบ้าง เครียด เครียดอะไร ปัญหาเยอะ อืม กูนึกล่ะ

เดี๋ยวรุ่นหน้ากูจะทำเหรียญสมภารแจก เพราะสมภารนี่เป็นคนไม่มีปัญหา แขวนแกแล้วจะ

ไม่เห็นปัญหา จะไม่เห็นปัญหา ขนาดหมี ติดกรงหมีขอ แล้วมันอยู่ตรงหน้ากุฏิ มันนอนเฝ้า

กรงหมีขออยู่ตรงนั้นล่ะ ถามว่า เลี้ยงหมีเหรอ อ้ายกาละมังใส่น้ำให้หมีขอกิน มันก็เน่าอยู่

อย่างนั้นล่ะ ถามสมภารเห็นไม๊ เห็น อ้าว แล้วทำไง ทำตาปริบๆ  กูไป กูก็ต้องไปเปลี่ยนเอา

กาละมังมาล้าง เอาน้ำใหม่ใส่ หมีมันคงจะอดมานาน พอมันเห็นน้ำใหม่ มันวิ่งลงมากินน้ำ

อย่างกระหาย เพราะว่าน้ำมันเน่าอยู่ในกาละมัง อืม เราก็นึก มันไม่เห็นปัญหา คือมันหลุด

พ้นแล้วไง  พ้นจากความเป็นสมมุติไปแล้ว น้ำดีก็น้ำ น้ำเน่าก็น้ำ มันพ้นไปหมดแล้ว

มันยอดจริงๆ อะไรมันจะยอดขนาดนั้นไม่รู้ เราก็ เออ กู ไม่รู้จะทำยังไง ถ้ากูพูดว่า ไม่รู้

จะทำยังไงนี่ บางทีหลวงปู่มองเค้าแล้ว หลวงปู่ก็บอก มันได้แค่นี้ มันได้มากไปกว่านี้ไม่ได้

มันพัฒนาสูงสุดก็ได้แค่นี้ มันมากกว่านี้ก็ไม่ได้ อ้ายคนที่ไม่มีสติปัญญา แม้จะดัน จะยัดยัง

ไงมันก็ได้แค่นี้
งั้น ลูกหลานต้อง อ้ายคนเรียนสูงๆ มากๆ แล้วถ้าขาดประสบการณ์ตรงเนี่ย มันไม่ได้เป็นที่

พึ่งของตนและคนรอบข้าง คนมีประสบการณ์ตรงเนี่ยมันแข็งแรง แล้วก็กลายเป็นที่พึ่งของ

ตนและคนรอบขางได้ อ้ายความรู้เป็นเครื่องประกอบในการที่จะนำมาใช้กับประสบการณ์

ถ้าเข้าใจความหมายอย่างนี้ เราก็จะเรียนรู้อย่างเป็นผู้แสวงหาประสบการณ์ แต่ถ้าไม่เข้าใจ

ความหมายนี้ เราก็จะเรียนแบบชนิดที่ยึดตำราเป็นพระเจ้า ทุกอย่างต้องตามตัวอักษร ตัว

หนังสือ แล้วก็ตำรา วิริเยนะ ทุกขะมัต เจติ กับ วิริเยทุกขะมัต เจติ อ้ายคนที่ท่อง วิริเยนะ

ทุกขะมัต เจติ ก็ได้แต่ท่อง แต่อ้ายวิริเย ทุกขะมัต เจติ มันทำเป็นหัวชนฝา เป็นขี้ข้า มึงว่า

ใครพึ่งได้  เฮ้อ อ้ายระหว่าง วิริเยนะ กับ วิริเย ทุกขะมัต เจติ ที่มันทำทุกอย่างได้หมดครบ

มึงว่าใครพึ่งได้ ใครแข็งแรงกว่า
เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงสอนพวกเราไงว่า รู้สิ่งที่รู้เนี่ย ต้องทำนำสิ่งที่รู้ มาเป็นที่พึ่ง

ของตนและคนรอบข้าง พระองค์จึงเรียกคนเหล่านี้ว่า บัณฑิตสะอาด  บัณฑิตที่แข็งแรง

เป็นสุภาพบัณฑิต เป็นรัตนะบัณฑิต แต่ถ้ารู้ในสิ่งที่ควรรู้ แต่ไม่สามารถนำเอาสิ่งที่ควรรู้มา

เป็นที่พึ่งของตนได้ พระองค์ก็ทรงเทียบเหมือนกับ อยู่ร้อยปี เหมือนกับสากกะเบือตำ

น้ำพริก เหมือนกับทัพพีคนแกง ซึ่งไม่รู้รสของแกงและน้ำพริกเลย ก็สู้คนที่เข้ามาอยู่แค่

นาทีเดียว แล้วก็สามารถทำได้ไม่ได้
เพราะงั้น สำคัญมันอยู่ที่ว่า จะทำได้ ทำไม่ได้ จะมีประสบการณ์ตรง หรือไม่มี

ประสบการณ์ตรง มีปัญญาไม๊ บริหารจัดการกับสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา ภายในตัวเรา ทุกข์ที่อยู่

ในตัวเรา ทุกข์รอบตัวเรา ทุกข์ภายในตัวเรา ทุกข์นอกตัวเรา ได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร
สมมุติของวิชาการ สมมุติของศัพท์แสง สมมุติของตำรับตำรา อาจจะผิดเพี้ยน ด้วยเหตุ

ปัจจัยต่างๆ ด้วยความไม่เข้าใจ ความตีความไม่เสมอกัน ความไม่รอบรู้ศัพท์แสงอรรถ

พยัญชนะ แต่ส่วนสำคัญของสมมุติ มันไม่ได้อยู่ที่ศัพท์แสง แต่มันอยู่ที่ทำได้ ไม่ได้ แล้ว

สิ่งที่ทำนั้น มันแข็งแรง เป็นที่พึ่งของตนแล้วทำให้ตนรู้สึกว่า เราแข็งแรงพอที่จะเป็นที่พึ่ง

ของคนอื่นได้ไม๊ 
นี่คือสิ่งที่หลวงปู่อยากฝากบอกไว้ว่า การเรียนรู้ไม่ใช่เป็นเรื่องเลวร้าย เรารู้มากเป็นเรื่องดี

แต่รู้มากแล้วก็ต้องทำให้ได้มากๆ ด้วย รู้มากแล้วก็ต้องทำให้ได้มากแล้วก็มากด้วย ถ้ารู้

มากแล้วทำไม่ได้มากๆ มันก็จะทุกข์มากๆ  เพราะเราก็จะมีข้อจับผิด มีข้อพิรุธ มีข้อตำหนิ

มีข้อเปรียบเทียบ มีข้อนินทา มีข้อไม่เสมอกับเรา แล้วสุดท้ายมันก็จะกลายเป็นเหมือนกับ

เรา ยิ่งเปรียบมาก ยิ่งสูงมากๆ สุดท้ายคนทั้งหลายต่ำกว่าเราหมด แล้วเราก็จะกลายเป็นคน

ที่อยู่เหนือปัญหาในที่สุด เหนือปัญหาในที่นี้ ไม่ใช่หมายถึงว่าอยู่กับปัญหา แล้วเรียนรู้

ศึกษาปัญหา แต่เหนือปัญหาในที่นี้ก็คือ ไม่ยอมรับปัญหา หนีหนีปัญหา แล้วก็ปฏิเสธปัญหา

ไม่เรียนรู้ ไม่ศึกษาปัญหา แล้วตัวเราเองก็จะกลายเป็นผู้มีปัญหา เพราะไม่มีใครอยากเข้า

ใกล้ เราก็จะกลายเป็นคนโดดเดี่ยว หรือสูงส่งโดยปริยาย เพราะพอเห็นเราก็ เออะ อย่าเข้า

ใกล้เลย เออะ อย่าไปเลย อย่างนี้เป็นต้น
งั้นท่านที่รักทั้งหลาย ต้องเข้าใจวิถีทางของการใช้ปัญญาในวิถีพุทธว่า พระพุทธศาสนาสอน

ให้เรามีปัญญา ก็เพื่อให้เราได้ใช้ปัญญานั้นเป็นเครื่องบริหารจัดการความทุกข์ และเป็นที่

พึ่งพาอาศัยทั้งตนและคนรอบข้าง ถ้าเรามีปัญญาแล้วเราไม่สามารถที่จะบริหารความทุกข์ได้

แล้วก็ไม่พึ่งตัวเอง คือ พึ่งตัวเองก็ไม่ได้ เป็นที่พึ่งของคนรอบข้างไม่ได้ แสดงว่าเราปัญญา

อ่อนล่ะ เราไม่ใช่คนที่มีปัญญาที่แข็งแรงพอ พร้อมที่จะองอาจ สง่างาม มีแสงสว่างกำจัด

ความมืด เป็นคนที่มีความชาญฉลาด รุ่งเรือง เจริญล่ะ ไม่ใช่ล่ะ เราไม่ใช่เป็นคนมีวิชา
บทคำสอนที่สอนไว้ในวันไหว้ครูว่ายังไง ว่าให้ฟังซิ ครูกรรมฐานน่ะ
เรียนรู้ชีวิต ศึกษาวิชา ลุถึงปัญญา นำพาชีวิต
อือ เรียนรู้ชีวิต ศึกษาวิชา ลุถึงปัญญา นำพาชีวิต ยังไงมันก็ปฏิเสธชีวิตนี้ไม่ได้  บทเรียนทั้ง

หลายในโลก ถ้าจะเอามาใช้กับตัวเราเอง มันปฏิเสธชีวิตไม่ได้ ปฏิเสธไม่ได้ ถ้าเราเรียน

เยอะแยะมากมายแล้ว ไม่สามารถนำมาใช้กับชีวิตตัวเอง ก็เท่ากับว่า ยิ่งเรียน ยิ่งห่างชีวิต

ยิ่งละทิ้งชีวิต ยิ่งปฏิเสธชีวิต แล้วเราจะเป็นสิ่งมีชีวิตอยู่ได้กระนั้นหรือ แล้วชีวิตเรามันจะมี

เป้าหมายอะไร ทำเพื่อใคร ทำทำไม ทำอย่างไร ทำแล้วได้อะไร ทำแล้วมันจะให้อะไร
เพราะงั้น ก็ไม่ว่าคุณจะเรียนอะไรมาก็แล้วแต่ โจทย์สุดท้าย ก็คือ ต้องตอบให้ได้กับเรื่อง

ของชีวิตตัวเอง ว่าชีวิตตัวเองสามารถพึ่งพาอาศัยสิ่งที่เรียนรู้ศึกษามาได้ไม๊ แล้วในชีวิตนั้น

น่ะ มันเป็นวิชาทั้งหมดของชีวิตเรา นั่นแหละคือ วิชา สิ่งที่เข้ามาทางตาเห็นรูป สภาพธรรม

ที่ปรากฏจากตาเห็นรูป มันเป็นเพียงแค่สภาพธรรมหนึ่งๆ ยังไงๆ มันก็ทิ้งหลัก อนิจจัง ทุกขัง

อนัตตา ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่ได้ มันมีแค่นี้ ไม่พ้นจากนี้ ตาเห็นรูป

รูปสวยก็ดี รูปไม่สวยก็ดี รูปถูกใจก็ดี รูปไม่ถูกใจก็ดี ทั้งหมดมันเป็นสังขารขันธ์ มันเป็น

ความปรุงแต่งของจิตวิญญาณ หรือของเจตสิกที่เข้ามาปรุงจิตเท่านั้นเฉยๆ มันไม่มีตัวตน

แท้จริง
ความหมายของชีวิต มันต้องตีความให้ได้ลึกซึ้งขนาดนี้ทุกขณะจิต ตาที่เห็นรูป ต้องตีความ

ทันที หูฟังเสียง ก็ต้องตีความทันที จมูกดมกลิ่นก็ต้องวิเคราะห์ ไตร่ตรอง ใคร่ครวญ ใช้หลัก

ว่า นิสัมมัง กัลนัง ไสโย ก็ได้ ตีความในที่นี้ก็อาจจะใช้คำว่า นิสัมมัง กัลนัง ไสโย  คือใคร่

ครวญ ใคร่ครวญเสียก่อนเสมอๆ ตาเห็นรูป ก็ใคร่ครวญ หูฟังเสียงก็ใคร่ครวญ ลิ้นรับรสก็

ใคร่ครวญ จมูกดมกลิ่นก็ใคร่ครวญ กายสัมผัสก็ใคร่ครวญ ใคร่ครวญดูอย่างชาญฉลาดและ

แยบคาย แล้วก็ให้มันตกอยู่ในทำนองครองธรรม
หลวงปู่เคยบอกไปแล้วว่า หลักของทำนองครองธรรม มันมีอะไรบ้าง  มีกฎของกรรม  มี

อนิจจัง   ทุกขัง อนัตตา แล้วก็มี ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค นี่คือคำว่า ทำนองครองธรรม 
กฎของกรรม อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วก็ ทุกข์ สมุทัย ริโรธ มรรค ถ้าผิดออกจาก 3

หลักนี้ ก็ไม่ใช่ทำนองครองธรรมล่ะ ไม่ถูกทำนอง ไม่ถูกครองธรรม มันหลุดออกไปจาก

เหตุปัจจัยแห่งธรรมล่ะ  ทีนี้มันก็จะไม่เป็นธรรมแล้ว แล้วหลักของกรรม มันมีอะไรบ้าง

แม้แต่คำว่ากตัญญู กตเวทิตา ก็อยู่ในหลักของกรรม อยู่ไม๊ กตัญญู กตเวทิตาอยู่ในหลัก

ของกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว คนกตัญญูกับคนทั้งหลาย คนผู้มีคุณ พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า

นิฐิตัง สาธารณูปานัง กตัญญู กตเวทิตา เครื่องหมายของคนดี คือ กตัญญู รู้คุณ กตเวทิตา

ตอบแทนคุณ กตัญญู กตเวที นี่มันเป็นกรรมไม๊ เป็น หิริ โอตัปปะ ความเกรงกลัวบาป เป็น

กรรมไม๊ เป็น เพราะงั้น หลักของกรรมมันยิ่งใหญ่มาก เพราะงั้นทำนองครองธรรมมันก็มีอยู่

กรรม สรรพสิ่งในโลก เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แล้วก็ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค 3 อย่างนี้  ถ้า

เราสามารถครองชีวิตอยู่ได้อย่างนี้ แล้วก็ใช้ 3 อย่างนี้ในทำนองครองธรรมนี้ เข้ามาเป็น

เครื่องบริหารจัดการชีวิต เป็นองค์ประกอบของชีวิต เหมือนกับเป็นฟันเฟืองหนึ่งของชีวิตใน

เวลาทำ พูด คิด หลวงปู่ใช้คำว่า ฟันเฟืองหนึ่งของชีวิตในทุกครั้งที่ทำ พูด คิด ลิ้มรส สัมผัส

ถูกต้อง
แต่ทุกวันนี้เราไม่ใช่ใช้ทำนองครองธรรมมาเป็นฟันเฟืองของชีวิตเวลาทำ พูด คิด ลิ้มรส

สัมผัส เราใช้ตัณหา ความทะยานอยาก อวิชชา ความไม่รู้ โลภะ ความโชภ โมหะ ความหลง

โทสะ ความโกรธ เข้ามาเป็นเครื่องมือพัดผันขับเคลื่อนกระบวนการเห็น ได้ยิน ดม สัมผัส

แล้วก็รับรู้ เราไม่ได้ใช้ทำนองครองธรรมมาเป็นฟันเฟืองในการเห็น ได้ยิน ดม สัมผัส รับรู้

เพราะงั้นกระบวนการตีความมันก็จะผิดเพี้ยนไป บิดเบี้ยวไปจากทำนองครองธรรม มันก็

ผิดจากหลักการของชีวิต มันจะเป็นหลักกู  หลักกูซึ่งไม่ใช่ของกู เพราะหลักการไม่มีคำว่ากู

มันมีแต่คำว่า กฏของกรรม อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  แล้วก็ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค  แล้ว

มันมีกูอยู่ที่ไหน ไม่มีกู
แต่ถ้าผิดออกจากหลักการนี้ มันเป็นหลักกู มันก็ต้องบอกว่า ถูกใจกู ชอบใจกู ไม่ชอบใจกู

ไม่ถูกใจกู ทำกูทุกข์ กูทำมึงทุกข์ เอาตัวกูมาเป็นประมาณ ทั้งหมดนี้มันมาจากตัณหา

อุปาทาน อวิชชา ราคะ โทสะ และโมหะ แล้วชีวิตเรามันหล่อเลี้ยง ดำรงอยู่ยืนหยัด หายใจ

เข้าออก ทำกรรม การงานได้จากฟันเฟืองของทำนองครองธรรมที่ไหน ไม่ใช่ สำหรับคน

ไม่มีปัญญาสูงๆ อย่างประเสริฐ อย่างดีเลิศ งามพร้อมและพึ่งพาอาศัยปัญญา มันหล่อเลี้ยง

สรรพวิทยาวิชาทั้งปวงเนี่ย แสวงหาอยู่ได้ หายใจอยู่ได้ กินอยู่ได้ นอนอยู่ได้ เดินอยู่ได้

เสพกามอยู่ได้ ดำรงชีวิตอยู่ได้ รัก โลภ โกรธ หลงอยู่ได้ ทั้งหมดมันมาจากตัณหา อุปาทาน

อวิชชา ราคะ โทสะ และโมหะทั้งนั้น
งั้นคนไม่มีสติปัญญา ก็จะนำพาชีวิตเราให้จมปลักลงไปในหลุมขี้เรื่อยๆ เพราะมันไม่มีชีวิต

อยู่ในทำนองครองธรรมเรื่อยๆ มันจะหลุดและบิดเบี้ยวไปจากทำนองครองธรรมอยู่เรื่อยๆ

อย่างนี้เป็นต้น
มันก็เลยต้องเป็นที่มาของการว่า เราต้องสั่งสมอบรมเจริญปัญญา เพราะงั้น การสั่งสมอบรม

เจริญปัญญา มันได้มาจากอะไร ลูก หลากหลายมาก สติก็เป็นที่ตั้งของปัญญา สมาธิก็ทำให้

ปัญญาตั้งมั่น ศีลก็เป็นที่เกิดของสติและสมาธิ ทานก็เป็นที่ก่อกำเนิดเกิดให้ศีลผ่องแผ้ว ฟัง

ธรรมมันก็ทำให้ลุถึงปัญญาได้ระดับหนึ่ง ฟังแล้วเข้าใจ แต่ถ้าฟังแล้วไม่เข้าใจ นี่เหมือนกับ

ตักน้ำรดหัวตอนะ พวกมึงเข้าใจกูไม๊เนี่ย นึกว่ากูกำลังตักน้ำรดหัวตอ เออ ถ้าฟังเข้าใจจึงจะ

ได้ปัญญานะลูก ฟังธรรมะเนี่ย ถ้าฟังแล้วไม่เข้าใจ มันจะต่างอะไรกับตักน้ำรดหัวตอ ถาม

ว่ามีบุญไม๊ มันก็บุญแบบน้ำเปียกหัวตอ ใบมันไม่ออก ดอกมันไม่งอก ผลมันไม่ให้ อย่างดี

ก็แค่เปียกหัวตอ แล้วปล่อยให้ตอผุไป แหม เปรียบชัดเจนมากเลย อ้าวจริงๆ เออ ปล่อยให้

ตอผุไปเรื่อยๆ แต่มันต่างกับตักน้ำรดต้นไม้ ใบมันออก ดอกมันงอก ผลมันให้ ต้นไม้มันโต

มันต่างกันอย่างนี้ล่ะ ลูก
เพราะงั้น การฟังธรรม อย่ามองว่า เออ ไปฟังๆ มันเฮอะ เดี๋ยวมันก็หมดเวลาไปแล้ว ไม่ใช่

ถามว่า เข้าใจไม๊ เข้าใจ รู้จัก ตามความเป็นจริงหรือเปล่า ถ้าไม่เข้าใจ ไม่รู้จัก ไม่เป็นไป

ตามความเป็นจริง คือไม่ถูกทำนองครองธรรม แล้วใครก็ตามที่แสดงธรรมแล้ว มันไม่ตรง

กับทำนองครองธรรมนะลูก อย่าไปฟัง เพราะฟังแล้วเหมือนกับที่เมื่อคืนนี้ หลวงปู่จัด

รายการวิทยุ อ้ายโฆษกมันคุยใหญ่เลย บอกโอ้โห งวดนี้ แม่ผมถูกหวย ซื้อหวยหลวงตา ถูก

หลวงตานี่ท่านศักดิ์สิทธิ์ ท่านให้แม้กระทั่งท่านตาย ท่านยังให้อยู่เลย เออ หลวงตาบัวนะ

เราก็เลยบอก คุณ ถ้าคุณเป็นลูกศิษย์หลวงตาบัว เค้าถามว่า เออ ซื้อหวยนี่มันเป็นบาปไม๊ 

เป็นไม๊  มึงซื้อไม๊  เป็น  เอา 2 ตัวแล้วกัน ข้างบน เออ 3 ตัว ล่างหน่อยนึง อะไรซัก

หน่อย กันเอาไว้  เป็นบาปไม๊  เป็น เอ้า เผื่อไว้ ๆ โต๊ดหน่อยนึง เต็งอีกนิดนึง
เออ ไม่รู้ยังไงนะ ชีวิตหลวงปู่เนี่ย ไม่มีใครจะได้เงินกูจากการเล่นการพนัน ไม่ชอบ ชีวิต

หลวงปู่ไม่ชอบเสี่ยง แต่ชอบสู้ เสี่ยงน่ะกูไม่เอา แต่กูสู้ ความสำเร็จมันได้มาจากการสู้ 
2 ขาแข็งแรง  1 ตัวตั้งมั่น  2 มือทำได้  1 หัวคิดออก  1 ใจรู้ชัด ไม่มีอะไรต้องไป

เสี่ยง มีแต่สู้หรือไม่สู้เท่านั้นเอง
อ้ายคนชอบเสี่ยง ไม่สู้หรอกนะ แล้วพูดถึงเรื่องหลวงตาต่อไป เค้าถามว่า เป็นบาปไม๊ เราก็

บอกว่า เป็น มันผิดศีลนะคุณ แล้วชั้นก็เชื่อว่า ถ้าคุณเคารพอาจารย์คุณ แล้วหลวงตาคุณ

เป็นพระผู้ประเสริฐ เค้าคงไม่ทำเรื่องผิดศีล เพราะงั้นคุณอย่าพูดส่งเดชไปว่า หลวงตาให้หวย

 เออ มันจะทำลายชื่อเสียงของครูบาอาจารย์ มึงเห็นกูเคยให้หวยไม๊ เออ ไม่มีหรอก ตรงๆ

น่ะไม่มีหรอก แล้วกูก็ไม่เคย
เพราะงั้นก็เลยอยากบอกลูกหลานว่า พระดีๆ ประเสริฐๆ  อย่าเอาท่านมาดึงอยู่กับโลภ โลภะ

ราคะ โทสะ โมหะ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน มันจะทำให้ท่านเสียหาย ทำให้ชื่อเสียง

เกียรติภูมิในสายของวิปัสนาเศร้าหมอง ที่ไหนได้พระสุปฏิปันโน พระอรหันต์ พระผู้วิเศษ

พระอริยเจ้า พระกรรมฐาน พระวิปัสนา เค้าจะรู้ว่า ชีวิตต้องอยู่ในทำนองครองธรรม

ทำนองครองธรรมมีอะไรบ้าง กรรม, อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค 

มันไม่พ้นจากนี้ แล้วหวยอยู่ในชั้นไหน มันออกไปจากทำนองครองธรรมชัดเจน 
ถ้าใครไปพูดว่า หลวงตามหาบัวให้หวย ก็แสดงว่า เรากำลังเหยียดหยามท่าน ไม่ได้ยกย่อง

ท่าน กำลังดูถูกดูหมิ่นท่าน แล้วก็เห็นท่านทำให้เรา คือ สอนให้เราเป็นคนผิดศีล มันจะถูกที่

ไหน ใช้ได้ที่ไหน เพราะงั้น ลูกศิษย์ที่ไม่ได้อยู่ในทำนองครองธรรม ก็ชอบอวดคุณสมบัติ

อาจารย์ อุ๊ย อาจารย์เราวิเศษให้หวย แม้ตายยังให้หวย อย่างนี้ไม่ถูก เท่ากับไปเหยียบย่ำ

หลวงปู่ก็เตือนเค้าไปในวิทยุเมื่อคืนนี้ว่า อย่าได้ไปพูดส่งเดชว่า หลวงตามหาบัวไปให้หวย

หรือว่า อายุท่านให้หวย ท่านไม่ได้ให้ คนมันไปคิดกันเอาเอง มันคิดไม่ถูกทำนองครอง

ธรรม เผอิญมันฟลุ๊คน่ะ ฟลุ๊คมีอยู่หน่อยเดียว แต่ฟุ๊บทั้งปี เต็งก็แล้ว โต๊ดก็แล้ว วิ่งทั้งหน้า

ทั้งคน วิ่งแถเข้าไปข้างๆ เนี่ย ใครก็ไม่รู้
เออ มีอยู่วัน คนที่ถ้ำมา อ้ายเหลิม แหม พักนี้หลวงปู่ไม่ให้อะไรเลยเหรอ เรากำลังนั่งตัด

ต้นไม้อยู่ก็เลย นี่แน่ะ มันก็ชวนอ้ายคนมาด้วย อ๊ะ ได้แล้ว ไป อ้ายคนที่เค้ามาด้วย เค้าก็ถาม

ได้อะไร พี่เฉลิม นี่ไง ห้าไง พออีกซัก 2 อาทิตย์ มันมา เป็นไง อ้ายเหลิม เต็มๆ เลยครับ

ทำอะไร ตีนครับตีน เอ้ย มันจริงๆ คน มันอะไรของมันก็ไม่รู้ เออ เราก็เลยบอกมันว่า มึงนี่

มันไม่รู้จักเปลี่ยน มันจบปริญญาโทนะ อดีตมหาเปรียญ มีความรู้มาก แต่บ้าหวย หมาขี้

เป็นเลขก็เอา จิ้งจกร้อง หมาขี้ ตุ๊กแก เออ นับอะไร ตีเป็นเลขได้ทั้งนั้น
เพราะงั้น ชีวิตที่มันไม่อยู่ในทำนองครองธรรมเนี่ย มันจะไม่ใช่เป็นนักสู้ เป็นนักเสี่ยง เสี่ยง

ไปเรื่อยๆ ได้ก็ฟลุ๊ค ไม่ได้ก็ฟุ๊บ ส่วนใหญ่จะฟุ๊บมากกว่าฟลุ๊ค แต่ถ้ามีชีวิตอยู่ในทำนอง

ครองธรรม ความสำเร็จมันอยู่ทุกย่างก้าว เพราะเมื่อใดที่เราเชื่อกฏของกรรม เราก็จะ

เลือกทำแต่กรรมดี ถูกต้องไม๊  เมื่อใดที่เราเชื่อเรื่องวิริเย ทุกขะมัต เจติ บุคคลล่วงทุกข์ได้

เพราะความเพียร เอ้า เราอยากกินมะม่วง เราก็ปลูกมะม่วงวันนี้ ปีหน้าได้กินไม๊ 2 ปีหน้า

ได้กินไม๊ เราอยากอยู่เย็นๆ มีน้ำใช้อุดมสมบูรณ์ เราก็ขุดบ่อน้ำวันนี้ พรุ่งนี้ได้มีน้ำใช้ไม๊
เออ เนี่ย ถ้าเชื่อเรื่องกฏของกรรม มันก็จะมีชีวิตเพื่อจะสู้ แล้วมันก็อยู่ในทำนองครองธรรม

แต่ถ้าไม่เชื่อเรื่องกฏของกรรม รอเสี่ยง ไม่สู้ มันก็หวังไป เออ เผื่อว่าใครเค้าจะเอามะม่วง

มาให้ เผื่อว่า ฝนมันจะตกลงมา น้ำมันจะไหลมาหาเรา แล้วก็ เผื่อว่า อาจจะ ใช่มั๊ง อยู่ทั้งชาติ

แล้วมันจะอยู่ได้ไง รอเสี่ยงอยู่ทั้งชาติ แล้วมันมีอะไรเป็นปัจจัยมาให้เสี่ยงอยู่บ่อยๆ มันมี

เหตุปัจจัยอะไรมาให้เสี่ยงบ่อยๆ
เพราะงั้น ชั่วชีวิตหลวงปู่ ไม่ชอบเสี่ยง แต่ชอบที่จะสู้ๆ  2 ขาแข็งแรง ยืนหยัดได้อย่างมั่น

คง   1 ตัว ให้ตั้งมั่น  เวลาหลวงปู่บวงสรวงเทวดา ฟ้าดิน เราจะเห็นไม๊ว่า ขอให้ 2 ขาข้า

แข็งแรง 1 ตัวข้าจงตั้งมั่น 2 มือข้าเข้มแข็ง 1 หัวข้าคิดออก 1 ใจข้ารู้  ไม่มีเรื่อง

อะไรที่ข้าบอกไม่ได้ และทำไม่ได้ นี่คือเรื่องจริง
เพราะงั้น ลูกหลานต้องนำเอาไปวิเคราะห์ ต้องนำไปใคร่ครวญ ต้องนำไปคิดว่า เราจะมีชีวิต

อยู่เพื่อเสี่ยง หรือเพื่อสู้ แล้วจะมีชีวิตอยู่ในทำนองครองธรรม หรือเป็นไปตามกระบวนการ

เค้าเรียกว่า อะไร รัก โลภ โกรธ หลง ขับเคลื่อนของราคะ โทสะ โมหะ อวิชชา ตัณหา และ

อุปาทาน ถ้าเป็นอย่างนี้เนี่ย เราก็จะต้องเสี่ยง ขึ้นๆ ลงๆ ลุ่มๆ ดอนๆ ได้ๆ เสียๆ มีๆ ชั่วๆ ดีๆ

อยู่ตลอดเวลา ส่วนใหญ่มันจะดีน้อย ชั่วมันจะมาก เพราะอวิชชามันก็เป็นเครื่องมือของ

มาร, ตัณหา อุปาทาน มันก็เป็นบริวารของมาร, รัก โลภ โกรธ หลง มันก็เป็นอาหาร

ของมาร
เพราะฉะนั้น มารมันไม่อยากปลดเปลื้องเรา  มันก็จะครอบงำเรา ป้อนเรา ปรุงเรา ชวนเรา

ชักเรา จูงเรา ครอบงำเรา ทำให้เราเชื่องและเชื่อในอำนาจของความอยาก ของตัณหา ของ

อุปาทาน ของอวิชชา ความโง่ ของความไม่รู้
 เมื่อไรเราจะปลดเปลื้องตัวเองออกจากน้ำมือมาร และหมู่เหล่าบรรดาบริวารมารเสียที โดย

การมีชีวิตอยู่ในทำนองครองธรรม เชื่อว่าเราทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว อยากรวยก็ขยันทำกิน

กินบ้างเก็บบ้าง เก็บมากๆ กินน้อยๆ อยากเป็นคนมีศักดิ์ศรี มีชื่อเสียงก็ต้องซื่อตรง ทำตน

ให้คนยอมรับตนและคนรอบข้าง  เอาตนก่อนนะ เออ ไม่ใช่ยอมรับของคนอื่น แล้วตนยอม

รับตัวเองไม่ได้ ในเน่า ข้างนอกทองผุดผ่อง อย่างนี้ไม่ได้ ต้องข้างในก็ยอมรับได้ ข้างนอกก็

ยอมรับได้
เหมือนกับที่หลวงปู่เคยพูดบ่อยๆ ว่า ชั่วชีวิตหลวงปู่ ไม่ได้อยู่ให้คนอื่นไหว้ แล้วไม่สนใจว่า

ใครจะไหว้หรือไม่ไหว้ มึงอยากไหว้ก็ไหว้ ไม่อยากไหว้ก็เรื่องของมึง แต่อยู่เพื่อจะไหว้ตัว

เอง อยู่เพื่อจะให้ได้ไหว้ตัวเองให้ได้ ไหว้ตัวเองได้ บูชาตัวเองสนิท เคารพตัวเองถูก จึงจะ

ได้ชื่อว่า เป็นผู้มีกายอันศักดิ์สิทธิ์ จำบทโศลก 3 ศักดิ์สิทธิ์ได้ไม๊ 
เพราะมีกายอันศักดิ์สิทธิ์ ฝึกหัดปฏิบัติในธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ จนลุถึงจิตศักดิ์สิทธิ์
เมื่อ 3 ศักดิ์สิทธิ์เกิดขึ้นกับใคร ก็ถือว่า ท่านผู้นั้นเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ แปลว่าอะไร 

เออ ศักดิ์สิทธิ์ มันแปลว่า สำเร็จประโยชน์ ผู้ที่สำเร็จประโยชน์แล้วทั้งตัว
เพราะงั้น เราจะมีชีวิตที่สำเร็จประโยชน์ได้ มันต้องมีปัญญาอยู่ในทำนองครองธรรม อย่า

เสี่ยง แต่ต้องสู้ ไม่ใช่อยู่เพื่อจะเสี่ยงมันไปวันๆ  แล้วเราไม่คิดจะสู้อะไร แม้เจอปัญหาก็หนี

ก็ไม่สู้ ก็ท้อแท้แล้วก็ท้อถอย คนที่ไม่สู้ปัญหา เจอปัญหาแล้วท้อแท้ มันจะเรียนรู้ชีวิตได้

อย่างไร เพราะตัวเราเองคือตัวปัญหา ถูกหรือเปล่า นั่งนานก็เป็นปัญหา ยืนนานก็เป็นปัญหา

นอนนานก็เป็นปัญหา หิวก็เป็นปัญหา  กระหายก็เป็นปัญหา  ร้อนก็เป็นปัญหา  หนาวก็

เป็นปัญหา  แล้วเราหนีปัญหา ก็เท่ากับเราหนีตัวเอง หนีชีวิต
พอหลวงปู่พูดถึงตรงนี้ นั่งรถมา ก็มีหมูตัวนึง มันเดินผ่านมา อ้ายคนหนีปัญหาก็ชี้ให้คนขับ

อ้ายคนนั่งข้างหลัง นี่มึง ดูสิ เห็นไม๊ ดูหางหมู แล้วดูทำไม อ้าว มึงดู มีอะไรที่หางหมู ดิน

เกาะเป็นฝูงเลย เกาะเป็นรูปปั้นกลมใหญ่กว่าฝ่ามืออีก ดินพอกหางหมู หางก็กระดิกไม่ได้

ปัดแมลงไม่ได้ ก็เดินถ่วงหนักไป ขาก็เป๋ เออ ดินพอกหางหมู เพราะว่า มันคารังคาซังไง 

ไม่ยอมเรียนรู้ศึกษาปัญหา สรุปสุดท้าย สมภารวัดอาตมาเป็นอย่างนี้ ดินพอกหางหมู จบ

เอวัง ก็มีด้วยประการละฉะนี้
เอ้า เดี๋ยว เหรียญรุ่นหน้า กูจะทำเหรียญไร้ปัญหา ขั้นเทพ เหรียญขั้นเทพ เอารูปสมภารลง

เดี๋ยวจะทำซักรุ่น แจก ใครไม่อยากมีปัญหา แขวนเหรียญสมภาร ถ้าแขวนเหรียญกู เจอ

ปัญหาทั้งนั้นแหละ เอ้า จริงๆ หลวงปู่เป็นคนไม่หนีปัญหาไง มึงสังเกตุไม๊ แขวนเหรียญกู

ไม่ใช่ว่าไม่มีปัญหา มีปัญหา แต่สามารถชนะปัญหา เรียนรู้ และศึกษาปัญหา ถ้าไม่อยาก

เจอปัญหา ต้องแขวนเหรียญปัญญาอ่อน แล้วจะไม่มีปัญหา เอ้า ให้ถามปัญหา ลูก
ปุจฉา     มะเร็งเต้านมขั้นที่ 2  ลามไปที่ต่อมน้ำเหลือง เดินปราณจะช่วยรักษาได้หรือไม่

จะต้องถึงขั้นไหน อย่างไร
วิสัชนา   ต้องถึงขั้นชำระไขกระดูก วิชาปราณโอสถ ต้องทำถึงขั้นชำระไขกระดูก สามารถ

ถอดกระดูกได้ คำว่าถอดกระดูกได้ ก็คือ ทำให้กระดูกลั่นได้ด้วยตัวเอง เดินลมไล่กระดูกแต่

ละข้อได้   จึงจะสามารถชนะโรคนี้ได้ สมัยก่อน เด็กๆ หลวงปู่เป็นโรคมะเร็งในเม็ดเลือด ก็

ใช้วิชานี้ แต่ตอนนั้น ยังไม่รู้จักคำว่า ปราณโอสถ แต่รู้จักความหมายของคำว่า ลม 7 ฐาน

งั้นต้องฝึกให้ได้จนถึงขั้นชำระไขกระดูก จบ ลูก
ปุจฉา   อยู่ต่างจังหวัด ฝึกที่วัด 1 ครั้ง กลับไปฝึกที่บ้าน 2 เดือน เกิดอาการเสียงลั่นใน

กระดูก เกิดปราณร้อน ปราณเย็น
วิสัชนา  ทำต่อไป ทำในขั้นสูงๆ สอนไปกี่ขั้น เออ ทำไปในขั้นสูงๆ จนถึงครบขั้นที่ 10

แล้วจะรู้เองว่าจะได้อะไร  จบ ลูก
ปุจฉา   มีอาการปวดน่อง ชา หัวแม่โป้งเท้าปวด
วิสัชนา   ต้องดูให้ได้ว่า เรามีอาชีพอะไร มีพฤติกรรมอย่างไร มีชีวิตประจำวันอยู่แบบไหน

ถ้าหากว่าเราเป็นผู้ที่ต้องใช้เท้ายืนหยัดอยู่ตลอดเวลา ต้องมีอาชีพยืนขายของ เดินทางทั้งวัน

ไม่ค่อยได้ผ่อนคลาย มันก็เป็นเหตุปัจจัยทำให้เกิดอาการเกร็งขมึงทึงต่อกล้ามเนื้อและเส้น

ประสาท แล้วในมุมกลับกัน ถ้าเป็นโรคความดันต่ำ เลือดไม่ไปไหลเวียนหล่อเลี้ยงปลาย

ประสาท ทำให้เกิดอาการปวดและชา ถ้ามันยังปวด ถือว่ายังรักษาได้ แต่ถ้าไม่รู้สึกอะไร

แต่ชา แข็งทื่อไปเลยอย่างนี้ น่าเป็นห่วง แสดงว่าปลายประสาทมันตายแล้ว เหมือนกับน้ำ

เราไม่ได้รดต้นไม้ ใบมันก็เหี่ยว ต้นมันก็แห้ง
งั้นต้องดูให้ได้ว่า เราเป็นโรคอะไร มาจากสาเหตุสมมุติฐานโรคของคำว่า ความดันต่ำ หลอด

เลือดอุดตัน หรือว่ามีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงในการที่ไม่บริหารจัดการพฤติกรรมตัวเอง อยู่ใน

ท่าใดท่าหนึ่งนานๆ เกินไป
วิธีแก้ก็คือ ถ้าเรามีอาการชา และเย็นตามมือ ตามเท้า เป็นไปได้ ก็ควรจะไปแช่น้ำอุ่น ถ้า

มันมีอาการปวดบวม ก็ใช้น้ำเย็นประคบ หรือว่า ถ้าหากอยากจะสุ่มเสี่ยงลองรักษาตัวเอง ก็

ลองไปหายาปลายประสาทอักเสบ ลูก พอใช้ได้ กินซัก 3 เม็ด 5 เม็ด เช้า เย็น ก็น่าจะ

บรรเทา ยาแก้อักเสบที่หลวงปู่ทำเนี่ย ใช้ได้ผลชั้นหนึ่งเชียวนะ คนเป็นโรค เค้าเรียกมะเร็ง

กรามช้าง เค้าจะปวดทุรนทุราย มันอักเสบขนาดหมดฉีดมอร์ฟีน หลวงปู่ให้กินยาแก้ปลาย

ประสาทอักเสบกับยาอักเสบ ทุก 4 ชั่วโมง ครั้งละ 6 เม็ด เค้านอนหลับได้ ฉีดมอร์ฟีน

มันนอนไม่หลับ ทรมานทุรนทุราย ปวด งั้นก็ไปลองหายาทานดูก็แล้วกัน  จบ
ปุจฉา   มักมีอาการเป็นลมพิษ ผื่นแดง หมอบอกแพ้อาหารทะเล
วิสัชนา  ใช้ปราณโอสถ ฝึกจนกระทั่งถึงขั้นชำระไขกระดูก จะแก้อาการภูมิแพ้ ถ้าไม่อยาก

ใช้ ก็ไปหายาบำรุงเลือด ยาฟอกเลือดกิน ยาฟอกเลือด ยาบำรุงเลือดหลวงปู่เดี๋ยวนี้ ไม่ใช่

กระจอกนะโว้ย เค้าส่งไปขายมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดฯ แล้วนะ เออ ยาชอกกะรีกูเนี่ย ชื่อ

มัน เอ้า จริงๆ เมื่อวานทำกับข้าวอยู่ในครัว เค้าโทรฯ มา จะส่งไปมาเลฯ มั๊ง 20000 เม็ด

เออ เค้ากินแล้วเค้าได้ผล ยาบำรุงเลือด ยาฟอกเลือด ส่วนใหญ่ก็พวกอาชีพอย่างนั้นน่ะ เค้า

จะกินแล้วจะมีผิวพรรณผุดผ่อง ไม่มีอาชีพอย่างนั้นก็กินได้ เดี๋ยวจะบอกว่า เออ เดี๋ยวจะ

บอกชั้นไม่มีอาชีพอย่างนั้นน่ะ เออ กินได้ ผู้หญิงผู้ชายกินได้ มันทำให้เลือดสะอาด แล้วก็

สร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย จบ  ถ้ามันไม่ดี คงขายไม่ได้ เดือนหนึ่งตั้ง 4-5 หมื่นเม็ด
ปุจฉา  ทำงานโรงชุบโลหะ
วิสัชนา   พวกนี้จะมีสารตะกั่ว สารโลหะหนักทั้งนั้นล่ะ ไซยาไน แล้วก็กรดกำมะถัน วิธีก็คือ

ต้องพยายามปิดปากปิดจมูกให้มิดชิด แม้ตามันก็จะสะท้อนเข้าไปทำให้เป็นโรคตา เป็นไป

ได้ก็พยายามป้องกันปิดร่างกายให้มิดชิด มันเป็นอาชีพ เพราะมันระเหยเข้าไป คนที่ทำ

งานนี้ อยู่นานๆ ส่วนใหญ่จะมีผลตอบรับคือ เป็นโรคปอด ปอดมันจะเสีย เป็นจุดในปอด มี

แผลในปอด เพราะเราหายใจสูดลมเข้าไปไง เป็นมะเร็งในปอด ในตับ มันเข้าไปในผิวหนัง

ได้ ถ้าเป็นไปได้ ก็หาวิธีใส่เสื้อแขนยาว ใส่ถุงมือ ปิดปากปิดจมูกให้มิดชิด แล้วอย่าไป

สัมผัสกับวัตถุน้ำเคลือบโดยตรง เราไม่ค่อยระมัดระวังตัวเอง บางทีทำไปก็แบบเฉยๆ ไม่

ค่อยดูแลตัวเอง หลวงปู่นี่ ในโรงงานเวลาเค้าเปิดเตาเผาอ้ายนี่ แล้วถ้าไม่ปิดปากปิดจมูก

หลวงปู่หักเงิน พอเวลาเปิดมาแล้วมันกระทบกับไอเย็น ร้อนกับเย็นมันกระทบกัน มันจะ

เกิดปฏิกิริยาแล้วก็เป็นฝุ่น อ้ายฉนวนมวลความร้อนมันจะเป็นฝุ่น แล้วสูดเข้าไปบ่อยๆ ก็จะ

เป็นผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ
เพราะงั้น ก็จะหักครั้งละร้อย กูก็จ่ายเงินไม่ครบทุกเดือนทุกที กำไร เพราะเปิดเตาทีไร กู

จะกำไรทุกที เออ เดี๋ยวนี้หักจนเข็ดแล้ว หักจนมันรู้จักจะปิด ไม่งั้น มันก็จะฟุ้ง แล้วเราก็สูด

เข้าไป จบ ลูก
ปุจฉา   เป็นแผลเป็น มีลักษณะนูน หมอว่าต้องผ่า หรือฉีดยาให้ยุบ
วิสัชนา   รู้สึกว่า กูนี่จะทำทุกอาชีพเลยนะ ตั้งแต่ขี้กลากยันแผลเป็น เออ ก็เก็บมันไว้บ้างก็ดี

เอาไว้ดู ได้แผลเป็นมาจากไม้หน้าสาม ได้จากอะไร ก็มีประสบการณ์ตรงเล่าให้ฟังเนี่ยของ

พ่อนะ ไปเจอไม้หน้าสามมา มันอะไรกันนักหนา แผลเป็นเนี่ย มันมีวิธีการ ถ้าเป็นภาษา

โบราณ เค้าจะใช้ทองขูด เค้าให้ใช้ทองขูด พอขูดเสร็จแล้วก็ใช้น้ำผึ้งทา ขูดเพื่อให้หนังมัน

บาง แช่น้ำอุ่นๆ แล้วใช้ทองขูด แล้วผิวมันก็จะเรียบเหมือนปกติเหมือนผิวธรรมดา แต่ต้อง

ใช้ทองขูด ทองคำน่ะมีไม๊ทองคำ เออ ใช้ทองคำขูด ไม่รู้มันเกิดแพ้อะไรขึ้นมาหรือเปล่านะ

ไม่แน่ใจ แต่ก็มองดูได้ทางเรื่องวิทยาศาสตร์ ก็น่าจะแช่น้ำอุ่นทุกวัน ๆ แล้วแช่นานๆ มันก็

เปื่อยยุ่ย ใช่ไม๊ อ้ายเซลล์ที่ตายมันก็หลุดล่วงไป แล้วยิ่งไปขูดให้หนังมันบางลง ๆ  แล้วทำ

ทุกวัน เสร็จแล้วก็เอาขึ้นมารักษามันด้วยวิธีที่ถูกแล้วไม่ปล่อยให้ติดเชื้อ เค้าก็จะใช้น้ำผึ้ง

เดือน 5 ในน้ำผึ้งมันจะมีเกสรดอกไม้หลากหลายชนิด แล้วบางชนิดก็เป็นตัวยาสมาน ยา

สมานแผล ยารักษาแผล ยาปฏิชีวนะ อ้ายตัวน้ำผึ้งเองก็เป็นยาปฏิชีวนะ  เพราะงั้นผึ้งนี่มัน

จะไม่มีเชื้อรา ในรังมันอยู่ยังไงก็ไม่มีเชื้อรา เพราะมันมีสารที่จะกำจัดเชื้อราในตัวมัน จบ
ปุจฉา   ทำบุญให้คนต่างชาติที่ไม่ใช่พุทธ และไม่รู้ภาษาไทย เค้าจะได้บุญที่ญาติทำให้ไม๊
วิสัชนา   เค้าไม่ได้หรอก ลูก เพราะปัตตานุโมทนามัย บุญสำเร็จได้ด้วยการอนุโมทนา แม้

ที่สุดผู้ที่ตายไปแล้ว เป็นเปรต เป็นอสุรกาย ถ้าเค้าไม่ยินดีในบุญนั้น ก็ไม่สำเร็จประโยชน์

งั้นคงไม่ได้ ก็พยายามไปแปลให้เค้ารู้ว่า นี่ชั้นทำเพื่อเธอนะ เธอต้องยินดี หรือพยายามที่

จะยินดี อะไรอย่างนี้ เหมือนๆกัน แม้คนไทยด้วยกันเอง ให้เค้าแล้วเค้าไม่เอา ก็ไม่เอา

เหมือนกันนะ
เมื่อก่อนนี้ ตายายหลวงปู่ ถ้าแกยังดีๆ อยู่ก็ เออ พ่อมึง เอาบุญมาฝาก เออ สาธุ วันไหนแก

อารมณ์ไม่ดี พ่อมึง เอาบุญมาฝาก เอาของมึงวางไว้นั่นน่ะ งอน ๆ ไม่รับ ไม่รับบุญ เอา

ของมึงวางไว้นั่นแหละ กูไม่เอา มันก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน อย่าว่าแต่ต่างชาติเลย คนไทยก็

เป็นเหมือนกัน เพราะงั้น ก็ต้องให้ยินดี ลูก ต้องให้พลอยยินดี จบ
ปุจฉา   อยากทราบว่า ธงหลวงปู่ มีชื่อว่าอะไร
วิสัชนา   อะไรนะ  อ๋อ  เค้าเรียก ธงเรียกทรัพย์ พระเค้าโบกกันใหญ่เลย เค้าโบกทุกวัน เค้า

ได้หลายตังค์นะ วันแรกเค้าเปิดงานได้ตั้งล้านกว่าบาท เออ ขนาดคนหล่อมแหล่มๆ นี่ เค้า

ได้ตั้งเท่าไหร่แล้ว  5 ล้านกว่าบาท เปิดมากี่วัน  5 วัน  วันนี้วันที่ 6  เออ วันละล้าน

พอได้ ธงเรียกทรัพย์ เดี๋ยวมึงก็ไปโบกใหญ่เลยนะ เค้าจะให้คนไปซื้ออ้ายด้ามธงมา บอกเฮ้ย

ไม่ขลัง กูนั่งหลาวเอง มานี่ กูก็ช่วยหลาว แต่หลาวไม่ได้กี่อันหรอก เพราะงานมันเยอะ ก็

พระเค้าช่วยกันหลาว เอาไผ่สีสุกมาทำ เคล็ดมันอยู่ที่ด้าม ต้องใช้ชื่อมงคล ใช้ไผ่สีสุก ไผ่สี

สุกข้างๆวัดมี ไปขอเค้า เค้าให้มา ธง ก็มียันต์สวัสดิกะ เค้าเรียกว่า รุ่งเรืองไม่รู้จบ มงคลไม่

รู้จบ ร่ำรวยไม่รู้จบ เค้าเรียกว่า ยันต์ไม่รู้จบ รอบๆ ยันต์สวัสดิกะ แล้วก็มีคำอวยพร อายุยืน

สุขภาพแข็งแรง ลูกหลานกตัญญู แล้วก็ร่ำรวย ชีวิตมีกำไร เค้ามีคำอวยพรเป็นภาษาจีน

หลวงปู่ผูกขึ้น ก็ให้เค้าไปพิมพ์ เค้าพิมพ์มาเท่าไหร่  500 หรือเท่าไหร่ ต้องถามคนพิมพ์

เออ หลวงปู่ก็ปลุกเสกทุกวันทุกเย็น จบ
อีกซักคำถาม แล้วปฏิบัติธรรม ลูก
ปุจฉา   ขอแนวความคิดจากหลวงปู่ เกี่ยวกับเรื่อง ความสามัคคีสร้างสุข
วิสัชนา   อย่าเพิ่งคิดจะไปรวมกับคนอื่นแล้วมีสุข  จงคิดอย่างไรจะทำให้ชีวิตทุกข์น้อย

แล้วสุขมันเกิด เมื่อหลายคนรวมกันก็เป็นสุข เหมือนกับที่เมื่อวานนี้ มีคนพูดถึงเรื่อง อัตตา

ธิปไตย  กับประชาธิปไตย เค้าถามว่า มันแตกต่างกันอย่างไร แล้วเค้าก็บอกว่า ควรจะ

ปกครองด้วยธรรมาธิปไตยดีไม๊ เพราะว่า ปัจจุบันมันไม่ใช่ประชาธิปไตย ต้องใช้หลัก

ธรรมาธิปไตย เพราะว่าเกจิองค์ใดบอกเค้าไม่รู้ว่า ต้องใช้ธรรมาธิปไตยปกครอง เราก็เลย

บอกว่า คุณ เค้าคงไม่เข้าใจ แล้วคุณก็คงไม่รู้ ถ้าจะเข้าใจรู้จริงๆ ก็คือ นักปกครองก็ตาม ข้า

ราชการก็ตาม นักการเมืองก็ตาม ประชาชนก็ตาม เมื่อมีธรรมะ แล้วเวลาบริหารจัดการการ

งานและบ้านเมือง หน้าที่ภาระกรรมของตนก็ใช้ธรรมะเป็นหลักคิด หลักทำ หลักพูด ถ้าทำ

อย่างนี้ เค้าก็เรียกว่า เป็นผู้มีธรรมาธิปไตย แล้วยิ่งเอาไปบริหารจัดการคนหมู่มาก ก็ยิ่งใช้

ธรรมะเป็นเครื่องปกครอง นั่นแหละ เค้าเรียกว่า หลักประชาธิปไตย 
ประชาธิปไตย ก็คือ อธิปไตยที่ได้จากกระบวนการคิด ทำ พูด ของคนกลุ่มส่วนใหญ่ที่ยืน

อยู่ในทำนองครองธรรม หรือหลักธรรมที่ตนปฏิบัติ แต่ณ. วันนี้เนี่ย นักการเมืองก็ตาม

ข้าราชการก็ตาม ผู้บริหารบ้านเมือง ผู้มีหน้าที่ภาระกรรมต่างๆ ไม่มีธรรมะไง พอมันไม่มี

ธรรมะ มันก็จะปกครองบริหารด้วยหลักอัตตาธิปไตย ก็คือ ตัวกูเป็นใหญ่ อารมณ์กูเป็นใหญ่

พวกกูเป็นใหญ่ ญาติกูเป็นใหญ่ ความคิดกูเป็นใหญ่ โดยไม่ใช่ธรรมะเป็นใหญ่ เพราะงั้น

การเป็นธรรมาธิปไตยได้ก็ต่อเมื่อ เราต้องปฏิบัติธรรม ต้องศึกษาธรรม ต้องเรียนรู้ธรรม

ต้องฝึกหัดในธรรม ต้องเข้าใจในธรรม แล้วเวลาทำ พูด คิด ก็มีหลักธรรม เป็นเครื่องทำ

เครื่องพูด เครื่องคิด
ทีนี้ธรรมในกลุ่มใหญ่ๆ รวมกัน ก็กลายเป็นเรื่องของประชาธิปไตย เพราะว่ามาจากหลัก

ธรรมาธิปไตย งั้น ความหมายนี้ มันไม่ใช่แยกกัน แต่มาจากเหตุปัจจัยว่า ประชาธิปไตยจะ

เกิดได้ต่อเมื่อเราต้องมีธรรมะ ถ้าประชาธิปไตยเกิดสำหรับคนไม่มีธรรมะ มันเป็นอัตตา

ธิปไตย มันไม่ใช่ประชาธิปไตย
ในหลักของพระพุทธเจ้าที่เป็นต้นกำเนิดหลักประชาธิปไตย  ก็เพราะว่า พระพุทธเจ้ามี

ธรรมะ พระสาวกมีธรรมะ พระสงฆ์สาวกของพระองค์แต่ละองค์ แต่ละท่านที่เข้ามาบวชก็

เป็นผู้มีธรรมะ เหตุที่มีธรรมะและต้องใช้หลักประชาธิปไตย ที่จริงท่านก็ไม่ได้บอกว่า เป็น

หลักประชาธิปไตย แต่การปกครองที่เสมอภาค คนยุค 2000 กว่าปีก่อนนั้น เค้าแยก

แยะกันเป็นกลุ่ม เป็นวรรณะ มีกษัตริย์ มีพราหมณ์ มีแพทย์ มีศูตร มีจันทาร เวลาเข้ามา

บวชในพุทธศาสนา  พุทธเจ้าบอกว่า กษัตริย์ก็ไม่มี พราหมณ์ก็ไม่มี แพทย์ก็ไม่มี ศูตรก็

ไม่มี จันทารก็ไม่มี มีแต่ศากยวงศ์ ก็คือ เสมอกันหมด เพราะทุกคนไม่มีอัตตา ไม่มีความ

ถือตัวถือตน มีความเสมอกันด้วยศีลสามันยตา ทิฐิสามันยตา เสมอกันโดยศีล เสมอกันโดย

ทิฐิ ความเห็น อย่างนี้เป็นต้น
อย่างนี้เค้าเรียกว่า เป็นผู้มีธรรมะ แล้วก็เป็นหลักแห่งประชาธิปไตยสืบๆ มา แต่ณ. วันนี้

มันไม่ใช่ เราปกครองกันด้วยหลักของอัตตาธิปไตย  อัตตาธิปไตย ก็คือ หลักกู หลักกูซึ่งไม่

ใช่หลักการ ไม่อาศัยหลักการ เพราะหลักการมันต้องมีถูกทำนองครองธรรม เป็นไปตาม

ทำนองครองธรรม คือ มีกรรม อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค มัน

ต้องไม่พ้นจากหลักนี้ จบ
เดี๋ยวไปพัก เข้าห้องน้ำห้องท่า ล้างหน้าล้างตา แล้วมาปฏิบัติธรรม สักชั่วโมงนึง ลูก แล้ว

หลวงปู่จะแว๊บเข้าไปครัว ไปทำข้าวต้มเลี้ยงพวกมึง แล้วมึงก็ไปรอสวดมนต์อยู่หน้าโรงเจ

แล้วก็รอรับ     อั่งเปา กินข้าวต้ม แล้วกลับบ้าน  เออ ไปเข้าห้องน้ำห้องท่า ล้างหน้าล้างตา

วันนี้มีเวลาน้อย คงไม่สอบ ไว้สัปดาห์หน้าจะสอบ