สืบเนื่องมาจากการทำบุญสวดอาทิตตปริยายสูตร ในโอกาสครบรอบ ๕๐ วัน ที่โยมแม่ได้เสียชีวิตไป ก็มีบรรดาลูกหลานทั้งหลายมารวมกันเป็นเจ้าภาพจัดดอกไม้ ปัจจัยถวายพระ เครื่องไทยธรรม รวมทั้งอาหารการกิน
อีกทั้งในช่วงเช้าก็เปิดโอกาสให้บรรดาลูกหลานและหมู่ญาติทั้งหลายได้ทำบุญอัฐิของผู้วายชนม์ซึ่งเป็นญาติสายโลหิต พ่อแม่ ปู่ย่า ตายายของตนที่เอามาฝากไว้ที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์
ถือเป็นการแสดงความกตัญญูรู้คุณ กตเวทิตาตอบแทนคุณ เป็นความงดงามที่มวลหมู่มนุษย์ผู้มีใจสูง ใจประเสริฐพึงกระทำได้
อีกทั้งก็เป็นเครื่องยืนยันว่า เราท่านทั้งหลายไม่ได้ลืมราก ไม่ลืมเหง้าของตนเอง ไม่ลืมกำพืดของตนเอง แม้บางคนอาจจะคิดว่า จะอะไรกันนักหนา ตายไปแล้วก็น่าจะจบ จะต้องมาทำบุญทำทาน ทำเรื่องโน่นนี่นั่นให้มันวุ่นวายมากมายไป
ที่จริงคิดแบบนั้นก็เป็นสิทธิ์ที่คุณจะคิดได้ไม่เสียหายอะไรมากมาย แต่ต้องไม่ลืมว่าโลกนี้มันมี ๒ โลกซ้อนกันอยู่ คือ โลกสมมุติ กับ โลกปรมัติ
ถ้าเราคิดว่าเราอยากจะตัดห่วง ตัดภาระกังวล ตัดความห่วงใย ตัดความวุ่นวาย เพื่อจะเข้าไปสู่โลกปรมัติ โดยไม่สนใจโลกสมมุติ มันก็เป็นสิทธิ์ที่ทำได้ แต่มันจะเหมือนกับคนแก้ผ้าแล้วเดินเข้าไปในเมือง
ถามว่าเพราะอะไร ?
ก็เพราะว่า มันไม่มีอาภรณ์ไง
แล้วอาภรณ์คืออะไร อาภรณ์ก็คือ ความเมตตา ความมีน้ำใจ ความกตัญญูรู้คุณ ความสำนึกรับผิดชอบ ความมีปฏิสัมพันธ์อันดีแก่บุคคลรอบข้าง สิ่งเหล่านี้มันเป็นเหมือนดังอาภรณ์อันงดงามที่มนุษย์หรือสัตว์คนใดถ้ามีแล้ว ดุจดังสวมใส่อาภรณ์ที่งดงามเข้าไปสู่สังคมแห่งโลกสมมุติ
แต่ถ้าหากใครจะคิดว่า โอ๊ยสมมุติไม่เอา เอาแต่ปรมัติอย่างเดียว พระพุทธเจ้าก็สอนอยู่แล้วว่า การไม่ปรุงแต่งในสังขารทั้งปวง ถือว่าเป็นคำสอนของพระศาสดา
ที่พูดอย่างนั้นมันก็ถูก แต่กว่าจะถึงขั้นคำว่า ไม่ปรุงแต่งในสังขารทั้งปวง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เรียกว่า ขันธ์ ๕
ไม่ปรุงแต่งในตาเห็นรูป
ไม่ปรุงแต่งในหูฟังเสียง
ไม่ปรุงแต่งในจมูกดมกลิ่น
ไม่ปรุงแต่งในลิ้นรับรส
ไม่ปรุงแต่งในกายสัมผัส
หากคุณทำได้จริง ก็วิเศษ นั้นถือว่า คุณเป็นผู้ที่พ้นแล้วซึ่งโลกสมมุติ ก้าวเข้าไปสู่โลกปรมัติ
แต่จะมีซักกี่คนเล่าที่จะแกร่งกล้า เข้มแข็ง องอาจ สามารถที่จะทำ ทำชีวิตจิตวิญญาณของตนให้ก้าวข้ามไปสู่โลกปรมัติได้อย่างชนิดที่ทิ้งสมมุติได้อย่างเด็ดขาด
แต่ถ้ายังทำไม่ได้ แล้วเอาแต่มาเฝ้าตำหนิ ติด่า บ่นว่ากับบุคคลที่เขาพยายามที่จะสร้างอาภรณ์ของตัวเอง มีจิตใจที่กตัญญูรู้คุณ กตเวทิตาตอบแทนคุณ ทำหน้าที่ของลูกหลานไทย สำนึกรับผิดชอบ ไม่ทิ้งรากเหง้าของตัวเอง แสดงความรัก ความเมตตา ความอาทร กตัญญูรู้คุณ กตเวทิตาตอบแทนคุณ ทั้งผู้มีชีวิตอยู่และผู้จากไป
ซึ่งก็ตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้าเหมือนกันอีกทั้ง พระองค์ยังทรงสอนให้เราท่านทั้งหลายทำเปตพลี คือ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตาย ถ้าใครคิดว่าตัวเองจะเข้าสู่โลกปรมัติ แล้วปฏิเสธคำสอนเหล่านี้ ก็ไม่เป็นไรทำได้ก็อนุโมทนา
แต่ถ้าทำไม่ได้แล้วมานั่งก่นด่า ตำหนิติว่า ผู้ที่เขาพยายามจะเริ่มเตาะแตะเตาะแตะ เริ่มหัดก้าวเดิน เริ่มเข้าไปสู่เป้าหมายที่สูงสุด ก้าวสุดท้ายจะไม่มีเลยหากไม่มีก้าวแรก
เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า เงินล้านจะมาจากไหนถ้าปฏิเสธเงินบาท
ฉันใดก็ฉันนั้น บุคคลที่อยู่ในโลกใบนี้ก็ต้องทำหน้าที่ทั้ง ๒ โลกให้สมบูรณ์นั้นก็คือ โลกสมมุติ กับโลกปรมัติ เราจึงจะถือว่าเป็นผู้ไกลแล้วซึ่งความวิตกกังวล ห่วงใย จักได้เป็นผู้วาง ว่าง ดับ เย็น ได้อย่างสนิท และก็เป็นผู้ที่ไม่ปรุงแต่งในสังขารทั้งปวงได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะไม่มีห่วงใยใดๆ แล้ว ไม่มีความวิตกกังวล ห่วงหน้าพะวงหลังใดๆ แล้ว เพราะเราได้ทำหน้าที่ของโลกสมมุติอย่างสมบูรณ์แล้ว เมื่อก้าวเข้าสู่โลกปรมัติเราก็ไม่ได้ก้าวแบบตัวเปล่า เรียกว่ามีอาภรณ์อันงดงาม แจ่มใส มั่นอกมั่นใจเดินไปข้างหน้าได้อย่างโปร่งเบาสบาย หมดกังวล ผ่อนคลาย ร่มเย็น
จึงเป็นที่มาของคำว่า ขออนุโมทนา ขอขอบคุณ ขอบใจลูกหลายทุกคน ที่ได้มาร่วมแสดงความกตัญญูรู้คุณต่อพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ กตเวทิตาตอบแทนคุณ ด้วยกิจกรรมการงานที่ได้ร่วมกันกระทำ เพื่อลดภาระธุระให้พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ผ่อนคลาย โปร่งเบาสบาย ก็ขอบคุณ อนุโมทนาทุกท่านจากหัวใจจริง
ขอให้สิ่งที่ท่านทำด้วยจิตใจที่งดงามแห่งมนุษย์ผู้มีใจสูง ใจประเสริฐ ระลึกถึงคุณคน ตอบแทนพระคุณคน เรียกว่า กตัญญูรู้คุณ กตเวทิตาตอบแทนคุณ พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้ว่า เป็นเครื่องหมายและเป็นสัญลักษณ์ของคนดี
คนดีเนี่ย พรหม มาร เทพ เทวดา ผีสางนางไม้ บัณฑิต ปราชญ์ เขารักใคร่ เขาอยากเข้าใกล้ เขาใฝ่ฝันถวิลหา เรียกว่า คนดีมีเสน่ห์ในหมู่พรหม มาร และหมู่มวลมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งปวง
แต่คนไม่ดี คนอัปรีย์ แม้พยายามจะแต่งแต้ม ทำตัวให้ดูดีให้ตายอย่างไร สุดท้ายก็เป็นคนที่น่ารังเกียจอยู่ดี เหมือนกับเอาทองไปปิดบนกองขี้ เหมือนกับเอาเครื่องประดับไปวางไว้ในหลุมขี้ มันก็ไม่ได้ทำให้คนชื่นชมยินดี และเป็นที่ยอมรับของคนทั้งหลาย พรหม มาร เทวดาทั้งหลายเขารู้เช่นเห็นชาติ รู้ไส้รู้พุง รู้ดีแท้ดีเทียม
เพราะงั้น ดีแท้ๆ มันต้องเริ่มจากหัวใจดี มีความเอื้ออารี เป็นดีมีอยู่ในใจ และก็ค่อยๆ แสดงออกจากภายในมาสู่ภายนอก จนผู้คนทั้งหลายเขามองเห็นว่าดี
เหมือนกับน้ำที่มันเต็มตุ่ม แล้วมันก็ล้นออกมาเย็นชุ่มฉ่ำทั้งภายในและภายนอก
เพราะงั้นท่านทั้งหลายที่ทำดีแล้ว ก็ทำต่อไป ที่ยังไม่ได้ทำก็หันมาทำความดี ทั้งโลกนี้และโลกหน้า โลกสมมุติและโลกปรมัติให้สมบูรณ์
นั่นแหละคือความสำเร็จ สัมฤทธิ์ผลในการเกิดเป็นมนุษย์สุดประเสริฐกับเขาชาติหนึ่ง
แต่ถ้าทำยังไม่ได้ ขาดๆ เกินๆ แล้วไปตำหนิติด่า คอยพ่นว่าชาวบ้านที่เขาทำได้ อันนั้นก็เลวเกินใจ เลวเหลือใจ มันจะทำให้เรากลายเป็นคนที่ไม่มีราก ไม่มีเหง้า และอยู่กับใครเขาก็ไม่ได้ เขาเรียกว่า พวกหลักลอย
พวกไม่มีราก ไม่มีเหง้า ก็เหมือนกับจอก เหมือนกับแหน ลอยไปตามคลื่นลม กลายเป็นสัมภเวสี เป็นอสุรกาย พวกนี้ตายแล้วก็จะมีสภาพแบบนี้
เหมือนกับจอก เหมือนกับแหน หลักลอย เป็นสัมภเวสี เป็นอสุรกาย ลื่นไหล ลอยไปเรื่อย หาจุดหมายปลายทางที่ชัดเจนไม่ได้ และสุดท้ายก็รอวันเน่าตาย
ก็ขอบคุณ ขอบใจ อนุโมทนาอีกครั้งต่อทุกท่านที่มาร่วมด้วยช่วยกันจัดกิจกรรมงานครบรอบ ๕๐ วัน ของคุณแม่อัมพร ทองประเสริฐ หรือคุณย่า อัมพร ทองประเสริฐ ของลูกหลานทั้งหลาย
ที่จริงก็รู้สึกเกรงใจ และก็ไม่ได้อยากรบกวนให้ท่านทั้งหลายต้องมาลำบากลำบน เกรงใจ ไม่อยากรบกวนลูกหลานมากจนเกินไปนัก แต่เมื่อท่านทำแล้วก็ขอบคุณ ขอบใจ จากก้นบึ้งของหัวใจ
เจริญธรรม
อัดเสียงขณะเดินทางอยู่บนรถ
พุทธะอิสระ