25 ส ค 56   13.30 น. ธรรมะอาทิตย์ที่ 4

ณ. วัดอ้อน้อย โดย องค์หลวงปู่พุทธะอิสระ
(กราบ)
เจริญธรรม เจริญสุข ท่านสาธุชน คนใฝ่ดีที่รักทุกท่าน

ท่านผู้รับชมรายการ ปุจฉา วิสัชนา ที่อยู่ทางบ้าน แล้ว

ก็อยู่ในศาลาอาวาสวัดอ้อน้อย ในกิจกรรมแสดงธรรม

ประจำเดือน ในอาทิตย์สุดท้ายของเดือน คุณแทนคุณ

จิตอิสระ ผู้ดำเนินรายการ
วันนี้ ขออนุญาตเล่าเรื่อง ประสบการณ์ที่ไปทำให้ลูก

หลาน ท่านที่รักทั้งหลายได้รับฟังว่า สามวันที่ผ่านมา

คือ พฤหัส ศุกร์ แล้วก็เสาร์ ได้รับกิจนิมนต์จากหัว

หน้าป่าไม้ไปเป็นประธานปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ

ถวายเป็นพระราชกุศลอุทิศต่อพ่อหลวง แม่หลวงของ

แผ่นดิน แล้วก็เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ แผ่นดิน

สิ่งแวดล้อม อากาศ ต้นน้ำลำธาร ก็ฝนตกทุกวัน ตกทั้ง

วันทั้งคืน ไม่ใช่ตกทุกวัน ตกไม่หยุด ตกตลอดเวลา ตก

เรียกว่า ตกผ้าเน่า
ก็ไม่หยุดเหมือนกัน ไม่หยุดที่จะปลูก ฝนตกก็ปลูก

พื้นที่ก็เป็นภูเขา เป็นหน้าผา ก็ปีนขึ้นไปปลูก เอา

ต้นไม้ขึ้นไป มีก็พวกทหารค่ายกองพลที่ 9 กับป่าไม้

เขต เจ้าหน้าที่ป่า แล้วก็จ้างคนงาน 10 กว่าคน 17

คน ชาวบ้านก็คงจะไม่ได้รับความร่วมมือตอนแรกๆ

ด้วยเหตุผลว่า เค้ามองว่า เราไปขัดขวางผลประโยชน์

ของเค้า ชาวบ้านก็คงจะได้จากการปั่นหัวของสมภาร

วัดเกริงกระเวีย กับผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้งเจ้าของที่ดิน ซึ่ง

เป็นนายทุน มารู้ที่หลังว่า เป็นระดับรองผู้ว่าราชการ

จังหวัด และอดีตนายอำเภอ ซึ่งทำการบุกรุก ทำลาย

ทรัพยากรธรรมชาติ
ในขณะที่ไปนอนคืนแรก ก็มีคำขู่ มีเสียงขู่ แล้วก็ดึกๆ ตี

1 ตี 2 ก็มาแสดงอาการคุกคาม ทหารเค้ามานิมนต์

ให้หลวงปู่ไปนอนวัด วัดอยู่ใกล้ๆ วัดใดวัดหนึ่งก็ได้ จะ

ได้ปลอดภัย

บอกว่า คนมันจะตาย อยู่ที่ไหนมันก็ตาย ทหาร ผู้กอง

คนมันไม่ตาย อยู่ยังไงที่ไหน มันก็ไม่ตาย เพราะงั้น

ไม่ต้องมากังวล ไม่ต้องวิตก
งั้น เดี๋ยวผมจะจัดกำลังมาอารักขา
โอย ไม่ต้องหรอก แล้วสุดท้าย เค้าก็มาอารักขา จัด

กำลังมา 2 คน ตี 2 กว่าๆ เสียงรถมอเตอร์ไซด์มา

หลวงปู่ก็ “ทหาร” เงียบ “ทหาร” เงียบ อ้ายแสบ

“เงียบ”
สรุปแล้ว ทั้งทหาร ทั้งตำรวจ “เงียบ”
“เฮ้ย”  “ครับ” ได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซด์ไม๊
ได้ยินครับ
มีงได้ยินกูร้องเรียกไม๊
เพิ่งได้ยินครับ
แล้วมันได้ยินเสียงมอเตอร์ไซด์ตอนไหนวะ
เอ้อ มันขับบึ้มไปบึ้มมา แล้วหมาก็เห่า เป็นทาง
มันมาหาปลามั๊งครับ
หาปลาพ่อมึงสิ มาเอาตอนตี 2 ตี 3
เอ้อ ก็สรุปรวม ก็คือว่า กลายเป็นว่า เราอารักขามัน

ไม่ใช่มันมาอารักขาเรา เราต้องคอยระวังภัยให้มัน ไม่

ใช่มันมาระวังภัยให้เรา เราก็ เอ๊อ ช่างมันเถอะ ลูก

หลาน
เช้าขึ้นมา ก็มีกิจกรรมพิธีเปิด เชิญผู้ว่าฯ ผู้ว่าฯ ก็ติด

ภาระกิจ รองผู้ว่าฯ ก็คงไม่มาอยู่แล้ว เพราะว่า มัน

เป็นที่ของเค้า ก็เป็นธรรมชาติ ก็เลยให้ปลัดอำเภอ

อาวุโส มาเป็นตัวแทน ฝ่ายทหารก็ให้รอง ผบ.

เพราะเค้ามาประชุมเรื่อง เลื่อนขั้นเลื่อนยศอะไรใน

กรุงเทพฯ ก็ไม่ว่าง ติดภาระกิจ ก็มีแขกผู้มีเกียรติ

เยอะพอสมควร แต่ก็ไม่ใช่คนในพื้นที่ คนในพื้นที่ก็

ไม่มีใครกล้ามา เพราะมีคนอยากมาช่วย ก็โดนขู่

เพราะที่นั่น เป็นหมู่บ้านซองกาเลีย ก็เป็นหมู่บ้าน

กะเหรี่ยง พวกศูนย์อพยพ พวกคนต่างชาติทั้งนั้น ไม่

ใช่คนไทย คนไทยมีไม่ถึง 10 คน นอกนั้นก็ คนต่าง

ชาติ
แล้วก็ประเทศเรานี่มันเป็นม้าอารี รับเอาพวกนี้มา ก็

มารับจ้างนายทุน สร้างบ้านแปลงเมือง ปลูกสถานที่

ให้พัก แล้วก็มารับจ้างนายทุน รับจ้างข้าราชการ

ผู้น้อยผู้ใหญ่ ไปฟันป่า ไปตัดป่า ไร่หนึ่งก็ 1,000,

2,000, 3,000 แล้วแต่ทำเลเงิน ทำเลทอง
มันก็เป็นที่น่าอนาถว่า บ้านเมืองเรา มันกลายเป็น

เหมือนแหล่งซ่องสุมคนที่ไม่รักประเทศไปทั้งแผ่นดิน

เขตสังขละนี่แทบจะหาคนไทยน้อย มีมอญ มีพม่า มี

กะเหรี่ยง มีอะไรสารพัดมี แต่ว่าคนไทยหาน้อยมาก

แล้วคนพวกนี้ก็มาเป็นเครื่องมือของกลุ่มก้อนนายทุน

มาเป็นเครื่องมือของนักการเมืองท้องถิ่น แล้วก็มา

เป็นขบวนการพลังมดที่จะคอยตัดไม้ทำลายป่า ขนยา

เสพติด ขนของหนีภาษีให้กับนายทุน หรือคนเลว แม้

ที่สุด ก็มาเป็นตัวนำแรงงานเถื่อน เค้าต้องมีไกด์นำ

ทางที่จะเดินผ่านตัดเขา
วันที่ 2 นี่ก็หลังจากปิดพิธีเปิดปลูกป่า ก็หายไป

เหมือนเดิม แต่ก็มีเด็กๆ หลวงปู่ก็เอาข้าวสาร อาหาร

แห้งไปแจกเด็กนักเรียน เด็กนักเรียนของเกริงกระ

เวียเค้าก็มาร่วม โดยครูใหญ่เป็นคนไทย เค้าก็เล่าให้

ฟังว่า ผู้ใหญ่บ้านไปห้ามไม่ให้มาร่วม แต่เค้าก็บอกว่า

มันเป็นประโยชน์ต่อประเทศ ต่อส่วนรวม ต่อชุมชน

เค้าเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เค้าต้องทำ ต้องสอนให้เด็กที่มาอาศัยแผ่นดินไทย ซึ่ง

เด็กเหล่านั้นก็ไม่ใช่คนไทย ได้รู้ถึงคุณค่า ถึง

ประโยชน์ของแผ่นดิน และรักษาทรัพยากร เค้าก็พา

เด็กมา 200 กว่าคน ก็ได้กำลังเด็กขนต้นไม้ข้ามลำน้ำ

ไม่งั้นก็ไม่ไหว
ต้นไม้ก็เอาไป 25,000 ต้น ก็ปลูกเสร็จแล้ว หมด

เรียบร้อย ก็ยังเหลือพื้นที่ที่จะต้องปลูกอีก ก็คิดว่า ถ้า

เดือนหน้า ฝนไม่หยุดตก หลวงปู่ก็จะสัตตาหะไป

อีกรอบหนึ่ง ก็อยากจะปลูกให้มันจบ ให้มันเสร็จ
รุ่งขึ้น ก็เลยบอกในที่ประชุมว่า คือ วันนั้นก็ได้แจ้งใน

ที่ประชุมว่า บ้านเมืองเรานี่ มันมีสงคราม 2 อย่าง
สงครามอย่างแรก คือ สงครามแย่งชิงอำนาจ เวลานี้

เราจะเห็นว่า มันเป็นสงครามแย่งชิงอำนาจระหว่าง

กลุ่มนั้นกับกลุ่มนั้น กับพวกนี้ กลุ่มนี้ แย่งชิงกันไป

แย่งชิงกันมา นี่คือ สงครามที่อยู่ในบ้านเมืองเรา มัน

เป็นสงครามเย็น ซึ่งใครก็คงจะปฏิเสธเรื่องนี้ไม่ได้

เรียกว่า สงครามแย่งชิงอำนาจ
สงครมที่ 2 ก็เป็นสงครามแย่งชิงทรัพยากร ก็เอา

เป็นว่า ใครมือยาวสาวได้สาวเอา ใครมีพลวัต มีกำลัง

มีเงิน มีทุนหนา มีอำนาจบาตรใหญ่ มีเดช มีศักดา ก็

จะแย่งชิงทรัพยากรมาเป็นของตนให้มากได้มาก โดย

ไม่ใส่ใจว่า อะไรมันจะเสียหาย ล่มสลาย
งั้น อ้ายน้ำที่ท่วมซองกาเลีย ท่วมเมืองกาญจน์ เมื่อ

เดือนที่ผ่านมา มันก็มาจากสงครามแย่งชิงทรัพยากร

เพราะอะไร
ก็เพราะป่าเขียวๆ มันก็ไปตัดเสียจนโล่ง เพื่อไปปลูก

มัน ปลูกมันเสร็จแล้ว ก็แซมด้วยยาง กล้ายาง มัน 3-4

ลูกเขา ชาวบ้านเนี่ย อย่าว่าแต่ปลูกยางเลย จะปลูกข้าว

สักถัง ยังไม่มีปัญญา ก็คือ มันจะต้องใช้ทุน ใช้แรงงาน

อ้ายปลูกมัน 3-400, 5-600 ไร่ ต้นมันไม่ต่ำ

กว่าแสนกว่าบาท พันธุ์มัน
เพราะงั้น ชาวบ้านธรรมดาทำไม่ได้ มันก็ต้องเป็น

ชาวบ้านไม่ธรรมดา หรือนายทุน ไปจ้างให้ชาวบ้าน

ปลูก พวกกะเหรี่ยง มอญ พม่าไปปลูก แล้วก็เอาต้น

ยางแซมเข้าไป พอถอนมันเสร็จ ยางก็โต ก็ทำอย่างนี้

จนกว่ายางมันจะสูงท่วมหัว ปลูกอะไรไม่ได้แล้ว ก็

กรีดยาง
กรีดยาง ป่าไม้ไปไล่จับ ก็ไม่ทัน ตัดไม่ไหว ก็ใช้วิธี จับ

แล้ว ถ้าตัดโค่นไม่ได้ พวกนี้ก็มาแสดงตนว่า เดินไป

เจอต้นยาง ขออนุญาตกรีดโดยยินยอมเสียค่าภาคหลวง

มันก็เหมือนกับคล้ายกับจะสมรู้ร่วมคิดกัน นี่คือวิธีคิด

นายทุนยอมให้จับ แต่อย่าทำลายยาง ปล่อยให้ยาง ถาม

ว่า ให้ป่าไม้ไปทำลายยาง ป่าไม้มีกำลังคนแค่ 10

กว่าคน 11 คน จะไปทำลายยาง 3-4 ลูกเขา เนื้อที่

5-600 ไร่ แค่เดินก็หอบแล้ว จะไปตัดฟันต้นยางก็

คงไม่ไหว ก็ต้องปล่อยไปตามยถากรรม จนต้นยางโต

นายทุนก็ทำมาสำอ้าง ขออนุญาตสัมปทาน ก็คือ เสีย

ค่าภาคหลวง กรีดยาง อ้างว่า เดินไปเจอต้นยาง ไม่

เห็นมีของใคร ก็เลยขออนุญาตหลวงกรีด
ถามหัวหน้าป่าไม้ อ้าว แล้วคุณอนุญาตทำไม
มันก็เป็นวิธีของป่าไม้ เป็นวิธีคิดของป่าไม้ที่กฏหมาย

เว้นช่องไว้ให้ทำ
เรื่องเน่าๆ เหล่านี้ นี่ต้องมาเล่าให้ลูกหลานฟัง และ

ท่านที่รักทั้งหลายที่อยู่ทางบ้านฟังว่า ทำไมมรัพยากร

บ้านเราถึงแทบจะไม่เหลืออะไร แล้วฝนตกทีไร น้ำ

ท่วมทุกที น้ำบ่า ไหลบ่ารุนแรงทุกที ก็เพราะว่า ขุนเขา

ต้นน้ำลำธาร มันโดนทำลายน้ำ แล้วที่ไหนที่มีทำเล

เหมาะสมที่จะทำรีสอร์ท ทำที่พักผ่อน ก็เอาไปทำกัน
พวกตำรวจ พวกนายทหาร ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ พวก

มีกะตังค์ทั้งนั้นล่ะ ไปจ้างคนทำ ไปกว้านซื้อ ไปหาเล่ห์

เพทุบายที่จะบุกรุกเอาที่หลวงและที่ป่า แม้ที่สุดวัดและ

พระ
วัด พระ นี่ก็ยังพอทำเนา เพราะยังเป็นผู้อาศัยป่า ก็พอ

ยังจะรักษาป่า แต่ว่าวัดบางวัด หรือสมภารบางคน ก็ตก

เป็นเครื่องมือของนายทุน มาเป็นตัวตั้งตัวตี เถียง

เพื่อจะรักษาผลประโยชน์ของนายทุน เพราะว่านาย

ทุนได้ช่วยบริจาคให้กับวัด ก็มาโวยวายแทนนายทุน

อย่างนี้เป็นต้น
วันที่สาม หลวงปู่ก็เลยบอกว่า เดี๋ยวจะต้องไปจับเข่าคุย

กับสมภารหน่อย เพราะว่า สมภารออกไมค์ประกาศ

ว่ากราดคนที่มาร่วมปลูกป่า คนที่มาช่วยทำที่พักให้

หลวงปู่ คือ เค้าเอาไม้ไผ่ มาทำเป็นเพิงให้หลวงปู่ได้พัก

นอนพักค้างคืนในป่า
มึงจะไปทำ พูดเป็นภาษากะเหรี่ยง แต่ว่าคนใกล้ชิด

เค้าฟังรู้เรื่อง เค้าก็มาแปลให้ฟังว่า มึงจะมาช่วยคนที่

เค้ามายึดครองที่ดินมึงทำไม มึงจะไม่มีที่ซุกหัวนอน

อะไรต่ออะไร สมภารพูด หลวงปู่ก็เลยออกไมค์ มัน

ออกไมค์ได้ กูก็ออกไมค์ได้ เอ้อ แต่ไมค์กูดังกว่า ด้วย

เหตุผลว่า อีตอนเค้าออกไมค์ เค้ามีแต่ชาวบ้าน ตอน

หลวงปู่ออกไมค์ มีนายพล มีปลัดอำเภอ มีศึกษา มีหัว

หน้าการศึกษา มีสารพัด ก็เลยบอกว่า เดี๋ยววันนี้ จะ

ไปจับเข่าคุยกับสมภารหน่อย แล้วก็นัดผู้ใหญ่บ้าน

นัดกำนัน นัดเจ้าหน้าที่ไป แล้วก็นัดหัวหน้าป่าไม้
หลวงปู่ก็มานอนคิดว่า เอ๊ กูจะทำยังไง ให้ชาวบ้านกับป่า

มันอยู่รวมกัน ก็เลยปรึกษากับหัวหน้าป่าไม้ แล้วก็

ปลัดอำเภออาวุโสว่า ชั้นจะไม่จ้างคนเฝ้า แต่ชั้นจะหาวิธี

ก็คือ ให้ชาวบ้านที่เค้าไม่มีที่ทำกิน เราปลูกต้นไม้ นี่มัน

4 x 4 มันมีพื้นที่กว้าง กว่าต้นไม้จะโต ใช้เวลาเป็น

10 ปี เพราะต้นไม้ที่เราเอาไปปลูก มันสูงแค่ศอก

แค่คืบ
อ้าย 10 ปีนี้ ที่เราได้รับการอนุมัติ อธิบดีอนุมัติให้

เราดูแล เราจะใช้อำนาจในการดูแล อนุญาตให้ชาว

บ้านไปทำกิน แต่มีข้อแม้ว่า ไร่หนึ่งจะต้องดูแลต้นไม้

ป่าพวกนี้ให้ได้ 250 ต้น ถ้าขาดไปต้นเดียว หักต้น

ละร้อย จะไปทำ ปลูกไร่ ไถนา ปลูกพริก ปลูกมะเขือ

ปลูกผัก ปลูกข้าวโพด ปลูกมัน ปลูกได้ แล้วปลูกแต่ละ

ครั้ง ก็ต้องแจ้งให้ทราบด้วยวาจา เอ้า ปีนี้เก็บมันแล้ว

นะ ปีหน้าจะปลูกข้าวโพด เราจะได้รู้ แต่ไม่อนุญาตให้

ปลูกพืชถาวร
พอ 5 ปี 10 ปี พ้นไป ต้นไม้มันเติบใหญ่ ก็ถือว่า

คุณก็หมดสิทธิ์ในที่ตรงนี้ ทำกินไม่ได้ เพราะปลูกแล้ว

มันก็ไม่โตอยู่แล้ว
ก็ป่าไม้ตกลงไม๊
ก็แล้วแต่หลวงปู่เถอะครับ เพราะว่า มันเป็นสิทธิ์ที่

หลวงปู่จะต้องบริหาร จัดการและดูแล
อ้าว แสดงว่า มึงไม่เอาอะไรเลย เอาแต่ผลงานอย่าง

เดียวเลย อ้าว จริงๆ มันเอาผลงาน รวมๆ ก็คือ ป่าไม้

มาอาศัยหลวงปู่ที่จะไปสู้กับอิทธิพลเถื่อน เพราะเค้า

ทำมานานแล้วมันไม่สำเร็จประโยชน์ ทหารก็ไม่ให้

ความร่วมมือ ตำรวจก็ไม่ให้ความร่วมมือ ฝ่าย

ปกครองก็ไม่ให้ความร่วมมือ ก็เลยมาอาศัยหลวงปู่ไป
พอหลวงปู่ไป ก็ทหารก็มา ฝ่ายปกครองก็มา ตำรวจก็มา

แล้วถ้าชาวบ้านไม่มา อ้าว รุ่งขึ้นไป ออกแผนแล้ว เอ้า

อย่างนั้นเราไปกัน หัวหน้าป่าไม้นัดประชุมชาวบ้าน

โทรไปหาปลัดอำเภอว่า นี่ ชั้นจะทำอย่างนี้นะ ท่านปลัด

ตกลงตามนี้นะ เอ้า ตกลงตามนี้
ก็ไปเจอกับสมภาร ก็ไม่ใช่คนกะเหรี่ยง แต่เป็นคน

เพชรบุรี มาบวชอยู่ที่นั่น เค้าก็นักเลงเก่า กูก็นักเลงเก่า

คนบ้านลาด ไป ก็โผงผางๆ มาทำอะไร ไม่กลัวว่า หัว

จะเป็นรูหรือไง
ก็ดี หัวเป็นรู ก็จะได้ไม่ต้องอะไรมาก กูจะได้เบาขึ้น
แล้วไม่กลัวตาย
อุ๊ย มันตายอยู่ทุกวันอยู่แล้ว ยังไงมันก็ต้องตาย มาทำนี่

ก็ตาย ไม่ทำนี่ก็ตาย เพราะฉะนั้น ทำแล้วตาย ก็ดีกว่า

ไม่ได้ทำอะไร มันก็งงเหมือนกันน่ะ
ก็เลยบอกว่า กลัวไม่มา ถ้ามาแล้วไม่กลัว
เลยบอกว่า เอาอย่างนี้ได้ไม๊ เรามาทำความตกลงกัน

หัวหน้าป่าไม้นั่งอยู่นี่ โดยหลักแล้วพื้นที่อำเภอสังขละ

มันเป็นพื้นที่ของป่าสงวนแห่งชาติทั้งนั้น ไม่มีที่ไหนที่

เป็นที่ของเอกชน แล้วออกเอกสารสิทธิ์ ยกเว้นที่

สปก.ซึ่งมีอยู่ไม่กี่ไร่ที่เค้าอนุญาตให้เฉพาะ แต่ถ้าเลย

จากซองกาเลียไปจนถึงด่านเจดีย์ 3 องค์ ที่เค้าซื้อ

ขายกันไร่หนึ่งเป็นล้าน ไร่หนึ่งเป็นล้านนะ อ้ายที่

แปลงที่หลวงปู่ไปปลูกนี่ เค้าซื้อกัน 12 ล้านนะ 300

ไร่เนี่ย 12 ล้าน ที่ไม่มีอะไรเลย โด่เด่เนี่ย 12 ล้าน
เราก็เลยบอก เอาอย่างนี้ เรามาทำข้อตกลง MOU

กันหน่อย อ้าว ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วล่ะนะ เอ่อ ป่าไม้

ยอมไม๊
ก็หลวงปู่ก็ลองว่ามาสิครับ
เอ้า ผู้ใหญ่บ้านฟัง สมภารฟัง ชาวบ้านฟัง หลวงปู่ปลูก

ป่า อนุญาตให้พวกเราไปทำกินได้ แต่ไม่อนุญาตให้

นายทุนไปหาประโยชน์ ต้องเป็นชาวบ้านบริสุทธิ์ ถ้า

เป็นตัวแทนนายทุน นอมินีของนายทุน ไม่อนุญาต

ต้องเป็นชาวบ้านที่ไม่มีที่ทำกิน อดอยากลำบาก ต้อง

การไปปลูกข้าวไร่ ปลูกมัน ปลูกข้าวโพด อนุญาต แต่

มีข้อแม้ว่า ต้องดูต้นไม้ให้ ไร่หนึ่ง 250 ต้น ตาย

แล้วต้องหามาปลูกใช้ แล้วก็จะปลูกอะไร ผักต่อไปแต่

ละปี ก็ต้องแจ้งให้ทราบ
ถ้าทำได้อย่างนี้ ก็เดี๋ยวจะมาทำข้อตกลง ให้ฝ่ายตำรวจ

ฝ่ายทหารในพื้นที่ ฝ่ายอำเภอผู้ปกครอง หัวหน้าป่าไม้

เขต เจ้าอาวาส เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ แล้วก็ผู้ใหญ่บ้าน

กำนัน อบต. มานั่งจับเข่าคุยกัน ทำข้อตกลงเบื้องต้น

แล้วนำเสนอข้อตกลงนี้ไปยังอธิบดีกรมป่าไม้ว่า ที่รก

ร้างว่างเปล่าซึ่งเป็นที่ที่มันไถบุกรุกไปแล้ว ยังอยู่ใน

การดำเนินคดีหรือไม่ก็ตามที แต่ถือว่าเป็นที่ผิด

กฏหมาย ชาวบ้านจะไปช่วยปลูกป่าให้ แต่ขอทำกินไป

ด้วย ซึ่งป่าไม้ก็ต้องอนุญาตโดยวาจา แต่อนุญาตโดย

หลักฐานน่ะ คงทำไม่ได้ เพราะว่า มันผิดกฏหมาย ก็คือ

บุกรุก แต่โดยวาจา ก็คือ ให้ชาวบ้านมาปลูกป่าให้เรา

แต่เค้าก็ขอได้ประโยชน์จากที่แปลงนั้นไปด้วย ตกลงไม๊
ก็เป็นอันว่า ตกลง สำเร็จประโยชน์
สรุปรวมก็คือ เที่ยวนี้ นอกจากจะไปปลูกป่าแล้ว ก็ยัง

ทำตัวหน้าที่เป็นท้าวมาลีวราช ไปตัดสินอรรถคดีความ

ให้กับชาวบ้านกับป่าไม้ แล้วก็ฝ่ายปกครองที่เป็นไม้

เบื่อไม้เมา รวมทั้งฝ่ายศาสนา เพราะว่า ป่าไม้ ก็ถือ

อำนาจตัวเองเป็นเจ้าของสถานที่ เป็นเจ้าของพื้นที่

ชาวบ้านก็ถือว่า ตัวเองมีพวกมาก เป็นฐานของการ

เมือง ฝ่ายปกครองก็ถือว่า ต้องรักษาผลประโยชน์

เพราะว่า ตัวผู้ใหญ่บ้านเอง ก็มีที่ปลูกมัน ปลูกยางตั้ง

4-500 ไร่ในป่า ในกลางป่า
เพราะงั้น มันก็เลยต้องมาแสวงหาประโยชน์ร่วมกัน

โดยไม่ให้เสียประโยชน์ส่วนใหญ่ ก็เรียกมาตกลง มา

พูดคุย แล้วก็นัดกันว่า เดี๋ยวเดือนหน้า จะไปฟัง จะไป

คุย จะไปฟังว่า เค้าตกลงกันยังไง
อันนี้ คือ สิ่งที่เล่าให้ลูกหลานฟังว่า หลวงปู่ไป 3 วัน

นี่ก็ถือว่าคุ้ม สัตตาหะออกไป 3 วันคุ้ม ก็คือ ไปทำ

หน้าที่ 2 อย่าง หน้าที่อย่างแรกก็คือ เป็นนักอนุรักษ์

รักษาทรัพยากร หน้าที่ที่ 2 ก็คือ เป็นผู้ประสาน

ประสาน 10 ทิศ ประสานกิจกรรม ประสานสัมพันธ์

ประสานความสามัคคี ระหว่างหน่วยงานของรัฐกับ

เจ้าหน้าที่บ้านเมืองส่วนหนึ่ง แล้วก็ประชาชนผู้คนใน

ท้องถิ่นและหน่วยงานศาสนา ก็ถือว่า เป็นเรื่องที่เป็น

มงคล
ทีนี้ ก็มีคำถามต่อมาว่า ไม่รู้สึกกลัวบ้างหรือ ที่เค้าขู่ว่า

จะยิงหัวบ้าง จะตัดต้นไม้ทิ้งบ้าง หัวหน้าป่าไม้ ก็นั่ง

หมดอาลัยตายอยาก หลวงปู่ ทำดีนี่มันทำยากนะครับ

กว่าจะได้ดี ทำไม่ดี ทำชั่ว แวบเดียว มันได้ มันทำง่าย

มาก
เราก็เลยบอกว่า นี่แหละ มันเป็นบททดสอบ หัวหน้า

ถ้าเราเป็นคนไม่ดี เป็นคนอัปรีย์ เราก็ไม่สามารถ

ผ่านบททดสอบนี้ได้ แต่ถ้าเราเป็นคนดีด้วยหัวใจที่

เอื้ออารี และเป็นดีที่มีในใจ ไม่ว่าดีนั้น มันจะได้มา

ด้วยความยากลำบาก แทบเลือดตาแทบกระเด็น แทบ

เอาชีวิตเข้าแลก แล้วเมื่อได้ดีมาแล้วน่ะ เราจะภาคภูมิ

ใจ แล้วเราจะกลายเป็นคนดีจริงๆ
จึงเป็นที่มาของบทโศลกที่หลวงปู่เขียนว่า
เพชรแท้ ไม่กลัวการเจียระไน
ทองแท้ ไม่กลัวการเผาไฟ
เหล็กแท้ ไม่กลัวการทุบตี
คนดีแท้ๆ ไม่กลัวการพิสูจน์
งั้น ก็เล่าให้ลูกหลานฟังว่า ทำดีน่ะ มันไม่ใช่ทำกันง่าย

ในทุกเรื่องทุกที่ ลูก บางทีมันก็ต้องใช้อะไร ใช้พลังทั้ง

ชีวิตเข้าไปแลกมัน สิ่งที่ .... ไม่ใช่ง่าย ไม่ใช่

สบายหรอก ไม่ง่าย ไม่สบาย อยู่ยาก แล้วมันก็ ฝนรั่ว

เหรอ (ฝนกำลังตก) เป็นธรรมชาติ มันเป็น

ธรรมชาติ เหมือนน้ำตก นั่งใต้น้ำตก นั่งกลางฝนสวด

มนต์ยังไม่ต้องเลย ช่างมันเถอะ เรื่องของธรรมชาติ
ก็อีกเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องที่จะพูดให้ลูกหลานฟัง ก็คือ

ตอนที่ไปแสดงธรรมที่ชมรมอะไรนะ (ชมรมสุรัตน

ธรรม) เค้าก็มีคำถามเรื่องเกี่ยวกับ การอวดอุตริมนุ

สสธรรม คนถามเค้าคงมีความคิดที่น่าจะเป็นปฏิปักษ์

กับผู้ตอบ คือ หลวงปู่ พอสมควร แต่เราก็ถือว่า เป็น

คำถามที่น่าจะต้องตอบ
เค้าถามว่า ท่านพูดถึงเรื่องการอวดอุตริมนุสสธรรม

แล้วการกล่าวอ้างว่า ตนเองเป็นพระโพธิสัตว์ ไม่ใช่

เป็นการอวดอุตริมนุสสธรรมหรือ
พวกเราว่า เป็นไม๊
หา ทำไมไม่เป็น
เพราะ โวหารการอวดอุตริมนุสสธรรม หรือ กิริยา

ของการอวดอุตริมนุสสธรรม หรือว่าถ้อยคำ หรือว่า

ความประพฤติของการอวดอุตริมนุสสธรรม พระ

พุทธเจ้ากำหนดไว้ชัดว่า ต้องพูดถึงเรื่อง มรรค ผล

วิมุตติ ฌาน สมาบัติ แล้วก็ความหลุดพ้น
อ้ายการที่หลวงปู่บอกว่า ตัวเองเป็นพระโพธิสัตว์ ถ้า

ไม่บอก มันจะเป็นบาป
ถามว่า เพราะอะไร
ก็เพราะว่า ผู้คนทั่วไป เวลามาด่ารัฐมนตรี ด่านายกฯ

ก็ถือว่า เป็นบุคคลสาธารณะ ด่าได้ เดี๋ยวนี้ด่าไม่ได้นะ

ด่าแล้วมีปัญหาแน่ เออ อาจจะโดนตรวจสอบ แต่ว่า

เก่าๆ มา เราก็เชื่อว่า เป็นบุคคลสาธารณะ เพราะว่า

เป็นผู้รับใช้ ก็ต้องโดนตำหนิโดนว่า โดนด่า โดน

วิจารณ์บ้าง เพราะว่า อาจจะรับใช้คนถูกบ้าง ไม่ถูกบ้าง

ก็แล้วแต่ ต้องมีคนชอบไม่ชอบ ก็ต้องรับคำชมและคำติ

เป็นธรรมดา ไม่มีอะไร..
แต่ถ้าบังอาจ ใครบังอาจไปปรามาส ล่วงเกินราชวงศ์

เป็นเรื่องไม๊
เอ๊า ก็เพราะว่า เป็นบุคคลที่ไม่ควรต่อการปรามาส

เช่นเดียวกัน บุคคลที่เป็นพระโพธิสัตว์ก็เหมือนกัน

หรือว่า เป็นพุทธวงศ์ เป็นบุคคลที่ไม่ควรต่อการ

ปรามาส แล้วการที่จะอยู่แบบไม่โดนปรามาส ก็ต้อง

ประกาศให้รู้ว่า เราเป็นชนชั้นพุทธวงศ์นะ เป็นบุคคล

ที่อยู่ในชั้นพุทธวงศ์
งั้น การจะปรามาสพุทธวงศ์ คือ ปรามาสผู้บำเพ็ญ

บารมีเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต มันเป็นบาปอันหนัก

ถ้าใครคิดดี พูดดี ทำดี แล้วถือว่าพูดไปโดยไม่ยั้งคิด 

ไม่มีเจตนา ก็ถือว่า ไม่เป็นไร แต่ถ้าพูดแล้ว มีเจตนา

ต้องการจะก้าวก่ายล่วงเกิน ทำร้ายทำลาย ปรามาสให้

เสียหาย หรือ พูดในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง อ้ายอย่างนี้

มันก็ถือว่า เป็นบาปหนัก
งั้น หน้าที่ของพระโพธิสัตว์ ต้องปลดเปลื้อง

พันธนาการเหล่านี้ ให้แก่สรรพสัตว์ ประกาศให้เค้ารู้

ว่า เราเป็นพุทธวงศ์นะ อย่าทำพฤติกรรมอะไรในการ

จ้วงจาบ ล่วงเกิน หรือ ปรามาสในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่

ชอบธรรม เค้าจะได้ไม่ต้องรับกรรมอันกหนัก
สอง ก็คือ มันเป็นวิถีของพุทธวงศ์ที่ต้องประกาศ ด้วย

เหตุผลว่า การที่จะทำให้คนเชื่อเรา ชอบเรา ยอมรับ

เรา เป็นพวกชองเรา ก็ต้องแสดงออก ถูกต้องไม๊
ถ้าไม่แสดงออกมาเลย แล้วมานั่งนิ่งๆ ไม่ไหวติง

อย่างนี้ใครเค้าจะรู้ว่า มึงเป็นตัวอะไร ใครเค้าจะรู้ว่า

เราทำอะไร ใครเค้าจะรู้ว่า เราคิดอะไร ใครเค้าจะรู้ว่า

เราจะปฏิบัติอะไร
เพราะฉะนั้น การประกาศตัวเองว่า เป็นพระโพธิสัตว์

มันก็เป็นเรื่องแสดง เค้าเรียกว่า แสดงอุดมการณ์ของ

ตน เพื่อสร้างเครือข่าย สร้างสมัครพรรคพวก สร้าง

บริษัทบริวาร แล้วก็สร้างบุคคลที่จะเกิดร่วมภพภูมิ

ของตนในศาสนาของตนในยุคหน้าในโอกาสต่อๆ ไป
งั้น การประกาศตนเป็นพระโพธิสัตว์ นอกจากจะ

ป้องกันความชั่วบาปของคนอื่น แล้วก็ยังเป็นขบวน

การสั่งสมอบรมบริษัท บริวาร แล้วก็อบรมสั่งสม

บารมีธรรม บารมีธรรมของตนๆ ให้เกิดขึ้น ให้มากขึ้น

ให้เจริญขึ้นด้วยทศบารมีทั้ง 10 ประการ
งั้น การบอกว่า ตัวเองเป็นพระโพธิสัตว์ ไม่ใช่เรื่อง

เสียหาย ไม่ได้อยู่ในข้อห้ามว่า ห้ามบอก แม้ที่สุด พระ

ศาสดายังประกาศพระองค์ซึ่งมีนามว่าอะไร
พระอชิตะ ว่า ท่านผู้นี้ เป็นพระโพธิสัตว์ในอนาคตกาล

จำต้องประกาศให้คนรู้ เพราะว่า ท่านเป็นพระใหม่

นั่งอยู่ปลายแถว พระผู้มีพระภาคเจ้าอยากจะแสดงให้

เห็นความสำคัญของพระใหม่ที่ปรารถนาพุทธภูมิว่า มี

คุณธรรม หรือ คุณวิเศษ คุณภาพ คุณค่าเหนือกว่า

สงฆ์ทั้งปวงทั้งที่เป็นพระใหม่นะ แต่มีความปรารถนา

จะเป็นพระโพธสัตว์ ท่านอธิษฐานเนรมิต โยนบาตร

ขึ้นกลางอากาศ แล้วบาตรนั้นก็อันตรธานหายไป

แล้วก็บอกให้พระสารีบุตร เอ้า ไปหาบาตรมา พระสา

รีบุตรก็หายไปพักใหญ่ ก็ไม่เจอ 3 โลก ไม่รู้ว่าบาตร

พระผู้มีพระภาคอยู่ไหน พระโมคคัลลา ผู้เรืองฤทธิ์

ไปหาบาตร ก็ไม่เจอ พระอนุรุทธะผู้มีตาเป็นทิพย์

มองทะลุ 3 โลกได้ ก็ไม่เห็นบาตรพระพุทธเจ้าอยู่ไหน
จนกระทั่งองค์สุดท้าย ไล่ไปจนถึงพระอชิตะ ผู้บวช

ใหม่ได้แค่ 7 วัน อ้าว ภิกษุอชิตะ ผู้พุทธวงศ์ เธอจง

หาบาตรของตถาคต พระอชิตะลุกขึ้นยืนถวายสักการะ

พนมมือข้างหน้า แล้วก็อธิษฐานจิตว่า แม้นข้า

ปรารถนาพุทธภูมิ จะสำเร็จโพธิญาณในอนาคต ขอ

บาตรพระผู้มีพระภาคเจ้าจงสถิตย์อยู่ณ.เบื้องหน้า

ของข้าพเจ้า แล้วก็ยื่นพระหัตถ์ ยื่นมือไปกลางอากาศ

บาตรนั้นก็ปรากฏอยู่ข้างหน้า
นี่คือ ความศักดิ์สิทธิ์ของพุทธวงศ์ และสิ่งที่พระผู้มี

พระภาคเจ้าแสดงให้เห็นความสำคัญของพุทธวงศ์
เพราะฉะนั้น การประกาศว่า ตัวเองเป็นพระโพธิสัตว์

เพื่อป้องกันไม่ให้คนปรามาสพุทธวงศ์ ไม่ทำให้พุทธ

วงศ์ ต้องอะไร ไม่ใช่ด่างพร้อยด้วยอำนาจ คำพูดของ

คนอื่น แต่ไม่ทำให้พุทธวงศ์เป็นที่เหยียดหยามดูถูก

ของผู้คนที่ไม่เคารพ ไม่ศรัทธา ไม่ยอมรับ ไม่ถือว่า

เป็นการอวดอุตริมนุสสธรรม ให้เข้าใจตามนี้
หลวงปู่ก็เข้าใจว่า คนถามก็คงจะถามด้วยความอยาก

จับผิด อยากจะทำให้เราจนตรอก จำนานต่อหลักฐาน

ต่อประจักษ์พยาน แต่ก็ถือว่า เค้าถามดี ก็เล่าให้ฟัง ให้

ลูกหลานรู้อีกครั้งหนึ่งว่า อวดอุตริมนุสสธรรม คือ

ธรรมที่ไม่มีในตน
แล้วหมายถึงธรรมอะไร ก็ มรรค ผล นิพพาน หมายถึง

วิมุตติ ความหลุดพ้น และหมายถึง ญาณ สมาบัติและ

คุณวิเศษ ที่มนุษย์ไม่มี บวชเพื่อให้คนเชื่อ ศรัทธา

แม้มีอวด ก็เป็นอาบัติ แต่ไม่ถึงขั้นปาราชิก เป็น

ปาจิตตีย์
แต่ถ้าพูดเพื่อต้องการจะสอน อบรม และชี้ให้เห็น

ประโยชน์ของพุทธธรรม ให้มีศรัทธา ปสาทะในพุทธ

ธรรม ไม่ใช่ศรัทธาในคนพูด ถ้าอย่างนี้ ไม่เป็นการ

อวด ให้เข้าใจตามนี้
อีกเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องประโยชน์ วันนี้หายไปป่าหลาย

วัน เลยมีหลายเรื่อง ก็วันพุทธที่ผ่านมา ไปพูดใน

ASTV พุธที่ผ่านมา ก็ค่อยข้างจะร้อนแรงพอสมควร

เพราะไปพูดถึงสมเด็จองค์ใหม่ ไปพูดถึงผู้ปฏิบัติ

หน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราชใหม่ แล้วก็บอกว่า

หลวงปู่รู้สึกผิดหวัง ว่ามันไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อหลัก

ธรรมและวินัย
ทีนี้ ก็มาพูดว่า ทำไมไม่เป็นประโยชน์ ก็เพราะว่า

หลักข้อบัญญัติธรรมวินัย
ลักษณะการตัดสินธรรมวินัย 8 ข้อ มีอะไรบ้าง
1. ธรรมและวินัยนี้ เป็นไปเพื่อคลายความกำหนัด
2. ธรรมและวินัยนี้ ต้องเป็นไปเพื่อรัดรึง หรือ

ความผูกพันอันน้อย เค้าเรียกว่า หมดความรัดรึง หรือ

หมดความผูกพัน
3. ธรรมและวินัย ต้องไม่เป็นไปเพื่อความสะสม
4. ธรรมและวินัยนี้ ต้องเป็นไปเพื่อความอยากอัน

น้อย
5. ธรรมและวินัยนี้ ต้องเป็นไปเพื่อความสันโดด
6. ธรรมและวินัยนี้ ต้องเป็นไปเพื่อความสงัดจาก

หมู่คณะ และสงัดจากกองกิเลส
7. ธรรมและวินัยนี้ ต้องเป็นไปเพื่อความเพียร

เพียรในที่ 4 สถาน คือ เพียรละกิเลส เพียรทำกุศล

ให้เกิด เพียรละอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว เพียรทำกุศลที่

เกิดแล้วให้เจริญขึ้น
และที่สุด ธรรมและวินัยนี้ ต้องเป็นไปเพื่อความเลี้ยง

ง่าย
งั้น ผู้เป็นผู้บริหารยอดของพระพุทธธรรม หรือ พระ

พุทธศาสนา ต้องมีลักษณะทั้ง 8 ประการ เพื่อเป็น

ผู้นำของชุมชน เป็นผู้นำของบริษัทบริวาร แต่เผอิญผู้

ได้รับเลือกเป็นผู้บริหารสูงสุด ก็เป็นนักสะสมพอ

สมควร มีตังค์หลายร้อยล้านอยู่ในธนาคาร มีรถหรู

หลาย 10 คัน แล้วมีสารพัดมี
มันก็เลยมีความรู้สึกสิ้นหวังต่อบุคคลที่จะมาทำหน้าที่

ปกครองหมู่สงฆ์ แต่หมู่สงฆ์เค้าอาจจะชอบใจ เพราะว่า

อวกเอียวอัน เอ่อ หมู่สงฆ์เค้าอาจจะชอบใจ เพราะว่า

เป็นพวกเดียวกัน แต่ว่าสำหรับผู้ต้องการความ

บริสุทธิ์ของธรรมและวินัย ก็อาจจะรู้สึกว่า สิ้นหวัง

เพราะไม่เป็นประโยชน์อะไรเลยต่อธรรมและวินัย

แต่อาจจะเป็นประโยชน์ต่อสังฆมณฑล ตรงที่ว่า เป็น

อวกเอียวอัน ก็ได้ ประมาณนี้
ทีนี้ พูดถึงเรื่อง ประโยชน์ หลวงปู่พูดถึงเรื่องประโยชน์

3 อย่าง ประโยชน์ในปัจจุบัน ประโยชน์ในอนาคต

แล้วก็ประโยชน์สูงสุด
ประโยชน์ปัจจุบัน นี่ ก็เขียนสอนไว้ในเสื้อ ใครใส่มา
ขยันหา รู้จักรักษา คบคนดี เลี้ยงชีวีพอประมาณ เรียก

ว่า ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ แหม พูดเป็นภาษาบาลี
ส่วนประโยชน์ในอนาคต ก็คือ มีศรัทธา มีความเชื่อ มี

ศรัทธา เชื่อในอะไร เชื่อในกรรม เชื่อในสัตว์โลก

เป็นไปตามกรรม เชื่อว่า ทำดีได้ดี เชื่อว่า ทำชั่วได้ชั่ว

เชื่อเบื้องต้น เชื่ออย่างนี้
แล้วก็มี จาคะ การบริจาค การให้ การเสียสละ เชื่อใน

คำสอนว่า การให้ มันจะทำให้โลกนี้อยู่เป็นสุขร่วมกัน

ได้ อย่างนี้เป็นต้น
แล้วต่อมา ก็มี ศีล ต้องรักษาศีล ศีลที่กำกับกาย วาจา

ของตนให้เรียบร้อย เป็นปกติที่เข้าสู่สังคมได้อย่างงด

งาม และไม่ทำให้สังคมเดือดร้อนเสียหาย
แล้วข้อสุดท้ายก็มี ปัญญา เรียกว่า สัมปรายิกัต

ถประโยชน์
นี่เรียกว่า ประโยชน์ในท่ามกลาง
แล้วประโยชน์สูงสุด ก็คือ ปรมัตถประโยชน์
ปรมัตถประโยชน์ ก็คือ มันต่อมาจากประโยชน์ในท่าม

กลาง คือ ปัญญา
เพราะมีปัญญา จึงเห็นทุกข์
เพราะมีปัญญา จึงรู้เหตุเกิดทุกข์
เพราะมีปัญญา จึงรู้ว่า ทางดับทุกข์มีอยู่
และ เพราะมีปัญญา จึงปฏิบัติตามข้อปฏิบัติแห่งทุกข์

นั้นดับได้ในมรรคมีองค์ 8 ประการ อันนี้ เรียกว่า

ปรมัตถประโยชน์ เรียกว่า ประโยชน์สูงสุด จนบรรลุ

ถึงความหมดชาติ ชรา มรณะ พยาธิ
เมื่อพูดถึงประโยชน์แล้ว ก็มามองว่า ชีวิตเราเนี่ย มี

ประโยชน์ 3 อย่างไม๊
ประโยชน์ในปัจจุบัน ขยันหา รูจักรักษา คบคนดี เลี้ยง

ชีวีพอประมาณไม๊
ประโยชน์ในอนาคต เรามีศรัทธา มีจาคะ การบริจาค

ให้ทาน รักษาศีล มีปัญญาไม๊ เรียกว่า ภาวนาก็ได้

ปัญญาเค้าใช้กับคำว่า ภาวนา เพราะภาวนา มันเป็น

เหตุแห่งปัญญา
แล้วประโยชน์สูงสุดก็คือ เป็นผู้เข้าถึง มีปัญญาเห็นทุกข์

รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ทางดับทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับ

ทุกข์นั้น
ทั้งหมดนี่แหละ เป็นวิธีคิดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าสั่ง

สอนเรา แล้วสรุปทั้ง 3 อย่าง ลงตรงคำว่า
ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงยังประโยชน์ตนและ

ประโยชน์ท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด
นี่คือ สิ่งที่อยากจะพูดให้ฟัง หลังจากไปป่ามา ก็ ดึกๆ

หลังจากที่กูนอนฟังทหารนอนกรน อารักขากูแล้ว กูก็

รู้สึกว่า อุ๊ย กูนอนกับมันไม่ได้ ต้องลุกขึ้นมานั่ง ใคร่

ครวญประโยชน์ปัจจุบัน ประโยชน์อนาคต ก็เอามาเล่า

ให้ลูกหลานฟัง มาพูดให้ฟังว่า เป็นเครื่องสำรวจ

พฤติกรรมตัวเองว่า เราเข้าถึงประโยชน์อะไรบ้าง

หรือว่า ยังไม่ได้สักประโยชน์หนึ่งเลย
ชีวิตที่ผ่านมานี่ เรามีประโยชน์ปัจจุบันไม๊ มีประโยชน์

ท่ามกลางไม๊ มีประโยชน์ที่สุดไม๊
ถ้ายัง ก็ยังใช้ไม่ได้ หรือ ชีวิตที่ผ่านมา เราเรียกขานตัว

เองว่า เป็นพุทธบริษัท เป็นผู้เข้าถึงธรรมและวินัย

ของพระพุทธเจ้า เรามีหลักองค์ 8 ประการ คิดไม๊

หลัก 8 ประการคิด คือ อะไรบ้าง
ก็มี คลายความกำหนัด ไม่ผูกรัด ไม่พอกพูน เรียกว่า

ไม่สะสม มีความอยากอันน้อย เป็นผู้สันโดด มีความ

สงัดในกิเลส แล้วก็ที่อยู่อาศัย ไม่ระคนปนเปื้อนใน

หมู่คณะ เป็นผู้มีความเพียร แล้วก็เลี้ยงง่ายไม๊
อันนี้ คือ หน้าที่ที่เราต้องวิเคราะห์ ต้องใคร่ครวญอยู่

เนืองๆ เพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองเวลา ไม่ให้สิ้นเปลือง

ทรัพยากร ไม่ให้สิ้นเปลืองพลังชีวิต แล้วก็ไม่ให้สิ้น

เปลืองสถานภาพของความเป็นมนุษย์ที่อยู่แล้วเปล่า

ประโยชน์ พระพุทธเจ้าเรียกมนุษย์ผู้เปล่าประโยชน์ว่า

โมฆะ โมฆะบุรุษ โมฆะสตรี อัพพะบุรุษ อัพพะสตรี คือ

บุรุษที่ไม่มีแก่นสาร ไม่มีคุณค่า ถ้าเราเข้าถึง

ประโยชน์ใดประโยชน์หนึ่ง ก็ถือว่า ใช้ได้
สำหรับประโยชน์ของพระโพธิสัตว์ ก็มีลักษณะคิดอยู่ 4

อย่าง คือ เรียกว่า มหาปณิธานของพระโพธิสัตว์ มี

อะไรบ้าง ก็
1.^ เราจะละกิเลลสทั้งปวงให้สิ้น พระโพธิสัตว์ต้อง

มีวิธีคิดแบบนี้อยู่เนืองๆ
2. ก็คือ เราจะต้องศึกษาพุทธธรรมทั้งปวงให้จบ ให้

หมด และหมดจด ให้เข้าถึง
3. ก็คือ เป็นผู้โปรดสัตว์ทั้งปวงให้พ้นทุกข์ให้ได้
4. ต้องเพียรพยายามอย่างยิ่งที่จะบำเพ็ญทศบารมีทั้ง

10 ประการ อย่างยิ่งยวด จนสามารถบรรลุอนุตร

สัมมาสัมโพธิญาณในอนาคตกาลให้ได้
นี่คือ หน้าที่ของพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์มีหน้าที่

แค่นี้ แค่นี้ 4 ข้อ เนี่ย หนักไม๊
มีงรู้ได้ไง
ดู ทำ เชียร์ๆ
ลูกศิษย์ไป เค้าไปนะ งานนี้ที่ไปเปิดปลูกเนี่ย เค้าไปนะ

พอเปิดปุ๊บ นี่เค้าก็แวบ คือ ไปเปิดน่ะ ไปเปิดแล้วก็

แวบ แล้วก็ทิ้งให้ครูอาจารย์อยู่บนยอดเขา ปลูกป่า

เค้ามีหน้าที่ไปเปิดไง ไปเปิดแล้วก็แวบหายไปหมด

เอ่อ เนี่ย ลูกศิษย์อาตมา
ลูกศิษย์พระโพธิสัตว์ประมาณนี้ล่ะ ลูก เอ้อ เหมือนๆ

กับเวลาอรหอยเค้าเดิน โอ้โห แบงค์ ร้อย แบงค์ห้าร้อย

แบงค์พัน ยื่น แต่เวลาพระโพธิสัตว์เดินเนี่ย ยี่สิบ ยี่สิบ

ร้อยหนึ่ง อะไรประมาณนี้ ก็ดูแล้วกัน
ทำให้กูต้องคิดนะ หลังจากวันนั้นพูดจบที่อะไรวะ

ชมรมอะไร ข้างๆ วัดชนะสงคราม (ชมรมสุรัตน

ธรรม) แล้วเค้าก็พากูตัดแว่น เพราะแว่นเก่า อ้ายจิ

โรจน์เค้าตัดให้ 10 กว่าปีแล้ว เลนส์มันเป็นรอยขีด

มองอะไรไม่เห็นแล้ว ก็ไปตัดแว่น เราจะเอามาใช้

ตอนไปปลูกป่า เพราะดินอะไรมันเข้า

ตา..............
ก็เล่าให้ลูกหลานฟังว่า คนเรานี่มันสั่งสมมาไม่

เหมือนกัน นี่มันเป็นบุพเพกตบุญญตา บุญที่ทำมา

แล้วแต่ปางก่อน ก็เหมือนที่ย่าเค้าเล่า อ้ายวารินทร์

เค้าบอก ย่าไม่ต้องกลัวหรอก หลวงปู่ท่านเหนียว ฮืม

ใช่ ข้อนี้น่ะ เห็นจริง เพราะตั้งแต่เล็กมา หลึงก็ไม่ให้

กระเด็น มันเป็นบุพเพกตบุญญตา เพราะกูเป็นคนขี้

เหนียว เวลาคนเค้าจะให้อะไรกู เค้าก็เลยเหนียวไง

เดินไปแถว ยี่สิบ แต่เวลาอ้ายอรหอย อู้หู มาเป็นปึ๊งๆ

ปึกๆ
เราก็เลยมานึก เอ๊อ กูนี่ทำบุญมาไม่ค่อยดี ชาติก่อนๆ

ปางก่อนนู้นนะ ทำบุญมาไม่ดีล่ะนะ คงดึงหนืดๆ เวลา

จะทำ ก็คิดนาน ทีแรกก็ตั้งใจว่า พัน พอเห็นหน้า เหลือ

ห้าร้อยแล้วกัน พอถึงเวลาจะทำจริง เอาไปร้อยเดียว

เถอะน่า อะไรประมาณนี้
มันก็เลยทำให้คนคิดมากไง แล้วก็มันมีข้อเสีย ที่สอน

ให้คนฉลาด
คนเค้าก็ว่า เนี่ย เพราะหลวงปู่สอนให้คนฉลาด สอน

ให้คนมีปัญญา งั้น เวลามันจะควักเงิน มันคิดนาน มัน

ใช้ปัญญาเยอะ แต่ถ้าสอนให้คนไง่ ควักเงิน มันไม่

ต้องคิดเลย มันมีเท่าไหร่ มันให้หมดเลย แต่ถ้าสอน

ให้คนฉลาดเนี่ย มันให้ดีไม่ดีวะ เอาไปยี่สิบแล้วกัน

มันคิดนาน สอนให้คนมีความคิด มันมีข้อเสียตรงนี้
แต่สำหรับหลวงปู่แล้ว ไม่มีข้อเสีย คิดน่ะ ดี ลูก เพราะ

ในหลักวิถีแห่งหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา
สัพพปาปัสสะ อกรณัง การไม่ทำบาปทั้งปวง
กุสะลัสสูปะสัมปะทา การทำกุศล กุศล แปลว่า ความ

ชาญฉลาดให้ถึงพร้อม ก็แสดงว่า ไม่ทำบาป แล้วต้อง

ทำความชาญฉลาดให้ถึงพร้อม
สะจิตตะปะริโยทะปะนัง ก็คือ ทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว

และผ่องใส
เพราะฉะนั้น ทำดี พระพุทธเจ้าบอกว่า ต้องใช้ปัญญา

ต้องชาญฉลาดใช้ ทำ ไม่ใช่ทำดีแบบชนิดที่หัวทิ่มหัวตำ

เชื่อง่าย ใครบอกก็ทำโดยไม่ใช้ปัญญาวิเคราะห์ ใคร่

ครวญ พินิจพิจารณา
เอาล่ะ ก็พอสมควรแก่เวลา เดี๋ยวพิธีกรจะตกงาน ไม่

ได้ทำมาหากินอะไร เตรียมคำถามไว้เยอะ เห็นว่า

สภาเที่ยวที่ผ่านมานี่ สารพัดสิงสาราสัตว์เกิดขึ้น เต็ม

ไปหมด มันพอจะมีอะไรเล่าประสบการณ์ให้ฟังบ้างไม๊
พิธีกร     ไม่มีฮะ
หลวงปู่      เอ้า เหรอ คนเค้าจะเบื่อกันไปหมดแล้วล่ะ

บ้านเมืองเรา คือ ปัญหา แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องนั่งคิดกัน

หน่อย อ้ายสภาผัวเมียเนี่ยนะ สภาผัวเมีย สภาโคตร

เหง้า สภาพ่อลูก เนี่ยนะ มันอันตรายอย่างยิ่ง ผัวเป็น

ส.ส เมียเป็นนายกสภาจังหวัด ลูกเป็นอบต. ลูก

เป็นสว. เอ้อ มีลูกหลายคน เพราะฉะนั้น เรือล่มใน

หนอง ทองไม่ไปไหนเสีย
งบประมาณก็ผ่าน สส. ผ่านมาหานายกสภาจังหวัด

ผ่านมาอบต. ผ่านอบจ. อะไร ก็โคตรเหง้า

บรรพบุรุษเราทั้งนั้น มันก็ไม่ไปไหนเสีย นี่แหละ ข้อ

ดีของสภาผัวเมีย มันก็น่ายินดีนะ เอ้อ น่ายินดี
ก็ปล่อยมันไป ให้มันมีสภาผัวเมียจนช่ำปอด จนทั้ง

บ้านเมืองมันไม่เหลืออะไร จะได้คิด จะได้รู้ว่า  ที่สุด

แล้ว บ้านเมืองนี้ควรจะเลือกทางเดินอย่างไร ถ้าขืน

ไปขัดลำเรือ เดี๋ยวก็เป็นตะเข้ขวางคลอง ก็จะหาว่า ทำ

ให้เสียหาย
คือ อ้ายประชาธิปไตย ใครก็อ้างได้ พูดได้ แต่เข้าใจ

ความหมายของคำว่า ประชาธิปไตยแค่ไหน ก็ประเทศ

อังกฤษ ที่เค้าเป็นต้นตำหรับประชาธิปไตย สภาสูงของ

เค้า ครึ่งหนึ่งยังต้องใช้จัดตั้ง อีกครึ่งหนึ่งจึงมาเลือกตั้ง

เพราะเค้าไม่เชื่อในประชาธิปไตย ไม่เชื่อว่า มันจะ

สามารถคัดคานอำนาจกันได้ เพราะอ้ายนู่นก็เลือกตั้ง

อ้ายนี่ก็เลือกตั้ง สุดท้าย อ้ายเลือกตั้งกับเลือกตั้ง มันก็คือ

ญาติกัน ญาติกันมันช่วยกันตั้ง มันไม่มีใคร เพราะจะ

ให้คนดีๆ ที่มีอาชีพ อย่างหูหนวกตาบอด มาสมัคร

เลือกตั้ง มันจะเอาทุนที่ไหน จะให้ครูประชาบาล จะ

ให้ตำรวจตระเวนชายแดน จะให้พ่อค้าประชาชน จะ

มารับเลือกตั้ง มันจะเอาเงินที่ไหนมาโปรโมท โฆษณา

มันก็ต้องไปอิงอาศัยพรรคการเมืองใดพรรคการ

เมืองหนึ่งเป็นนายทุน แล้วสุดท้าย ก็มาหาวิธีถอนทุน
อันนี้ มันก็มาจากคำว่า ประชาธิปไตย
เพราะงั้น มันก็น่าอนาถพอสมควร อ้ายบ้านเมืองที่เค้า

เจริญๆ ไม่มีใครเค้าเลือกตั้งร้อย % เค้ามีจัดตั้งไว้

สำหรับสภาสูง เพื่อจะคานอำนาจกับสภาต่ำ เรียกว่า

สภาเลือกตั้ง เวลาออกกฏหมายมา สภาสูงก็จะทำหน้าที่

สว. จะทำหน้าที่กลั่นกรองว่า มันเป็นประโยชน์ส่วน

รวม จริงไม๊ ตามที่ สส. ส่งมา แล้วก็จะได้ทำหน้าที่

ตรวจสอบ แล้วก็ถอดถอน หรือว่า ควบคุมการกระทำ

ของรัฐบาล ของผู้บริหารบ้านเมือง
แต่เวลานี้ มันไม่มีใครตรวจสอบไง เพราะไม่มีเมีย

คนไหนโง่ไปตรวจสอบผัวหรอก ไม่มีลูกคนไหนไป

ตรวจสอบพ่อแม่หรอก ไม่มีพี่ป้าน้าอาคนไหนมันไป

ตรวจสอบญาติมันหรอก ไม่มี มันก็เลยเป็นอย่างที่

เห็นนี่แหละ
ก็น่า อนุโมทนานะ น่าแสดงความยินดีต่อประเทศชาติ

ที่มีสภาผัวเมียเกิดขึ้นอีกรอบหนึ่งแล้ว ก็หวังว่า วัน

ข้างหน้า ลูกโตหรือยัง เอ้ เตรียมไว้ เตี๊ยมไว้ให้ดี แล้ว

เดี๋ยวจะได้ไปทำสภา เมียพอจะเล่นการเมืองได้ไม๊ เอา

เข้าไปบ้าง เดี๋ยวเผื่อจะได้
นี่คือ ปัญหาบ้านเมืองเรา มองปัญหาไม่ทะลุไง มัน

มองแค่ว่า ปากท้องอิ่ม กูนอนหลับพอ แต่ไม่มองว่า

อยู่รอดแบบยั่งยืนยังไง คือ ไม่ได้มองไง เราก็จะได้

เห็นแบบนี้ไปไม่จบ
อีกหน่อยก็ อ้ายฤทธิ์ที่สภาผัวเมีย อ้ายสะพานร้อยปี ที่

บางบานมันถล่ม ก็เกิดผลจากสภาผัวเมีย ผัวเป็นนายก

อบต. เมียเป็นอะไรล่ะ กรรมการตรวจสอบ ก็ตรวจ

กันไป แล้วก็ ลูกชายเป็นผู้รับเหมา สุดท้าย คนก็ตายไป

4 ศพไง ตรวจกันไปตรวจกันมา จากสลิงก็กลายเป็น

เชือก อะไรประมาณนี้ มันก็ยาก พูดยาก บ้านเมืองเรา

ก็ปล่อยไปตาม แล้วแต่ใครจะช่วงชิงอำนาจได้มาก
เพราะเวลานี้มันมีสงครามเย็น เค้าเรียกว่า สงคราม

ชิงอำนาจ เราไม่ได้ฆ่ากันเหมือนอียิปต์ ไม่ได้ฆ่ากัน

เหมือนซีเรีย แต่เราใช้น้ำลายพ่นใส่กัน โอ้โห กลาก

เต็มหน้าเลย มันแค่พ่นน้ำลายใส่กันก็ โอ้โห ปวดหู

ปวดหัวไปหมดแล้ว หูอื้อ มึนตึง คิดอะไรไม่เป็น
พิธีกร     ตอนนี้ เค้ามีสภาปฏิรูปนะครับ ให้หลวงปู่

ไป...
หลวงปู่    นิมนต์ ? อู๊ย เค้าไม่กล้ามานิมนต์หร๊อก

แค่ได้ยินชื่อ พุทธะอิสระ เค้าก็ อู้หู หึ ไม่มีหรอก สภา

ปฏิรูปอะไร สภาออกลูก ก็เห็นรายชื่อเค้าแต่ละคน ก็

วงศาคณาญาติทั้งนั้น อวกเอียวอันทั้งนั้นเลย เอ้า ที่มี

ไม่ใช่ อวกเดียวกัน ก็แก่ๆ ที่ไม่มีปัญญาทำอะไรแล้ว

จะไปเถียงกับใครก็ไม่มีใครฟังแล้ว เสียงสองเสียง

ไปทำอะไรได้
ที่จริงแล้วนะ ถ้าหลวงปู่เป็นพรรคการเมืองอีกฝ่าย

หนึ่งนะ ถ้าเรา เพื่อต้องการรักษาประโยชน์ แล้วถ้า

มันเป็นช่องทางในการที่จะพูดคุยเจรจากัน หลวงปู่ก็จะ

เข้าไปนะ เพราะว่า มันจะทำให้เกิด ไม่ใช่เกิดภาพ

แต่มันจะทำให้เราได้เข้าไปรู้ฉ้อฉลกลไก รู้เล่ห์

เพทุบาย รู้เหลี่ยมคูของเค้า แต่ถ้าเราจะปฏิเสธเสียเลย

แล้วไม่ยอมสมานฉันท์ ไม่ยอมไปพูดคุย เหมือนกับ

เมื่อวานที่หลวงปู่เล่าให้ฟังว่า ที่ไปเจรจากับสมภาร

กับผู้ใหญ่บ้าน
ที่จริง หลวงปู่ไม่จำเป็นต้องไปเจรจา เพราะกูไม่มี

ประโยชน์อะไรตรงนั้น ถูกไม๊
หลวงปู่ก็ไม่ได้ไปกินนอนที่นั่น ไม่มีที่ดิน ไม่มีทรัพย์

สมบัติ ไม่มีอะไรทั้งนั้น แต่ทำไมต้องไปเจรจา เพราะ

เราหวังให้มันเกิดประโยชน์สุขส่วนรวมเป็นใหญ่ไง

เราก็เลยต้องเข้าไปทำหน้าที่ เราก็ไม่รู้ว่า เราเข้าไป

จะได้รับการต้อนรับอย่างดี หรือว่า ได้รับการปฏิเสธ

อย่างรุนแรง แต่ก็อาศัยว่า เรามีความบริสุทธิ์ใจ และ

จริงใจที่จะเรียนรู้ปัญหา และหาวิธีแก้ช่วยเหลือเค้า

เราก็เข้าไปฟัง ฟังแล้วเราจึงได้รู้ แล้วจึงจะเสนอแนว

คิด แนะนำในสิ่งที่ถูกต้อง เค้าก็ยอมรับ แต่ละฝ่ายก็

ยอมรับ ตกลงกันตามที่เราแนะนำ ก็ถือว่า จบ

ทุกอย่างมันก็ออกมาดี งดงาม
ฝ่ายป่าไม้ก็มองหน้าชาวบ้านได้ ฝ่ายผู้ใหญ่บ้านก็มอง

หน้าป่าไม้ได้ ฝ่ายชาวบ้านก็รู้สึกว่า มีความมั่นคงขึ้น

ในการดำเนินชีวิต ไม่หวาดผวาสะดุ้งกลัวว่า เก็บข้าว

โพดไป คอยดูว่า ป่าไม้จะมาจับเมื่อไหร่ อะไรอย่างนั้น

แล้วป่าไม้มันก็ยั่งยืนด้วย มันก็ทำให้เกิดประโยชน์
แต่ถ้ามาตั้งแง่ว่า เอ้อ กูไม่เกี่ยวกับมึง กูระดับไหน มึง

ระดับไหน ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ มันก็จะอยู่กันไม่ได้ ก็จะ

ต้องมีแง่กันไม่จบ
งั้นก็ หลวงปู่ก็มองไม่เหมือนคนอื่น หลวงปู่มองปัญหา

หลวงปู่จะมองว่า ถ้าเรามีส่วนร่วมที่จะไปเรียนรู้ เรา

ต้องเข้าไป รู้มัน แล้วก็ทำความเข้าใจ รู้จัก แล้วก็หา

วิธีแก้ จึงจะถูกต้อง
เอ้า เดี๋ยวเปิดโอกาสให้พิธีกรเค้าถามปัญหา นี่จะ 3

โมงละ เชิญ
  25 ส ค 56   14.50 น. ณ. วัดอ้อน้อย

ธรรมะ ปุจฉา วิสัชนา โดย องค์หลวงปู่พุทธะอิสระ
ปุจฉา       หญิงอายุ 63 ปี เป็นโรคธาลัสซีเมีย ทำให้

อ่อนเพลียบ่อยมาก เพราะสร้างเม็ดเลือดแดงไม่ทัน

ขอทราบยารักษาของหลวงปู่
วิสัชนา         ใช้ยาบำรุงเลือด กับยา 5 พลัง ยา 5

พลังเนี่ยนะ เมื่อเช้า อ้ายป๊อบมันมาเล่าให้ฟังว่า

เพื่อนมันอ่อนแอทั้งผัวทั้งเมีย เค้ากินยา 5 พลังไป

เดือนหนึ่งแล้วไปตรวจสุขภาพ หมอแปลกใจว่า ไปทำ

อะไรมา ทำไมสเปร์มของเค้า เชื้อของเค้ามันแข็งแรง

แล้วก็สุขภาพดี เลือดลมก็ดี งั้น ไปลองหากินดูแล้วกัน

ยาบำรุงเลือด กับยา 5 พลัง สำคัญที่สุดคือ ต้องออก

กำลังกายด้วย ไม่ใช่นั่งกินยาเป็นอาหาร แล้วไม่สนใจ

ไม่ออกกำลังกาย อย่างนี้ไม่ได้ จบ
ปุจฉา      ขอทราบวิธีดูแลอาการโรคตาขี้เกียจ คือ มี

อาการตาข้างหนึ่ง สั้น 600 อีกข้างหนึ่งยาว 200 

เลยใช้ตาข้างที่ยาวตลอด ข้างที่สั้นเลยไม่ทำงาน
วิสัชนา     มันฝึกได้นี่ เรารู้ว่า ข้างหนึ่งไม่ได้รับการ

ดูแลเอาใจใส่ ไม่ได้กระตุ้น ก็ฝึก ฝึกให้มันทำงาน วิธี

ไม่ยาก มึงก็ลองเอาอะไรมาปิดอีกข้างหนึ่ง แล้วก็ใช้

ข้างที่มันไม่ทำงาน ปล่อยให้มันทำ มึงจะทำไม่ทำ ไม่

ทำมึงเดินตกเหวนะ เอ่อ ฝึกได้ ไม่เห็นยากอะไร ไม่

ต้องไปกินหยูกกินยาอะไร ถ้ามันไม่เชื่อ ก็อัดมันสักผัวะ

สองผัวะ เดี๋ยวมันเขียวขึ้นมา มันก็เลิก เออ มันก็เข็ด

ไปเองล่ะ ฝึกได้ ไม่ได้ยากเย็นอะไร นี่ตอบตามทฤษฎี

แพทย์เลยนะเนี่ย เออ ข้างนี้มันไม่ทำงาน มันขี้เกียจ

นักใช่ไม๊ ล่อสักผัวะสองผัวะ แล้วก็ปิดไป
อ้าว ถ้าปิดเฉยๆ คนสงสัย ปิดทำไม อยากเท่เหรอ ก็ทำ

ให้มันมีเหตุ จะได้อธิบายให้กับชาวบ้านได้ ยื่นหน้าไป

เฮ้ย มึงช่วยอัดกูสัก 2 ที เอาข้างนี้ ในเบ้าเลยนะ อ้าว

อย่างนี้เราก็ปิด อ้างกับคนได้ละ สบาย จบ
ปุขฉา       ชายอายุ 46 ปี มีอาการปัสสาวะขัดบ่อยมาก

ปวดเกร็งลำกล้อง สามารถซื้อยาหลวงปู่ชนิดใดไปรับ

ประทานได้บ้าง
วิสัชนา        ยาต่อมลูกหมากอักเสบ แล้วก็ ยาแก้

อักเสบ กินครั้งละ 5 เม็ด เช้า เย็น แล้วก็ใช้ใบชา

ชงน้ำชา แล้วก็เทน้ำทิ้ง ใบยังอุ่นๆ อยู่ก็เอามาอัง เอา

มาประคบใต้ต่อมลูกหมาก จนใบชาเย็น ทำทุกวัน เช้า

เย็น สักอาทิตย์หนึ่ง ก็จะดีขึ้น จบ
ปุจฉา          ผู้หญิงมาตรวจรักษาด้วยกระเพาะ

ปัสสาวะอักเสบบ่อย หลวงปู่ให้ยาขับปัสสาวะ ยาบำรุง

ไต มารับประทาน 1 เดือน อาการดีขึ้นมาก อยาก

ทราบว่า ต้องซื้อยาไปรับประทานต่ออีกหรือไม่ อย่าง

ไร
วิสัชนา     ก็กินไปอีกสักเดือน ก็ไม่ได้เสียหายอะไร

มันเป็นผัก มันไม่ใช่สารเคมีอะไร จบ
ปุจฉา        เป็นโรคภูมิแพ้ ตอนเช้ามีอาการจามและ

น้ำมูกไหลตลอด และมีอาการคันหูจนถึงโพรงจมูก จะ

ปฏิบัติกรรมฐาน ข้อไหนที่พอจะช่วยได้บ้าง
วิสัชนา     เจริญสติในข้อว่า สมาธิพระโพธิสัตว์ ทำท่า

เบสิคเบื้องต้น ยกแขน ลดแขน ยกขา ลดขา หันซ้าย

หันขวา เงยหน้า ก้มหน้า เหลียวซ้าย ดูขวา อย่างมีสติ

แล้วก็ประกอบลมหายใจ แล้วตามด้วยพระโพธิสตว์

คารวะแผ่นดินก็ได้
คือ ทำยังไงก็ได้ ให้เราอยู่กับลมหายใจ อยู่กับตัวเรา

ตลอดเวลา ก็จะช่วยได้ แล้วก็กินยาแก้แพ้อากาศ แก้

โรคภูมิแพ้ แล้วก็ยาฟอกเลือด กินคู่กัน ครั้งละ 5 เม็ด

เช้า เย็น จบ
ปุจฉา      ยา 5 พละ ผู้ที่มีความดันสูง กินได้หรือไม่
วิสัชนา      ต้องกินคู่กับน้ำยาปรับธาตุ มันจะช่วยปรับ

สมดุลย์ให้เหมาะสม จบ
ปุจฉา        วันที่ 15 กันยายน 2556 เป็นวันไหว้

ครู ผู้ที่อยู่ต่างจังหวัดไม่สามารถมาที่วัดได้ ให้คนที่มา

วัดแล้วทำพิธีไหว้ครูแทนได้หรือไม่
วิสัชนา      หลวงปู่ไม่รับรู้เรื่องพวกนี้นะ เพราะว่า

เค้าทำกันเอง เพราะหลวงปู่ได้พูดไว้แล้วปีก่อนนู้นว่า

จะไม่จัดพิธีไหว้ครู แต่ลูกหลานเค้าเห็นว่า หลวงปู่

ป่วยบ่อยๆ เค้าก็เลยอยากจัด ก็เป็นเรื่องของเค้า ต้อง

ไปถามเค้า จบ
ปุจฉา         คนที่เป็นร่างทรง เป็นเพราะกรรมอะไร

ดีหรือไม่
วิสัชนา       กรรมโง่ๆ กรรมโง่ กำใหม่ๆ เลยล่ะ ยัง

เปียกๆ แฉะๆ มือเลยล่ะ จบ
ปุจฉา     การทำบุญกับการทำทาน ต่างกันอย่างไร
วิสัชนา       ทำบุญเนี่ย มันหวังที่จะได้มาให้สำเร็จ

ประโยชน์ของตน เช่น เลือกเอาบุคคลที่เป็นเนื้อนา

บุญของโลก แต่อ้ายการทำทานนี่ เราไม่ได้มุ่งหวังอะไร

ให้ไปเรื่อยๆ ขอทาน คนแก่ คนเฒ่า ลูกเด็กเล็กแดง

ยาจก อนาถา อะไร เค้าเรียก ทำทาน
แต่ทำบุญ เราเจาะจงบุคคลว่า ต้องเป็นผู้มีศีล เป็นผู้มี

ปัญญา เป็นผู้มีสมาธิ มีศรัทธา จบ
ทำทาน ให้ไปได้โดยไม่จำกัด โดยไม่ได้หวังว่าจะได้

อะไรกลับมา ทำไปเรื่อยๆ
ปุจฉา     จะฝึกตนให้เป็นโสดาบัน ต้องทำอย่างไร
วิสัชนา       เอาอีกแล้วเหรอ ต้องไปถามเฮียหนองมั๊ง

ดร. สนองมั๊ง
พระโสดาบัน ก็ไม่ได้ยากอะไร ลูก แค่รักษาศีล 5

สมบูรณ์ แล้วก็ละ สังโยชน์ 3 ให้ได้
สังโยชน์ 3 มีอะไรบ้าง มีสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และ สี

ลัพพตปรามาส เท่านี้
ละสังโยชน์ 3 ได้ ปฏิบัติในศีล 5 สมบูรณ์ได้ ก็เป็น

พระโสดาบันได้ แต่มันไม่ได้เป็นได้มาจากการมียี่ห้อ

หรือ ประกาศโฆษณา
พระโสดาบัน นี่มันเป็นสภาวะธรรม ไม่ใช่บอกว่า วันนี้

ชั้นละศีล 5 ได้ เอ้า วันนี้ ชั้นสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สี

ลัพพตปรามาส
สักกายทิฏฐิ คือ อะไร การถือตัว ถือตน
วิจิกิจฉา คือ ความระแวงสงสัยในพุทธธรรมและคำสั่ง

สอนของพระพุทธเจ้า
สีลัพพตปรามาส คือ ยกตัวเองข่มคนอื่น ตัวเองดีกว่า

คนอื่นทั้งหมด คนอื่นเลวกว่าตัวเองทั้งนั้น อะไรอย่าง

นี้เป็นต้น
ในวันนั้น เราอาจจะละ 3 อย่างนี้ได้ ทำศีล 5 ให้

สมบูรณ์ได้ แต่มันยั่งยืนไม๊ ถ้ายังไม่ยั่งยืน ก็ยังไม่เข้า

ถึงสภาวะธรรม
มันเป็นสภาวะธรรม งั้น ต้องทำได้ตลอดเวลาทุกลม

หายใจเข้าออก และมีหิริ ความละอายชั่ว โอตัปปะ

ความเกรงกลัวบาป มีสติตั้งมั่นอยู่เสมอๆ จบ
ปุจฉา        เราจะรักษาศาสนา และช่วยกันปกป้อง

ต้องทำอย่างไร
วิสัชนา       ทำตัวให้ดี ทำตัวของตัวเองให้ดี แล้วทำ

หน้าที่ให้ถูกต้อง เท่านี้ถือว่า เราก็ช่วยกันรักษาพระ

พุทธศาสนา ทุกวันนี้ที่พุทธศาสนามันอยู่ไม่ได้ ก็

เพราะว่า ทำตัวไม่ดี ทำหน้าที่บิดเบี้ยว มันก็เลยทำให้

ศาสนาดูเละเทะไปหมดไง จบ
ปุจฉา       นั่งปฏิบัติสมาธิ แล้วเปลี่ยนมาเดินปฏิบัติ

แล้วกลับไปนั่ง มีอาการขนลุกอยู่บ่อยๆ จะแก้ไข

อาการนี้ได้อย่างไร และไม่ปฏิบัติ แต่ขนลุกในขณะอยู่

ใน กายในกาย จนเกิดขนลุก เป็นอาการปกติหรือไม่
วิสัชนา     อ้ายนั่น เค้าเรียก อาการปิติ ผู้เข้าถึง

อารมณ์ของสมาธิเบื้องต้น เค้ามีลักษณะ เค้าเรียกว่า อุ

เพงคาปิติ คือ การขนลุกขนพอง งั้น เราก็อย่าไปสนใจ

อย่าไปใส่ใจ
แล้วไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ แล้วทำไง ก็มาอยู่กับกรรมฐาน

ที่ตัวเองกระทำ เท่านั้นแหละ อารมณ์ปิตินั้น มันก็จะ

เพิกเฉย หายไปเอง จบ
ปุจฉา        เป็นไปได้ไม๊ ที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จลงมา

ประทับที่ร่างของมนุษย์ มีถาม มีตอบปัญหาแบบองค์

หลวงปู่
วิสัชนา        กูไม่ใช่สำนักวัดธรรมกายนะ ไม่ใช่เจ้า

สำนักธรรมกาย ไม่ใช่
พระพุทธเจ้าท่านนิพพานไปแล้ว ท่านไม่มีสถานภาพ

คือ ไม่มีสภาวะที่จะให้กำหนดรู้ได้แล้ว
นิพพาน แปลว่า ดับและเย็นแล้ว อ้ายนั่นมันเป็นเรื่อง

เล่าตลกๆ ให้คนโง่ๆ ตลกๆ ฟัง มันเป็นไปไม่ได้หรอก

แหกตา รายต่อไป
ปุจฉา    การปฏิบัติธรรมจะลุถึงได้ ต้องมีปัจจัยสำคัญ

อะไรมากที่สุด
วิสัชนา       สติ กับ ปัญญา ต้องมี 2 ตัวนี้เท่านั้น ถ้า

อย่างอื่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพียงแค่องค์ประกอบ
ศีล ก็เป็นเหมือนพ่วงแพที่ส่งถึงฝั่ง ทาน ศีล เหล่านี้

เป็นเหมือนพ่วงแพที่ส่งเราถึงฝั่ง
แต่สติและปัญญาเป็นเรื่อง เครื่องที่จะทำให้เราบังคับ

พ่วงแพไปจนถึงฝั่งได้ และเมื่อถึงฝั่งแล้ว เราก็จะเข้า

ใจสภาวะธรรมทั้งหลายด้วยสติและปัญญา แต่ทานกับ

ศีลไม่พูดถึงเลย ไม่มีแล้ว มีแต่ตัวคำว่า สติกับปัญญา
สภาวะธรรมของผู้หลุดพ้น มีอยู่ 2 อย่างในจิตเท่า

นั้นแหละ ลูก ไม่มีเวทนา ไม่มีทุกขัง ไม่มีอนิจจัง ไม่มี

อนัตตา มีแต่ สติกับปัญญา เพราะสิ่งนั้นมันผ่าน

มาระหว่างเดินทางหมดแล้ว ให้เข้าใจตามนี้ จบ
แหม พูดอย่างกับกูบรรลุอรหันต์
ไม่ใช่ เพราะกู เป็นคนสอนอรหันต์ เอ้อ ไม่ใช่กูบรรลุ

อรหันต์
ปุจฉา       อยากทราบประวัติพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์
วิสัชนา     กษิติครรภ์พระโพธิสัตว์ ก็คือ เป็นพระ

โพธิสัตว์องค์หนึ่ง ถ้าเอาตามนิทานจีนก็บอกว่า เป็น

พระที่บวชเข้ามาในศาสนา แล้วท่านเป็นลูกยอดกตัญญู

พอเห็นมารดาตาย ก็อยากจะไปช่วยมารดา เพราะ

เห็นภาพมารดาตกนรก ก็เลยอยากจะไปช่วยมารดา

ให้ขึ้นจากนรก พอช่วยมารดาพ้นจากนรกแล้ว ก็คิดว่า

โอ้โห มารดาเราทุกข์ขนาดนี้ แล้วยังมีมารดาในอดีต

อีกหลายคน แล้วก็มารดาอื่นๆ อีก แล้วยังสัตว์ทั้งปวง

อีก ถ้าอย่างนั้น เราจะต้องไม่ขึ้นจากนรก เราจะ

ยอมอยู่ในนรก เพื่อจะโปรดสัตว์
แต่มันก็เหมือนกับไปเทศน์ให้คนกินเหล้าฟัง มีไม๊

อ้ายคนกินเหล้าจะหันมา สาธุ แล้วตั้งใจฟัง วางแก้ว

เหล้า มีไม๊วะ
นั่นแหละ พระกษิติครรภ์ ท่านทำหน้าที่คล้ายกับไป

เทศน์ให้กับคนกินเหล้าฟัง
คนกินเหล้า คือ คนที่มันจมทุกข์อยู่มันไม่ฟังธรรม

หรอก ถ้าจะฟัง ก็แสดงว่า อ้ายนั่นมันจะหมดทุกข์แล้ว

ล่ะ มันถึงจะมาฟัง อ้ายคนกินเหล้า จะมาฟังธรรมก็ต่อ

เมื่อมันสร่าง หรือ มันยังไม่ได้เมา แล้วมันอยาก

สนใจฟังว่า เออ เค้าพูดอะไร อยากฟัง แต่มีอย่างนี้สัก

กี่คน
น้อยมาก ท่านก็เลยต้องอยู่นานไง ที่จะโปรดสัตว์นรก

ทุกตนให้พ้นทุกข์ จบ
อีกไม่กี่วัน ก็จะถึงวันเกิดท่านแล้วนี่ วันที่เท่าไหร่นะ
แต่เห็นยายสุภา เค้าจะไปจัดอาทิตย์ต้นเดือน ใช่ไม๊
วันเกิดพระกษิติครรภ์ ก็มาร่วมกันเจริญมนต์แล้วกัน

บทบารมี 10 ทัศ ถวายเป็นโพธิสัตว์ติบูชา วันนั้น

เค้ามีอาหารเจเลี้ยง ก็กินเจถวายท่านสักวันหนึ่ง ไม่

ได้ยากอะไร ว่างๆ ก็เป็นวันอาทิตย์ไม่ใช่เหรอ เอ้อ ก็

มาแต่เช้า มาถือศีล รับศีลแล้วก็กินเจ ฟังธรรม ปฏิบัติ

ธรรม ปล้วก็ไปเจริญมนต์ก่อนกลับบ้าน ก็มีร้านสินค้า

ราคาถูกด้วย
พรุ่งนี้ หลวงปู่จะไปเป็นเจ้าภาพสวดศพเฒ่ามันหน่อย

เห็นว่า เมื่อเช้านี้ นอนหลับไป เห็นว่า กินน้ำถั่ว

เหลืองแล้วก็นอนหลับไป ไม่ฟื้นเลย เออ อายุ 96 ก็

เดี๋ยวพรุ่งนี้ จะไปเป็นเจ้าภาพ วันนี้ เค้ารดน้ำศพ คง

ไปไม่ทัน ก็ให้สมภารเค้าไป พรุ่งนี้ ใครว่าง ก็ไป วัด

มกุฏฯ ศาลาก็ไปหาเอาเอง กูก็ไม่รู้
เราก็หมดธงชัยของชีวิตไปอีกหนึ่ง ก็คนแก่ทุกคนเป็น

ธงชัยของชีวิต ของคนรุ่นเยาว์ เพราะท่านเป็นผู้มาก

ไปด้วยประสบการณ์ ถ้าเราจะศึกษาเรียนรู้กับท่าน

มันเยอะแยะมากมาย ทีนี้ เราไม่ค่อยสนใจ เรามอง

คนแก่เป็นหัวหลักหัวตอ ปล่อยให้นั่งเฝ้าเหงาอยู่คน

เดียว ไม่สั่งสนทนาหรือ พูดคุย อ้ายความรู้ที่ท่าน

สั่งสมไว้ ก็ไม่ได้แบ่งปัน ไม่ได้ผ่องถ่าย
ที่ถูกแล้ว เราจะต้องเห็นคนแก่ ต้องเข้าไปพูดคุยสั่ง

สนทนาโอภาปราศรัย แล้วความรู้ของคนแก่เหล่านี้ ก็

จะหลั่งไหลเข้ามาหา เราก็จะกลายเป็นผู้มีปัญญา รู้ใน

สิ่งที่ไม่เคยได้รู้ ได้เห็น มันเป็นเครื่องมือในการสั่ง

สอนเรา ให้เป็นคนที่ควรจะวางตัวอย่างไรต่อ

สถานการณ์ของโลกและสังคมปัจจุบัน
วันพรุ่งนี้ ตอนเย็นๆ ก็จะไปเป็นเจ้าภาพ สวดกับเค้า

สักวัน ใครว่างจะไปร่วม วัดมกุฏฯ ศาลา 10 เค้าสวด

กันเท่าไหร่ กี่โมง เอ่อ ชื่ออะไรนะ คนตาย ละม่อม

โยมละม่อม คุณยายละม่อม มหาวัธน์ ก็อยู่กำไรละ

อายุขนาดนี้นี่ ถ้าเป็นคนจีนเค้าไม่แต่งชุดดำแล้วนะ

เค้าถือว่า กำไรละ แต่ไม่แต่งใส่ชุดแดงไปนะ เดี๋ยว

พวกเสื้อเหลืองตีหัวเอา เดี๋ยวทำให้ผีตกใจเว้ย นี่มัน

งานอะไร แต่สำหรับคนจีน เค้าเห็นว่า เนี่ย มันกำไร

แล้ว
แต่คนจีนจริงๆ เค้าก็ถือว่า ต้องร้อยปีขึ้นไปถึงจะได้

แต่นี่ก็ยังไม่ถึงนี่ แต่คนไทยเค้าเอาอายุขัยแค่ 80 ปี

ถ้าเกิน 80 ปี ก็เป็นกำไรแล้ว เป็นบุญละ
พิธีกร      ถ้าตั้งว่า อายุ 60 ก็พอล่ะ ป่วยก็ไม่รักษา

ปลงละ พิจารณาว่า ปล่อยวางได้
หลวงปู่    อ้ายนั่น มันเฉื่อยชา คำว่า ปลงอายุสังขาร

มันหมายถึง เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นว่า สัตว์

โลกมันขวนขวายไปเท่าไหร่ มันก็จบลงตรงคำว่า มัน

ไม่มีอะไร ไม่ได้อะไร ไม่เหลืออะไร อย่างนี้ เค้าเรียก

ว่า ปลงอายุสังขาร
แต่ถ้า เออ อายุ 60 ละ มันขวนขวายไป ก็ไม่รู้จะ

ไปทำอะไรละ หมดเรี่ยวหมดแรงละ ไม่มีสติปัญญา

ดิ้นรนทุรนทุรายกระเสือกกระสน พอเฮอะ ป่วยไข้ก็

ไม่ต้องไปรักษามันหรอก กินไปก็ตาย ไม่กินก็ตาย

อย่างนี้ เค้าเรียกว่า เฉื่อยชา สันหลังยาว
ปลงอายุสังขาร นี่มันต้องเห็นอนิจจัง ก็บอกแล้ว ต้อง

เห็นทุกขัง เห็นอนัตตา
แต่ถ้าเห็นว่า เออ หากินไม่ทันเพื่อนแล้ว อย่าไปทำ

อะไรกินเลย พอเฮอะ ป่วยก็ไม่ต้องรักษา ตายๆ ไปซะ

จะได้ไม่เป็นภาระ อ้ายอย่างนี้ ไม่ได้ปลงอะไร มันขี้

เกียจเอง สันหลังยาวเอง ไม่หากินเอง อย่างนี้ถือว่า

ไม่ได้ ไม่ใช่
เอ้า จะถามอะไรอีกไม๊
แต่ถ้าถามว่า จะปลง ฆราวาสปลง นี่ ทำได้ ทำได้แต่

ต้องเห็นอนิจจัง เห็นทุกขัง เห็นอนัตตา เห็นจนกระทั่ง

เราเห็นว่า เรารู้ว่า เราจะมีชีวิตอยู่บนพื้นฐานของ

ความไม่แน่นอนไปด้วยเหตุปัจจัยอะไร เพราะหน้าที่

เราสำเร็จแล้ว กิจกรรมทั้งปวงเราสิ้นสุดแล้ว อย่างนี้

ทำได้
แต่ถ้ายัง นี่ก็ติด บ้านก็ผ่อนไม่หมด รถก็ยังคารังคาซัง

ลูกก็ยังไม่โต กูปลงแล้วล่ะ อ้ายอย่างนี้ นี่ ไม่ใช่ล่ะ หนี

ปัญหาละ
พิธีกร      ตอนนี้ สุขภาพหลวงปู่ เป็นไงบ้างฮะ
หลวงปู่       สุขภาพเหรอ สุขภาพ ก็เพิ่งจะฉันยา แล้ว

ก็มานี่
พิธีกร       อ้ายตัวไข้เลือดออก
หลวงปู่      อ๋อ ไม่มีอะไรละ จากไข้เลือดออก มันจะ

เปลี่ยนเป็นไข้มาลาเรียไปแล้ว......
เพราะงั้น มันขึ้นอยู่กับกำลังใจ ตังค์นี่มันสำคัญมากเลย

ลูกเอ๊ย ...อยู่ได้ยังไง โธ่ เดือนหนึ่งจ่ายสิบกว่าล้าน

นอนป่วยอยู่ก็แย่สิ... ไม่เป็นไร ไม่ตายง่ายๆ

หรอก ขนาดสมภารขู่ว่า หัวจะเป็นรู ยังอยู่ได้เลย
พิธีกร    ตอนนี้ งานหลวงปู่ยังเหลืออะไร
หลวงปู่      มันเห็นแววเหรอ วันนี้มาชวนเพื่อจะให้

เขียนพินัยกรรม หรือว่ายังไง หรือว่า ได้ยินข่าวอะไร

มา ที่เห็นท่าว่า มันจะไม่รอดแน่
พิธีกร    เห็นหลวงปู่ติดป้าย ปลูกป่าที่เชียงใหม่ เมื่อ

วานก็ไปกาญจนบุรี เผื่อมีอะไรจะได้ช่วยกันสานต่อ
หลวงปู่     อยากจะเนี่ย เข้าสภาปฏิรูป เออ งานน่ะ

เหรอ มันมีเฉพาะหน้าทุกเรื่องล่ะ ลูก เจอที่ไหน ก็ทำ

ไม่ได้กังวล หลวงปู่เป็นคนงานมากก็จริง แต่ไม่คิดมาก

ทำแล้วก็วาง ทำแล้วก็วาง ไม่ได้ทำแล้วแบก ไม่ใช่ทำ

แล้วเป็นของกู ทำแล้วก็กูทำ ไม่ใช่ทำแล้วกูต้องทำ ไม่

ใช่ ทำแล้วก็วาง ทำแล้วก็วาง ก็เลยทำได้หลายเรื่อง

ไม่ต้องแบกมากความ
แต่ถ้าทำแล้วของกู ทำแล้วกูทำ ทำแล้วกูต้องคิด อุ๊ย

เรื่องเดียวก็แย่แล้ว ปวดหัวแล้ว เพราะแต่ละเรื่องนี่

มันใหญ่ๆ ทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ มันไม่ใช่เรื่องของ

คนๆ เดียวที่ต้องทำได้ แต่เผอิญเป็นคนที่นิสัยเสีย ก็คือ

เป็นคนทำแล้ววาง ไม่ใช่ไม่เสร็จแล้ววางนะ ทำ ขณะ

ที่ทำ แม้ยังไม่เสร็จก็วาง เสร็จแล้วก็วาง เพราะเป็น

คนไม่ชอบแบก ไม่มีอะไร ไม่ได้อะไร ไม่เหลืออะไร

คิดเสมออย่างนี้ แล้วเราก็จะได้มีกำลังพอที่จะไปทำ

เรื่องนู้นๆได้
แต่ถ้าหากเราทำแล้ว นี่กูทำ นั่นกูทำ นี่กูแบก อ้ายนั่น

กูหวง อ้ายนั่นกูห่วง อ้ายนี่กูก็เป็นกังวล อุ๊ย อย่าว่า

แต่ทำเลย แค่นอนก็ไม่หลับแล้ว
อ้าว จริ๊ง จริง กินก็ไม่เข้าแล้ว ดิ้นหนังกลับอยู่อย่าง

นั้นแหละ หลับไม่สนิท นี่แสดงว่า วางไม่เป็น อย่าง

นั้นใช้ไม่ได้ นั่น ไม่ใช่เราทำล่ะ มันทำเราล่ะ อย่างนี้

ไม่ถูกต้องละ
งั้น ชีวิตที่พระพุทธเจ้าสอนในวิถีพุทธ ก็คือ เราทำงาน

ไม่ใช่งานทำเรา แล้วเราทำงาน เราก็ สุดท้ายก็ต้อง

เหมือนกับที่หลวงปู่เขียนบทโศลกสอนลูกหลานว่า
ลูกรัก เมื่อใดที่เจ้าทำงาน จงลด งวง งา หาง หัว ตัว ตา

ตีน ตูด ให้หมด ให้เหลือแต่ใจกับงาน แล้วทำเสร็จแล้ว

ก็จงวางมันสิ้น เราก็จะไม่ต้องไปแบกหามอะไรมัน
งั้น เวลาหลวงปู่ทำงาน ก็จะให้มันหมดทั้งชีวิต จิต

วิญญาณ พอทำเสร็จ ก็จบ ไม่ต้องมาถามว่า ใครจะ

เห็นกูไม๊ ใครจะชมกูไม๊ ใครจะนิยมยอมรับยกย่องไม๊

ใครจะสรรเสริญ หรือก่นด่าไม๊ ชั่งมัน ทำแล้วกูถือว่า

ทำแล้วจบ หลวงปู่เป็นคนนิสัยแบบนั้น
มันก็เลยไม่ค่อย ดูเหมือนกับว่า ไม่เป็นภาระ แต่ถามว่า

มีภาระไม๊ มี พอกลับมา ลงจากรถปุ๊บ เมื่อวานนี้ ก็ไป

ดูช่างปั้น ดูช่างปั้นปุ๊บ ก็ไปดูนา ดูนาปุ๊บ ยังไม่ได้เข้า

ห้องน้ำ ยังไม่ได้ฉันน้ำ ยังไม่ได้นั่ง ไม่ได้อะไร ก็ออก

ทำๆๆๆ เสร็จ เย็น เข้าห้อง จบไปอีกวันหนึ่ง
มันรู้จักที่จะบริหารเวลาให้คุ้มในขณะที่ชีวิตหนึ่งๆ

เวลาหนึ่งๆ แต่ถามว่า มีอะไรจะต้องทำไม๊ ทำได้ทุก

เรื่อง มีเรื่องที่จะต้องทำอีกเยอะมาก
แล้วจะช่วยได้ไม๊
ขออย่าซ้ำ ก็พอแล้ว
ขออย่าซ้ำ ก็พอแล้ว ไม่ต้องช่วย แค่เชียร์ แต่อย่าซ้ำ

พอแล้ว เป็นกำลังใจก็ดีละ ถ้าจะให้ช่วย พอมีอะไรช่วย

กันได้คนละไม้คนละมือ ก็ เอ้า ทำกันไป
แต่จะหวังว่า เออ เป็นแขน เป็นขา เป็นตา เป็นตัว

เป็นตีน เป็นตูด ให้ ช่วยนั่นช่วยนี่ โอ๊ย มันจะเป็นภาระ

กูจะต้องมาแบกมึง ไม่ใช่มึงมาแบกกู เป็นภาระใหญ่

โตมโหฬาร
หลวงปู่ เป็นพวกราชสีห์ ไม่ใช่ฝูงควาย
งั้น เวลาเดินป่า ไปคนเดียว ตัวเดียว ไม่ต้องอาศัย

ตายก็ตายคนเดียว เกิดก็เกิดคนเดียว เป็นก็เป็นคน

เดียว มีปัญหาก็มีอยู่คนเดียว ไม่อยากให้คนอื่นมารับ

ปัญหา เพราะรู้ว่า ปัญหามันทำให้คนเป็นทุกข์ เราก็

ไม่อยากให้คนอื่นต้องรับทุกข์
เรารู้วิธีจัดการกับปัญหา สุขทุกข์ เรารู้ว่า จะวาง จะเดิน

จะยืนอย่างไร แต่ถ้าให้คนอื่นเข้ามายุ่งวุ่นวายด้วย

เดี๋ยวเราก็กลายป็นต้องมานั่งแบกคนอื่นด้วย
ปัญหากูก็ต้องแบก คนอื่นกูก็ต้องแบก เอ้า หนักกว่า

เก่าอีก กลายเป็นว่า มาซ้ำกูนี่หว่า  อย่างนี้ ไม่ได้

หลวงปู่จะเป็นคนไม่ใช่อย่างนั้น
ถ้าจะทำอะไร ก็จะไม่บอก, ถ้าจะบอก ก็อย่ามายุ่ง,

ถ้าจะให้ยุ่ง ก็มีเส้นขีดว่า แค่ไหนพอ อย่าล้ำ ถ้าล้ำเข้ามา

เอาล่ะมาเป็นภาระกู เริ่มจะมาซ้ำกูละ อย่างนี้ไม่ได้
หลวงปู่จะเป็นคนที่ไม่ใช่นั่ง แล้วสบาย สั่งปากเปียก

ปากแฉะ
นั่นไม่ใช่นิสัยหลวงปู่ แล้วมันจะบำเพ็ญบารมีไม่ได้

วันข้างหน้า เกิดภพชาติต่อๆ ไป ถ้ามีเรื่องที่ยากเย็น

แสนเข็ญ เราจะกลายเป็นคนที่หนีปัญหาไป ไม่แกร่ง

กล้า ไม่องอาจ ไม่งดงาม ไม่สง่า แล้วเราจะอยู่กับโลก

และสังคมได้อย่างไร จบ
(สาธุ)
ให้ทุกท่านที่รับชมรายการปุจฉา วิสัชนา จงรุ่งเรือง

เจริญ มีปัญญาตั้งมั่นดุจพระอาทิตย์ยามเที่ยงวัน และ

สำเร็จประโยชน์สมปรารถนาทุกท่านทุกคนเทอญ
(สาธุ)
(กราบ)
ไปพัก ลูก เดี๋ยวปฏิบัติธรรมกันหน่อย วันนี้ไม่ต้อง

เดินล่ะ
ไปพักก่อน
วันนี้ เป็นการเพ่งอารมณ์ ใช้การเพ่งอารมณ์
ไปเข้าห้องน้ำห้องท่า 3 โมงจะครึ่งละ อีกสักครึ่ง

ชั่วโมง
25 ส ค 56   15.15 น. ระหว่างปฏิบัติธรรม

ดูจิต ใน ท่านั่ง, ยืน โดย องค์หลวงปู่พุทธะอิสระ
(กราบ)
เอ้า หาที่นั่ง ท่านั่งที่สบาย เรียกว่า สัปปายะ คือ ความ

สบาย
สบายกาย สบายอิริยาบถ สบายพฤติกรรม สบายใจ

แล้วที่สุด ก็สบายอารมณ์
อันไหนก็ได้ ที่มันสบาย
สบายแล้ว ก็เฝ้าดูจิตตัวเอง
...............
มองเข้าไปภายใน
ดู สัมผัสจิตตัวเอง 
พระพุทธเจ้า บอกว่า จิตตัง ทันตัง สุขาวะหัง จิตที่ฝึก

และรักษาดีแล้ว มันยังความสุขมาให้
เฝ้ามองดูจิตตัวเองว่า จิตนี้ มีสุข หรือ มีทุกข์, จิตมี

ปัญหา หรือ หมดปัญหา
จิตมีราคะ หรือ จิตมีโทสะ หรือ จิตมีโมหะ หรือ จิตมี

โลภะ
จิตมีความโลภ หรือ จิตมีความโกรธ หรือ จิตนี้มีความ

หลง
หรือ จิตนี้มีความง่วงหวาวหาวนอน ซึม
ดู ที่กำลังทำนี่เป็น จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ถ้าเราฝึกสติมาน้อยนิด เราจะทำไม่ได้
กำลังของสติ ถ้าอ่อนแอ ก็จะทำไม่ได้
แต่นี่เราใช้เวลาฝึกสติมา แต่ละคน หลายคนบางคน

อยู่ที่นี่มาเป็น 10 ปีละ
เพราะงั้น ดูอาการทางจิต น่าจะไม่ยาก
จิต คือ อะไร
จิต คือ ความรู้สึก เวลานี้ เรารู้สึกร้อน หนาว เย็น อ่อน

แข็ง สุข ทุกข์ ทุรนทุราย กลัดกลุ้ม ว้าวุ่น ร้อนรุ่ม

สับสน มีปัญหา หรือ อึมครึม มึนงง หรือ ง่วงหวาวหา

วนอน หรือ จิตเฉยๆ
ดูที่ จิต
ลืมตาก็ได้ หลับตาก็ได้
เพราะที่เราดู ก็คือ ดูในจิต
ดูภายใน
ดูภายใน นี่มันใช้ตาเนื้อดูไม่ได้
มันต้องใช้ ตาใจ
แล้วเราจะดูให้มันอยู่อย่างไร
สิ่งที่เราต้องการ ก็คือ ดูสภาพธรรมที่ปรากฏในจิต แต่

ไม่ต้องทำจิต
ไม่ต้องทำจิต คือ ไม่ต้องทำให้มันว่างๆ
ไม่ต้องบังคับให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ดูว่า อะไร

เกิดกับจิต
.............
มันสุขอยู่ มันทุกข์อยู่ มันทุกข์อยู่ มันสับสนอยู่ มันว้า

วุ่นอยู่ มันร้อนรุ่มอยู่ มันทุรนทุรายอยู่
มันกระเสือกกระสนอยู่ มันมีปัญหาอยู่ มันมีตัณหาอยู่

มันมีราคะอยู่ มันมีโทสะอยู่ มันมีโมหะอยู่ มันมีอวิชชา

มันมีโลภะอยู่ มันมีรัก มีโลภ มีโกรธ มีหลงอยู่
หรือ มันไม่มีอะไรจะอยู่
ก็ดูมันเฉยๆ เรียกว่า รู้ในจิต เป็นความรู้ในโลก
ผู้รักษาจิต เป็นผู้รักษาสูงสุดในโลก เป็นผู้รักษา หรือ

เป็นการรักษาสิ่งประเสริฐสุดในโลก
.............
เมื่อดูในจิต ก็ไม่เกี่ยวกับความคิดอ่านทางสมอง
ไม่มีความเครียด ไม่มีความปวดเมื่อย ไม่มีความว้าวุ่น

ร้อนรุ่ม
ในเมื่อมีแต่จิต มันไม่มีกาย มันก็ไม่มีเวทนา
มันตัดไปได้เลย
ทีนี้ ไม่มีเวทนาทางกายแล้ว มีเวทนาทางจิตได้ไม๊
เวทนาทางจิต มันยังมีอยู่ได้
สุขทุกข์ ก็เป็นเวทนาทางจิตเหมือนกัน
เฉยๆ ก็เป็นอัพยากฤตจิตเช่นเดียวกัน
ก็เป็นอารมณ์หนึ่งของจิตเหมือนกัน
มันอยู่กับจิตเฉยๆ
แล้วไม่ดูจิต ไปดูลมหายใจ
เอ้า ไม่ใช่ละ ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่า เราเคลื่อนจากจิตละ
สิ่งที่เราต้องดู คือ ดูที่จิต ไม่ใช่อยู่ที่ลมหายใจ
ลมหายใจ ยังเป็นของหยาบกว่าจิตอีก
อ้ายที่ดูจิตได้ ก็ถือว่า เป็นของละเอียดระดับหนึ่ง เรียก

ว่า สูงกว่าลมหายใจละ
ดูจิตว่า อะไรมันเกิดขึ้นกับจิต
มีโลภไม๊ มีโกรธไม๊ มีหลงไม๊ มีพยาบาท มีอาฆาต มีรัก

มีชอบ มีชัง มีปฏิเสธ
................
แต่ไม่ต้องไปทำให้มันเป็น
ไม่ต้องทำให้มันโกรธ ไม่ต้องทำให้มันโลภ ไม่ต้องทำ

ให้มันหลง
แค่ดูว่า มันกำลังเป็นอะไรอยู่
............
ถ้าจะพูดเป็นภาษาสมัยใหม่ ก็บอกว่า ดูว่า มันสีอะไร

สีแดง สีเขียว
จิตนี้มีสีเขียว จิตนี้มีสีสดใส จิตนี้มันขุ่น คร่ำคร่า สีมืด

บอด หมองมัว
และอะไรทำให้มืดบอด หมองมัว
ก็ อ้ายราคะ อ้ายโทสะ อ้ายโมหะ อ้ายโลภะ
แต่เราไม่ต้องมาขัดจิต
แค่ดูมันเฉยๆ ดูมันเฉยๆ
..............
อาการอย่างนี้ คนไม่มีสติ จะดูไม่ได้หรอก
เพราะว่า สติที่อ่อนแอ มันก็จะทำให้ไม่มีความตั้งมั่น
สติที่อ่อนแอ ก็จะไม่สามารถรู้ตามความเป็นจริง
มันจะรู้ไม่ได้ว่า อะไรเกิดขึ้นกับจิตนี้
..............
แล้วการดูจิต ไม่จำเป็นต้องนั่งขัดสมาธิ หลับตา ภาวนา

เต๊ะท่า
ไม่จำเป็น
อยู่ท่าไหนก็ได้ บอกแล้ว เป็นท่าที่สบายๆ
ท่าที่สบายๆ ดูแบบสบายๆ
เราใช้ตา ตาใน ไม่ใช่ตาเนื้อ
.............
ระวังจะเผลอ ไปจับลมหายใจนะ
ดูแค่ จิต ไม่ใช่ดู ลม
.............
เอ้า ทีนี้ ลองลุกขึ้นยืนซิ
..............
ยืน ดูจิต
ขณะที่ยืน ก็ดูว่า จิตกระเพื่อมไม๊
จิตมีความปรุงแต่งอะไร
..............
เราขาดไปนะ ขาดสติไป
ขาดตรงไหน
ก็ตอน กูยืน
ขณะที่ยืน จิตกระเพื่อมไม๊
ลืมดู เนี่ย เรียกว่า ขาดสติ
............
จิต ปรุงแต่งไม๊
ก็ลืมดู แวบเดียว ตามสัญชาติญาณ ก็ยืนเลย
อย่างนี้ เค้าเรียกว่า ไม่ทุกขณะจิต
มี สติ ที่ไม่เกิดขึ้นกับทุกขณะจิต ทำตามสัญชาติญาณ

เฉยๆ
ก็ยังไม่ได้ ยังไม่ใช่
.................
ทีนี้ ลองนั่งลงดูซิ
..............
ดูซิว่า อะไรเกิดขึ้นกับจิต
.............
กระเพื่อมไม๊
..............
การเฝ้าดูจิตนี่แหละ มันทำให้เราไม่หลง ลูก
ไม่หลงตาย เรียกว่า ไม่หลงทำกาลกิริยา
ไม่ทุกข์ เป็นคนที่วางอะไรง่าย
ไม่ตกเป็นทาส ผ่อนคลายเป็นนิจ
มีอิสระเหนืออื่นใด มีเสรีภาพทุกขณะ ทุกกาล ทุกสมัย
ดำรงค์ตนอยู่ได้อย่างผาสุกถาวร
.................
คำว่า ผาสุกถาวร หมายถึงว่า เกิดจนตาย แม้ทุกข์ใดๆ

ก็ไม่เข้ามาชำแรกจิตได้
เพราะ เราเฝ้าระวังตลอดเวลา เฝ้ารักษาจิตตลอดเวลา

เฝ้าดูจิตตลอดเวลา
จิตนี้ดี จิตนี้เลว จิตชั่วหยาบ จิตละเอียด จิตบัดสี จิตงด

งาม จิตรุ่งเรือง
เมื่อระวังอย่างนี้ เข้าใจอย่างนี้ เราก็จะแยกแยะได้ละว่า

อะไรเป็นเหตุปัจจัยให้จิตชั่วหยาบ อะไรเป็นเหตุปัจจัย

ให้จิตบัดสี อะไรเป็นเหตุปัจจัยให้จิตรุ่งเรือง อะไรเป็น

เหตุปัจจัยให้จิตงดงาม
.............
อ้ายที่เรากลัวๆ กันน่ะ กลัวเค้าจะมาฆ่า กลัวเค้าจะมาตี

กลัวเค้าจะมาทุบ กลัวเค้าจะมาด่า กลัวเค้าจะมาประจาน

กลัวเค้าจะมาตัดหัว กลัวเค้าจะมายิงหัว กลัวเค้าจะมา

ทำร้าย
ความกลัวทั้งหลาย นี่มันเกิดขึ้นที่จิตก่อน
มันไม่ได้เกิดขึ้นที่หู ที่กาย
หู มันเป็นเพียงแค่แดนต่ออารมณ์ แดนต่ออารมณ์
แสดงว่า อารมณ์จริงๆ มันไม่ได้เกิดที่หู แต่มันนำเอา

เสียงนั้น มาปรุงแต่งที่จิตจนเกิดเป็นอารมณ์ แล้วทำ

ให้เกิดความกลัว ความชอบ ไม่ชอบ ใช่ ไม่ใช่ ได้ เสีย

ยอมรับ ปฏิเสธ
.............
คนที่รักษาจิต จะไม่สะดุ้ง ไม่กลัวตาย ไม่หวาดผวา
ไม่มีอะไร ไม่ได้อะไร ไม่เหลืออะไร แล้วไปกลัวอะไร
..............
รักษาจนรู้สึกว่า หน้าอกหน้าใจเรา ดูจนรู้สึกว่า หน้า

อกมันเย็น ใจเบา เรียกว่า ลหุตา คือ ความเบาสบาย

กายเบา ใจเบา สมองโล่ง
จิตก็งดงาม
ไม่ต้องมีคำภาวนา ไม่ต้องรู้ลมหายใจ
แค่ดูว่า จิตมันมีรักไม๊ มีโลภไม๊ มีโกรธไม๊ มีหลงไม๊ มี

พยาบาทไม๊ มีอาฆาตไม๊ มีจองเวรไม๊ มีอิจฉาริษยาไม๊

มีหวาดกลัวไม๊ มีระแวงสงสัยไม๊ มีสุขไม๊ ทุกข์ไม๊
แล้วมีความถือมั่นไม๊ มีตัณหา ความอยากไม๊ มีอุปาทาน

ความยึดถือไม๊
................
ดูเฉยๆ ไม่ต้องไปทำอะไร
.............
ดูจนกระทั่งมันเกิดกระบวนการ คำว่า ผ่องแผ้ว ผ่องใส
เพราะ ธรรมชาติของจิต ถ้าเรายิ่งดูมันๆ ยิ่งรู้จักมัน

ยิ่งรู้หน้าตามัน ยิ่งเห็นชัดในตัวมัน มันจะลอยขึ้นจาก

หลุมขี้
แต่ถ้าไม่ดูมัน ไม่รู้จักมัน ไม่เห็นชัดในหน้าตาของมัน

มันยิ่งจมปลักเข้าไปในหลุมขี้ จมปลักเข้าไปในมูตรคูถ

เราจะเลอะเทอะไปทั้งจิต เลอะเทอะไปทั้งตัว
แต่ถ้า ดูมัน เฝ้ามัน เข้าใจมัน รู้จักมัน มันจะลอยขึ้น

เหมือนลูกโป่งสวรรค์
………..
มันจะลอยขึ้นจากหลุมขี้โดยอัตโนมัติของมันเอง
.............
เอ้า พอ สัปหงกอีก พอ
ดูลมหายใจซิ ดูจิตแล้ว ทีนี้มาดูลม
หายใจเข้า ภาวนาว่า สัตว์ทั้งปวง จงเป็นสุข
ออก สัตว์ทั้งปวง จงพ้นทุกข์
..............
สูดลมหายใจเข้า ยกมือไหว้พระกรรมฐาน
พอ หายใจออก ผ่อนคลาย
............
เบาใจขึ้นบ้างไม๊
ดูจิต นี่มันมีอานิสงส์ผลดี ตรงที่ทำให้เกิด ลหุตา คือ

ความเบา
เบาสบาย เรียกว่า เบาใจ
ทุกข์ๆ มา แบกมา ปัญหาเยอะ ภาระมาก
ดูจิตแวบเดียว แต่มันต้องมากไปด้วยสติ
คนไม่มีสติ ไม่มีสิทธิ์ได้ดูหรอก
ไม่รู้จักว่า จิตหน้าตาเป็นยังไง
งั้น ประโยชน์ของการฝึกสติ มันอย่างนี้แหละ
มันเหมือนกับคนที่ฝึก พลังขา พลังแขน มาพร้อม
จะเอาไปยกอะไร มันก็ง่าย
แต่ไม่มีแรง ไม่มีกำลัง เห็นถังเงินวางข้างหน้า ถังทอง

วางข้างหน้า
ก็ได้แต่มอง น้ำลายหยด ทำอะไรไม่เป็น เพราะยกไม่

ได้ ไม่มีแรงไง
เพราะงั้น หลายปีที่ผ่านมาเนี่ย สิ่งที่หลวงปู่พยายามจะ

ปล้ำ สอน อบรม บ่มเพาะ
ก็คือ พลังของจิต เรียกว่า สติ สัมปชัญญะ
ก็ สตินี้ มันเกิดขึ้นในจิต จิตนี้ มากไปด้วยพละกำลัง
เราก็จะเอามาใช้อะไรก็ได้
มาดูจิต มาดูกาย มาดูเวทนา มาดูธรรมะ ดูได้หมด
แม้ดูเรื่องอื่นๆ  สารพัดสารพันปัญหา ก็ดูได้ไม่ยาก
ตั้งใจกล่าวคำ บูชาพระรัตนตรัย ถวายทาน ว่า นะโม 3

จบ
...............
รับพร ลูก
.............
(สาธุ)
โชคดี ลูก ธรรมะรักษา ให้รุ่งเรือง ร่ำรวย อายุยืน

สุขภาพแข็งแรง มีปัญญาตั้งมั่น ลูก
(สาธุ)
กราบลาพระ อรหังสัมมา
(กราบ)
เดินทางโดยปลอดภัยทุกคน ลูก
(สาธุ)
(กราบ)