17 กย 56   7.29 นาที

เจตนารมณ์
เจริญธรรม เจริญสุข ท่านสาธุชน คนไอทีที่รักทุกท่าน
วันนี้ก็มาพบปะพูดคุยกันอีกวาระหนึ่ง เพราะว่า ว่าง

จากกิจกรรมการงานในช่วงเช้าๆ ตอนนี้บรรยากาศ

ในวัดก็ขมุกขมัวพอสมควร วันนี้เลยเปลี่ยนสถานที่

ไม่ได้ไปชายนา มาพูดคุยกับพวกท่านในที่ทำงาน
ก็มีเสียงล่ำลือ เสียงโจษจรรย์ เสียงกล่าวขานว่า ทำไม

หลวงปู่ต้องไปลดตัวเอง หรือไปยอมเอาตัวเองไป

เกลือกกลั้วกับซุ้มมือปืน นักเลงหัวไม้ หรือ เจ้าพ่อ

สมัครพรรคพวกของเจ้าพ่อ หรือผู้ยิ่งใหญ่แห่ง

นครปฐมมาพูดคุย จะเป็นการเปลืองตัวไปมั้ย
ถ้าพูดอย่างนี้ก็ แสดงว่า ยังไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของ

หลวงปู่
สิ่งที่หลวงปู่ต้องการและทำ ก็คือ พระโพธิสัตว์ไม่มี

สิทธิ์จะเลือกสรรพสัตว์ที่จะโปรด พระโพธิสัตว์ต้อง

สามารถโปรดทุกตน ทุกคน ทุกชนิดได้ด้วยความ

เมตตาอย่างสูง ด้วยความมานะอุตสาหะอย่างยิ่ง และ

ด้วยความอดทน อดกลั้นอย่างมาก
เพราะฉะนั้น สำหรับหลวงปู่แล้ว สัตว์ทุกชนิด ชีวิตทุก

ตน มีสิทธิ์ที่จะบรรลุธรรมได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นพระ

อรหันต์ หรือโจรห้าร้อย ไม่ว่าจะเป็นเดรัจฉานชั้นสูง

หรือ เดรัจฉานชั้นต่ำ เค้ามีสิทธิ์ที่จะบรรลุธรรม ขอ

เพียงมีโอกาส
เพราะงั้น การที่หลวงปู่เข้าไปหาเค้า หรือว่าเรียกเค้า

มาพูดคุย ก็คือ การได้ให้โอกาสด้วยจิตเมตตา หวังว่า

เค้าจะเกิดสัมมาทิฏฐิ มีวิธีคิดที่ถูกต้อง อ้ายที่ทำไปแล้ว

พลาดไปแล้ว ก็ถือว่า คนเราทุกคน ไม่มีใครที่ทำอะไร

ไม่ผิด  
ถ้าผิดแล้ว พลาดแล้ว ก็รู้จักแก้ไข ปรับปรุง เปลี่ยน

แปลงตัวเอง แล้วก็สำนึกในความผิดของตัวเอง แล้วก็

หาวิธีที่จะดำเนินชีวิตใหม่ ทำเรื่องใหม่ๆ ทำชีวิตให้ใหม่

ทำนิสัยใหม่ ทำวิธีคิดใหม่ แล้วก็ทำให้เกิดการกระทำ

ใหม่ๆ ซึ่งเป็นการกระทำฝ่ายบวกหรือฝ่ายกุศล มันก็จะ

เป็นประโยชน์ เพราะพวกนี้จะมีพละกำลังมาก อย่าง

น้อยก็บริษัทบริวาร  
อย่างวันที่หลวงปู่ไปหาเค้าที่บ้าน เค้ามีบริษัทบริวารตั้ง

3-400 คน ซึ่งแต่ละคนก็มีพละกำลัง มีบริวารเยอะ

แยะ เป็น ส.ส. เป็น ส.ว. อบต. เป็นนายก

สภาเทศบาล อะไรก็แล้วแต่ แม้กระทั่งข้าราชการ

นายตำรวจ หรือว่า เจ้าหน้าที่บ้านเมืองแต่ละลำดับชั้น
ถ้าเราทำให้หัวหน้า มีสัมมาทิฏฐิ เค้าก็จะสามารถนำ

พาลูกน้องให้เกิดสัมมาทิฏฐิ เหมือนอย่างที่พระผู้มี

พระภาคเจ้าเสด็จไปโปรดอุรุเวลกัสสปะ คยากัสสปะ

แล้วก็ นทีกัสสปะ ซึ่งเป็นฤษี 3 องค์พี่น้อง ซึ่งมี

บริษัทบริวารถึง 3,000 กว่าคน
ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ยอมที่จะเสด็จลงไปในท่าม

กลางบุคคลที่มีมิจฉาทิฏฐิ โดยไม่หวั่นหวาด ไม่สะดุ้ง

กลัว  
ถามว่า พระองค์ทรงใช้จริยาอะไร ใช้จิตอะไร
ก็ใช้จิตง่ายๆ ก็เพียงแค่เข้าถึงธรรมว่า ไม่มีอะไร ไม่

ได้อะไร ไม่เหลืออะไร ทุกอย่างมันเป็นสมมุติ กายนี้

เป็นเพียงแค่สิ่งที่สมมุติขึ้น ชีวิตนี้มันก็เป็นสิ่งที่สมมุติ

ขึ้น ถ้าเราไม่หวงในสมมุติ ไม่ตกเป็นทาสของสมมุติ

ไม่โดนสมมุติครอบงำ เราก็จะใช้สมมุตินี้ ก็คือ กายนี้

ชีวิตนี้ ให้เป็นประโยชน์ทั้งตนและคนรอบข้างได้

อย่างดียิ่ง
แต่ทุกวันนี้ ถ้าเราหวงห่วงสมมุติ แล้วเราก็ตกเป็น

ทาสสมมุติ โดนสมมุติครอบงำ เราก็จะห่วงหวงไปหมด

แล้วสุดท้ายก็กลายเป็นความขาดเขลา และหวาดกลัว

ในที่สุด
พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าใช้จิตธรรมดาๆ ที่เข้าถึงธรรมะว่า

เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ความกลัวก็จะหายไป
งั้น หลวงปู่อยากบอกกะไร
อยากบอกว่า สิ่งที่หลวงปู่ทำเนี่ย ได้ทำโดยวิสัยของ

พระโพธิสัตว์ที่หวังว่า ถ้าเราทำให้พวกคนเหล่านี้ได้มี

สัมมาทิฏฐิ มีวิธีคิดที่ถูกต้อง เป็นกุศล มีการกระทำที่

ถูกต้อง เป็นบุญ มีชีวิตที่ถูกต้อง เพื่อคุณงามความดี

มันก็จะทำให้สังคมนี้งดงาม รุ่งเรือง เจริญ เพราะเค้าก็

จะได้ไปเผยแพร่ความถูกต้องเหล่านั้นแก่บริษัทบริวาร

จะได้ห้ามปรามลูกเมีย ลูกหลาน ญาติมิตร บริวารของ

ตนให้อยู่ในทำนองคลองธรรมอย่างถูกต้องชอบธรรม
งั้น ไม่ถือว่า เป็นการลดตัวเองเข้าไปเกลือกกลั้ว ไม่

ถือว่าเป็นการก้มหัว หรือยอมศิโรราบ หรือ หวาดกลัว

สะดุ้งผวา แต่ตรงกันข้าม หลวงปู่กลับไปด้วยความ

เมตตาและปรารถนาที่จะชี้ถูกชี้ผิด แล้วก็ให้เค้าเข้าใจ

สิ่งที่ถูกว่า คุณควรจะต้องทำอย่างไรในความถูกต้อง

และควรจะต้องปกปักษ์รักษาพระศาสนา คุ้มครอง

ถิ่นกำเนิดของตน ดูแลประชาชน คนที่คุณมีหน้าที่รับ

ผิดชอบ และทำให้สังคมรอบข้างเห็นคุณธรรม คุณ

ประโยชน์ และคุณภาพ คุณค่าของชีวิตคุณให้มากขึ้น

อย่างไร
งั้น นี่คือสิ่งที่หลวงปู่คิดไว้ แล้วก็ปรารถนาอย่างยิ่งที่จะ

กระทำ โดยไม่เลือกชนิดของสัตว์หรือบุคคลว่า เรา

จะทำกับคนประเภทใด สัตว์ชนิดใด ถ้าทำได้และมันมี

ผลอันยิ่งใหญ่ ทำครั้งหนึ่ง แล้วมันส่งผลให้มากมาย ก็

จะพยายามทำเพื่อให้ได้มากที่สุด
อันนี้ คือ สิ่งที่อยากบอกกล่าวกับท่านที่รักทั้งหลายที่

ห่วงใยว่า ทำไมหลวงปู่ต้องไปลดตัวลง ไปก้มหัว หรือ

ว่า ไปยอมรับอำนาจเถื่อน หรืออำนาจอะไรที่มันเป็น

อกุศล
จริงๆ แล้ว มันไม่ใช่เป็นการยอมรับอำนาจ ลดตัว

หรือก้มหัว แต่มันเป็นการไปแจกแจงสัมมาทิฏฐิ ไป

ให้สิ่งที่งดงามแก่ชีวิตกับผู้ที่ประพฤติได้ยาก แล้วก็ไป

ทำให้เค้าเข้าใจถึงวิถีชีวิต วิถีทำ วิถีคิดที่ควรจะอยู่ใน

วิถีพุทธที่ชัดเจน
งั้นก็ ขอบใจมากที่ทุกคนเป็นห่วงเป็นใย สำหรับวันนี้

ก็เห็นจะพอสมควรแก่เวลา
ขอให้ทุกท่าน จงรุ่งเรืองเจริญ มีอายุยืนยาว สุขภาพ

แข็งแรง และปัญญาแจ่มใส