Print
Hits: 1699

21 ธ ค 55  14.00 น. “มงคลชีวิตในวันปีใหม่” ณ.บริษัท ช. การช่างฯ

จำกัดโดย องค์หลวงปู่พุทธะอิสระ
(กราบ)
พิธีกร        เรียนเชิญ คุณปลิวฯ เป็นประธานจุดธูปเทียน บูชาพระรัตนตรัยครับ
..................
พิธีกร       กล่าวบทบูชาพระรัตนตรัย พร้อมกันครับ
..................
พิธีกร        อาราธนาศีล 5 พร้อมกันนะครับ
.................
หลวงปู่      ทดสอบ 1,2,3  ช่วยกรุณาเปิดไมค์ให้ดังนิดหนึ่ง
ขอ อนุญาตแจ้ง พิธีกรสุดหล่อ
ดัง เกินไปแล้วจ้ะ
ตัวนั้น มันจะดังกว่าของชั้น หรือเปล่า
พิธีกร     ไม่ดังกว่าครับ
หลวงปู่      ดังกว่า เอ้า ไม่เป็นไร แจ้งรายละเอียดให้ทราบนิดหนึ่ง เป็นวิทยาทาน ท่นพิธีกร

ไหนๆ จะทำอาชีพ พิธีกรแล้ว ประธานจุดธูปเทียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต้องเชิญประธาน

กลับนั่งที่ เรียบร้อยแล้ว จึงจะกล่าวคำสมาทานศีล หรือว่า จะบูชาพระรัตนตรัย แล้ว

สมาทานศีล
นี่ประธาน ก็สมกับเป็นประธานจริงๆ เปิดปุ๊บติดปั๊บ เค้าให้ทำอะไร ก็ทำ คือ มันลัดขั้นตอน

มันทำให้ประธานอีหลักอีเหลื่อ แต่ก็ นี่คือ ลำดับพิธี แจ้งให้ทราบ เดี๋ยววันหลัง ชั้นมา นานๆ

จะเจอกันที ปีหนึ่งเจอชั้นครั้งหนึ่ง ก็ได้บอกกันให้รู้ว่า อะไรควรทำที่ถูกต้อง เดี๋ยววันหลัง

เราไปเข้าสังคม เข้าชุมชนที่เค้ามีพัฒนาการ ที่เค้าเข้าใจระเบียบ เราจะได้ไม่เก้อเขิน
ผู้รู้ ก็ต้องบอกผู้ไม่รู้ ไว้ให้เข้าใจ หน้าที่ของพระกับครู ก็มีหน้าที่อย่างนี้แหละ
เดี๋ยวตั้งใจ สมาทานศีล แล้วก็รับไตรสรณคมภ์ และศีล คอยว่าตาม สืบไป
....................
กราบ 3 หน
วิธีแก้ ถ้าจะลดอาการเสียงสะท้อนได้ คุณเปิดเสียงให้ทุ้มน้อยลง ให้เสียงแหลมหน่อยน่าจะดี

เออ เปิดดังแล้วไม่ลดทุ้ม มันก็จะยิ่งกังวาน เสียงมันจะก้อง
เจริญธรรม เจริญสุข ญาติโยมพุทธบริษัท ครอบครัวชาว ช.การช่าง ที่รักทุกท่าน ท่าน

ประธานบริษัท คุณปลิวฯ และท่านผู้จัดการ ผู้อำนวยการ หัวหน้าส่วนงานทุกท่าน รวมทั้ง

คณะครอบครัวชาว ช.การช่าง แล้วก็ญาติโยมพุทธบริษัท
ปีหนึ่ง เราเจอกันครั้งหนึ่งนี่มันคงไม่บ่อยเกินไป แล้วก็ไม่ช้าเกินไป ขอให้ได้เจอก็แล้วกัน

กลัวจะปีหน้าไม่ได้เจออีก เพราะว่า สังคมมันสับสน มันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ
วันนี้ เค้าไม่ได้แจ้งว่า ให้มาพูดเรื่องอะไร เค้าให้ชั้นมา ก็มาตามที่เค้าบอก แต่ก็ไม่ได้บอกว่า

พูดเรื่องอะไร
พิธีกร      เรื่อง มงคลชีวิตในวันปีใหม่ ครับ
หลวงปู่     อ๋อ มงคลชีวิต มันก็ขึ้นอยู่กับ เออ ชั้นเชื่อว่า ที่นั่งอยู่นี่ ชีวิตจะมีมงคลในวันปีใหม่

ก็ขึ้นอยู่กับ เค้าเรียกอะไร เออ แต๊ะเอีย หรือ อะไร เค้าเรียกอะไรนะ เออ โบนัส ใช่ไม๊
เอ้า ไม่เอาเหรอ อุตส่าห์เปิดช่องให้แล้ว ทำยักหน้า ใช่ไม๊ เออ เสียงดังหน่อยซิ
ชีวิตของพนักงานบริษัทฯ จะมีมงคลได้ ก็ขึ้นกับวันสิ้นปีเก่า กับ วันต้อนรับปีใหม่ ก็ขึ้นอยู่

กับอะไร (โบนัส) เออ อย่าลืมแบ่งกันนะ โบนัส จะมากจะน้อย ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่

ตรงที่ว่า เราได้สตางค์มาแล้ว เรามีโบนัสแล้ว ชีวิตเราจะเป็นมงคล
มันขึ้นอยู่กับว่า เราบริหารมันอย่างไร
ถ้าบริหารไม่ดี ก็เหมือนกับที่ลงข่าวหนังสือพิมพ์ เลี้ยงปีใหม่ ได้โบนัส แล้วก็แทงกันตาย

เมาแล้วก็แทงกันตาย โรงงานอะไร ซูซูกิ ที่ระยอง อย่างนี้เป็นต้น อ้ายอย่างนี้ ไม่ดี ได้ตังค์

มา แล้วแทนที่จะไปทำสิ่งที่เป็นสาระ เป็นประโยชน์กับครอบครัว ตัวเอง ก็ดันเอาไปกินไป

เล่น ไปเที่ยว แล้วก็เมา แล้วก็ฆ่ากัน แทงกัน ทะเลาะกัน อย่างนี้ก็ไม่ถูกต้อง
งั้น การเป็นมงคล นี่ไม่ใช่อยู่ที่วัตถุอย่างเดียว อ้ายวัตถุ มันเป็นเครื่องบ่งบอก เพียงแค่

ความพึงพอใจ ความพึงพอใจ ความสบอารมณ์ ความสมหวัง ความได้มาซึ่งสิ่งที่ตั้งใจ แต่

สิ่งที่เป็นมงคลสูงสุดในชีวิตเรา มันอยู่ที่ว่า เราทำใจ เราจัดการบริหารใจ จัดการบริหาร

อารมณ์ จัดการบริหารสิ่งที่เป็นอยู่อย่างไร แล้วจะทำตัวเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมและสังคม

และกับสิ่งที่เรากำลังบริหารจัดการอย่างไร
นั่นต่างหากเล่า จึงเรียกว่า ชีวิตจะเป็นมงคล สำคัญว่า บริหารจัดการแล้วมันต้อง จะบอกว่า

มันได้กำไรไม๊ ชั้นก็ไม่อยากจะใช้คำพูดนี้นัก แต่ทุกคนก็ชอบใช้คำนี้ว่า บริหารจัดการแล้ว

มันต้องเกิดกำไร แต่กำไรเหล่านั้น มันต้องแข่งกับความเสื่อม ที่เราเรียกว่า มันแข่งกับการ

ขาดทุน
เหมือนๆ กับที่ชั้นสอนพระเณรชั้นว่า หมู หมา กา ไก่ หมา แมว เนี่ย มันมีลูกครอกหนึ่ง

เนี่ยนะ มันจะต้องมีตัวหนึ่งที่เป็น จ่าฝูง และอ้ายตัวจ่าฝูง มันจะมีลักษณะพิเศษที่นอกเหนือ

จากตัวอื่นๆ แตกต่าง ตัวจ่าฝูง เนี่ย จะต้องมีความคิดไม่เหมือนตัวอื่น การกระทำก็ไม่

เหมือนตัวอื่น แม้กระทั่งส่งเสียงร้อง หรือแสดงพฤติกรรมต่างๆ ก็ไม่เหมือนตัวอื่น
แล้วอ้ายตัวจ่าฝูง นี่ มันทำหน้าที่อะไร
มันทำหน้าที่บริหารความเสื่อม ชีวิตเรา นี่ ยืนอยู่บนพื้นฐานของความเสื่อมอยู่เนืองๆ เรา

ไม่มีสิทธิ์จะปฏิเสธความเสื่อม แม้ชีวิตมนุษย์เราก็เสื่อม เสื่อมไม๊ ทุกวันนี้เราก็เสื่อมอยู่

ตลอดเวลา เราไม่มีสิทธิ์หนีความเสื่อม แล้วเราจะทำยังไง จะเอาชนะความเสื่อม
ชนะความเสื่อม มันคงไม่ได้ แต่ให้มันได้กำไรจากความเสื่อม หรือว่า ให้มันวิ่งนำความ

เสื่อม อย่าให้ความเสื่อมมันนำเรา
เหล่านี้แหละ จึงเป็นที่มาของเรา ต้องเลือกสรรค์ คัดสรรค์ จัดสรรค์ แสวงหา เลือกตั้ง จัดตั้ง

ค้นหาผู้บริหารความเสื่อม หรือ ผู้ที่เป็นจ่าฝูง หรือ ผู้นำที่เค้ามีความรู้ความสามารถ ชาญ

ฉลาด ชำนาญ เชี่ยวชาญ และมีวิถีคิด วิถีชีวิต วิถีทำ ที่ไม่เหมือนกับวิถีในฝูง
ถ้าหากว่า ผู้บริหาร ผู้จัดการ หรือว่า ผู้นำ หัวหน้าจ่าฝูง คิด ทำ พูด เหมือนกับฝูงทั้งหมด

เสื่อมกับเสื่อม จมปลักอยู่ในความเสื่อม แต่ถ้าผู้บริหาร ผู้นำจ่าฝูง มีวิธีคิด วิถีชีวิต วิถีทำ

วิถีพูด ที่ไม่เหมือนวิถีในฝูง คือ คิดได้มากกว่าในฝูง พูดได้เยอะกว่า ทำได้มากกว่า มีวิธีคิด

วิถีพูด วิถีชีวิต ที่แตกต่างจากวิถีในฝูง ผู้นั้นจะเป็นผู้บริหารความเสื่อมในฝูงนั้นได้อย่างเป็น

ผู้ได้กำไร ไม่ขาดทุน แล้วก็ทำให้ความเสื่อมมันอยู่ข้างหลัง เรียกว่า ล้ำหน้าความเสื่อม แต่

ถ้าเมื่อใดที่เราได้ผู้บริหารที่เหมือนๆ กับฝูง คิดเหมือนกับฝูง ทำเหมือนกับฝูง ทำเหมือนกับ

คนในฝูง หรือว่า มีวิธีคิด วิถีชีวิตที่ไม่แตกต่างอะไรจากคนในฝูง คนในกลุ่ม คนในสังคม

ถ้าอย่างนั้น เราก็จะหนีความเสื่อมไปไม่พ้น แล้วเราก็จะนั่งรอ นอนรอ ส้องเสพความเสื่อม

กัดกิน แล้วก็ปล่อยให้ความเสื่อมครอบงำ แล้วสุดท้าย ความเสื่อมมันก็จะนำชีวิตเราตลอด

เวลา
ชีวิตของคนทุกวันนี้ เราเคยถามตัวเองไม๊ว่า ลูกเรามีหลายคน มันมีคนไหนบ้างที่ได้เป็นจ่าฝูง

ที่มันพอจะเป็นจ่าฝูงได้บ้าง แล้วมันจะนำฝูงเข้าไปสู่ความเจริญที่ ถามว่า ความเจริญ นี่มัน

ยั่งยืนไม๊ สุดท้าย มันก็ต้องแข่งกับความเสื่อมอยู่ดี ให้คุณเจริญยังไง สุดท้าย ความเสื่อม

มันก็ตามมาหาคุณอยู่ดี แต่ผู้บริหาร หรือ ผู้นำ รวมทั้ง จ่าฝูง หรือแม้แต่ผู้ที่ได้รับเลือกตั้ง

ให้มาเป็นจ่าฝูง หรือ ผู้นำ ผู้บริหาร จะต้องเป็นผู้ที่แข็งแรงมากๆ ที่จะนำพาฝูงให้พยายาม

แข่งกับความเสื่อมให้ชนะให้ได้ ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ได้ชนะ อาจจะชนะสักก้าวหนึ่ง แต่

ความเสื่อม ถ้าเราช้านิดหนึ่ง ความเสื่อมก็จะนำเราไป 10 ก้าว
งั้น ผู้บริหาร ผู้นำ หรือ จ่าฝูง ต้องทำงานหนักกว่าคนในฝูง หรือว่า คนในสังคม คนรอบข้าง

เป็น 10 เท่า แล้วอ้ายสมอง นี่ต้องคิดมากกว่า สายตาต้องมองโลกให้ได้ 180 องศา หู

ต้องฟังเสียงให้ได้อย่างน้อย 3 กิโลฯ ประสาทสัมผัสต้องให้ได้ทั้ง 6 ทวาร อย่างชัดแจ้ง

แจ่มชัด แล้วก็ไม่คลุมเครือ เพราะถ้าเมื่อใดที่คลุมเครือ มองไม่ชัด สัมผัสไม่ดี เอาแหละ เริ่ม

ที่จะความเสื่อมครอบงำ แล้วมันครอบงำตัวเองไม่พอนะ มันต้องครอบงำไปยังคนในฝูง

หรือว่า บริษัทบริวารด้วย
งั้น ผู้บริหารต้องแข็งแรงมากๆ ต้องแข็งแรง ต้องยิ่งใหญ่ ต้องเป็นอะไรที่ ต้องเป็นเหมือน

กับเสาหลักที่ต้องให้เถาวัลย์มาพันอยู่ตอลดเวลา
งั้น วิธี จะทำอย่างไร
ผู้บริหารต้องไม่ให้ คน หรือ ไม่ให้บุคคลากร หรือ ไม่ให้องค์กร หรือ ไม่ให้ผู้ที่อยู่ในฝูงนั้น

เป็นเถาวัลย์ ต้องให้เป็นไม้หลักตั้งอยู่ได้ด้วยตนเอง ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านจึงต้องสอน

ไงว่า อัตตา หิ อัตโนนาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน และที่ผ่านมา สังคมไทยเราไม่ค่อยเชื่อเรื่อง

ตรงนี้ แล้วเราก็จะพึ่งแต่ผู้บริหาร พึ่งแต่ผู้นำ พึ่งแต่รัฐบาล พึ่งแต่คนที่จะเป็นผู้ใหญ่บ้าน

กำนัน สว. สส. อะไรก็แล้วแต่ หรือ นักการเมือง แต่ไม่ได้พยายามพึ่งตัวเองด้วย

ความแข็งขัน ด้วยความแข็งแรง และด้วยความหวังและมุ่งว่า เราพยายามจะต้องพึ่งพา

อาศัยตัวเอง ตามคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่สอนให้เราเป็นผู้ที่แข็งแรง พึ่งตัวเองได้

และเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้
ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ มันเป็นวิธีคิดที่จะสร้างมงคลให้แก่ชีวิต แต่ถ้าเมื่อใดที่เรา ที่พูดนี่

หลวงปู่ไม่ได้หมายถึงว่า พวกเราจะต้องแข่งกันเป็นผู้บริหาร หรือแข่งกันเป็นจ่าฝูง แต่เรา

ต้องแข่งกับตัวเอง แล้วก็แข่งกับความเสื่อมให้ชนะ ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่ได้ชนะ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ

ถ้าเราพยายาม ความเสื่อมมันจะอยู่ข้างหลังเรา แต่ถ้าเราไม่พยายาม ความเสื่อมมันจะล้ำ

หน้าเรา
วันทั้งวัน อ้ายกาลเวลา มันกลืนกินสรรพสิ่ง แล้วมันก็กัดกินชีวิตสัตว์ มันกัดกินเราไปทุกวัน

ทุกเวลา ทุกนาที ทุกเดือน ทุกปี ทุกลมหายใจเข้าออก แล้วอ้ายลมหายใจเข้าออก เวลานาที

เดือนปีที่ผ่านพ้นไป เรามีอะไรที่ได้กลับคืนมา ที่เราเรียกมันว่า กำไร เจริญ พัฒนา หรือ

รุ่งเรือง แต่ถ้าไม่มีเลย มันไม่มีสิ่งเหล่านี้มาเลย ก็แสดงว่า ทั้งปี ทั้งชาติ ทั้งวัน ทั้งเวลา ทั้ง

นาที ทั้งเดือน ทุกลมหายใจ เราจมปลักอยู่กับความเสื่อม แล้วปล่อยให้ความเสื่อมมัน

ครอบงำ
เพราะงั้น นี่มันใกล้จะสิ้นปีแล้ว แล้วมันก็จะเริ่มต้นปีใหม่แล้ว เราต้องมาคิดกันบ้างได้แล้วว่า

เออ เราจะปล่อยชีวิตเราให้จมปลักอยู่กับความเสื่อม แล้วไม่คิดจะบริหารจัดการพัฒนา นี่

ไม่ได้พูดว่า ที่นี่ มีความเสื่อม แต่ชีวิตมีความเสื่อมเป็นปกติ แล้วเราจะอยู่อย่างไรกับ

สถานภาพแห่งความเสื่อม ที่ต้องให้มันตามหลังเรา อย่าให้มันนำหน้าเรา
หลวงปู่จึงทำทุกเรื่องไง ชีวิตหลวงปู่ทำได้ทุกเรื่อง ทำมันทุกอย่าง ก่อนจะมานี่ ก่อนจะขึ้นรถ

ยังยืนปั้นพระอยู่เลย ปั้นหลวงพ่อองค์หนึ่ง เรียก หลวงพ่อผาสุข จำลอง จะหล่อในวันขึ้นปี

ใหม่ หล่อในวันเกิดของตัวเอง ถือว่า เป็นพระที่เป็นมงคลนาม
ปั้นยังไงจะให้พระยิ้มหวานๆ ถามตัวเองว่า เอ๊ กูเคยยิ้มแบบนี้บ้างหรือเปล่า ยิ้มหวานๆ

แบบพระ ปั้นยังไงจะให้พระพุงพลุ๊ยๆ ดูแล้วอ้วนถ้วน มีความสุขสมบูรณ์ หน้าตาแช่มชื่น

เบิกบาน มีสายตาอ่อนโยน มองดูแล้วมีแววตาที่มีเมตตาธรรมต่อผู้คนที่มากราบไหว้บูชา

มันยากนะ ถ้ามันไม่เข้าถึงอารมณ์แห่งศิลปะ อารมณ์แห่งสุนทรียภาพนั้น มันจะดึงเอา

ออกมาเป็นภาพปั้น ปฏิมากรรมได้ยากมาก แต่ก็พยายามที่จะทำ แล้วก็ต้องบอกกับตัวเอง

ว่า เราจะไม่ทิ้งชีวิตให้อยู่กับความเสื่อม แล้วปล่อยให้ความเสื่อมมันครอบงำ เราต้องทำ

ทุกอย่างที่เราสามารถทำได้ ทำทุกเรื่องที่เรามีศักยภาพและมีลมหายใจ ได้พลัง ใช้พลัง

สร้างสรรค์สาระ หมดลมหายใจ ไร้ชีวิต สิ้นพลัง ก็ยังดำรงค์สาระ
งั้น หัวใจสำคัญของผู้บริหาร ต้องมีวิธีคิดแบบนี้ คือ มีลมหายใจ ได้พลัง ใช้พลัง สร้างสรรค์

สาระ หมดลมหายใจ ไร้ชีวิต สิ้นพลัง ก็ยังคงคุณค่า มีสาระ
เมื่อครู่นี้ ชั้นคุยกับคุณปลิวฯ คุณปลิวฯ เค้าไปลงทุนทำเขื่อนน้ำเทิน 2 น้ำเทิน 3 อะไร

ล่ะนะ แล้วถามว่า จุดคุ้มทุนมันเท่าไหร่ เค้าบอกว่า อีก 27 ปี, 12 ปี อันแรก แล้วก็

อันที่ 2 เท่าไหร่นะ 12-15 ปี สรุปแล้วก็คือ 12-15 ปีเนี่ย ถามว่า คุณปลิวฯต้อง

อายุเท่าไหร่ ถึงจะได้กินกำไร หรือได้เก็บกำไร คือ เค้ามีกำไรอยู่ตลอดอยู่แล้ว แต่ว่าอายุ

เท่าไหร่ถึงจะไม่ต้องใช้ทุน แล้วก็กินแต่กำไรตลอด
คุณปลิวฯบอกว่า ถึงวันนั้น ลูกหลานก็รับกันไปก็แล้วกัน ต่างคนต่างทำ
ก็มีวิธีคิด ผู้บริหารเค้าจะคิดกันแบบนี้ คิดว่า จะทำให้มันมีสาระ มีลมหายใจ ได้ชีวิต เกิดพลัง

ใช้พลัง สร้างสรรค์สาระ เมื่อใดที่หมดลมหายใจ ไร้ชีวิต สิ้นพลัง ก็ยังดำรงค์สาระ มันยังมี

คุณค่า มีประโยชน์ มีสาระ
ประโยชน์อะไร
ก็อย่างน้อยประเทศชาติ ก็ได้ใช้ไฟราคาถูกไง ลูกของคุณ หลานคุณ เหลนคุณ ก็ได้ใช้ไฟ

ราคาถูก เป็นไฟที่ปลอดมลภาวะ ไฟที่ไม่สร้างมลภาวะให้กับโลก ไฟที่เป็นพลังงานบริสุทธิ์

เรียกว่า พลังงานน้ำ อย่างนี้เป็นต้น
นี่คือ วิธีคิดของผู้บริหารคิด คิดยาว แต่ถ้าหากว่า ไม่คิดจะเป็นผู้บริหาร หรือ เป็นผู้ตาม

แล้วจมปลักอยู่กับความเสื่อม มันจะไม่รู้จัก คือ เค้าจะไม่รู้จักคิดว่า คิดอย่างไรให้มันได้

มันไปถึง 10 ปีข้างหน้า, 20 ปีข้างหน้า, 30 ปีข้างหน้า, 50 ปีข้างหน้า หรือ

ร้อยปีข้างหน้า
เหมือนๆ กับที่คนเค้ามาปรึกษาหลวงปู่ว่า หลวงปู่ครับ ผมจะไปเช่าร้านแถวๆ เออ อะไรน้า

ที่เค้าขายของกันดีๆ อ้ายแถวที่คนวัยรุ่นเค้าชอบเดิน สยามเหรอ เออ ประมาณนั้นน่ะ

สยามสแควร์ เอ่อ ใช่ ถามว่า เช่าเดือนละเท่าไหร่ เค้าบอก แสนแปด, แสนแปด แล้วมึง

ขายอะไร, ขายข้าวมันไก่ ขายของกิน กับพวกเด็กๆ พวกวัยรุ่น เค้าว่าตรงนั้น ทำเลทอง

ขายดีมาก
เราก็เลยบอกว่า ถ้าเป็นกูนะ ถ้ากูตื่นขึ้นมา แล้วกูจะต้องเป็นหนี้วันหนึ่งอย่างน้อย แสนแปด

นี่เฉลี่ยวันหนึ่ง 6,000 บาท ยังไม่ทำอะไรเลย ต้องจ่ายแล้ว 6,000 บาท กูสู้เอา

แสนแปดนี่ไปผ่อนบ้านสักหลังหนึ่ง หรือไปผ่อนตึกที่มันดูแล้วว่า เราจะพัฒนา หรือทำเล ดู

แววว่า จะดี
เอาแสนแปด ที่ไปเช่า กับไปผ่อน อันไหนดีกว่ากัน
ผ่อน มันก็ต้องดีกว่า อย่างน้อยมันก็ได้บ้านคืน ได้บ้านมาเป็นของเรา ได้สมบัติมาเป็นของ

เรา แล้วอีกอย่างหนึ่ง อ้ายทุกบาทที่เราจ่ายไป มันเป็นคุณค่าที่กลับมา แต่อ้ายที่เช่าเค้าเนี่ย

ทุกบาทที่จ่ายไป มันเป็นอะไรที่คนอื่นเค้าเอาไป แล้วเราไม่แน่ใจว่า เราจะได้คืนมาไม๊ คือ

ยัง เผื่อว่า อาจจะ ใช่มั๊ง ว่า ขายแล้วจะมีกำไร หรือ จะขาดทุน หรือจะแน่ไม่แน่
แล้ววิธีการลงทุนที่มันไม่นั่งยืน มันมองดูแล้ว มันยืนอยู่บนพื้นฐานของความเสี่ยงมากกว่า

ความที่จะเป็นไปได้ แล้ววิธีคิดแบบนี้ ก็ไม่ใช่วิธีคิดของผู้บริหาร ผู้นำ ที่จะสามารถนำจ่าฝูง

ได้ สุดท้าย ลูกเมีย ก็ต้องล่มสลาย เพราะว่า ไปลงทุนในสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้
ถามว่า เอาล่ะ ถ้ามันทำได้ เออ แล้วมึงคิดว่า จะขายข้าวมันไก่วันหนึ่งกี่จาน เดือนหนึ่งกี่ชาม

แล้วมันต้องจ้างคนไม๊ แล้วแรงงาน เราต้องมีไม๊ เราต้องตื่นกี่โมง ทั้งหมดนี่มันเป็นต้นทุนนะ

ทั้งหมดนี่มันเป็นต้นทุน มันเป็นความเหนื่อย มันเป็นการลงทุน มันเป็นความเสื่อม ที่เรา

ต้องเอาความเสื่อมของชีวิตไปลงกับมัน และเพื่อให้ได้มาซึ่งตัวเลข ซึ่งไม่แน่นอนว่าจะได้

ไม่ได้ จะคุ้มไม่คุ้ม จะกำไรหรือขาดทุน ก็ไม่รู้ ถ้าอย่างนั้น ก็มีแต่เจ๊งกับเจ๊ง
งั้น ผู้บริหารต้องคิดยาว แล้วคิดแน่นอนว่า มันต้องได้แน่ๆ และเป็นความได้ที่แม้จะบอกว่า

เสี่ยงก็ตาม ลงทุนแล้วมันต้องมั่นคง ลงทุนแล้วมันต้องยั่งยืน มันต้องทำให้ชีวิตเรายืนหยัด

อยู่ได้
เหมือนกับพวกคุณเหมือนกันแหละ ถ้าได้โบนัสไปแล้ว ต้องถามตัวเองว่า จะเอาเงินโบนัส

ไปทำอะไร อย่าบอกว่า ไปซื้อหวย, อย่าบอกว่า ไปเล่นหุ้น เล่นหุ้นก็ไม่แน่ใจว่า จะได้

หรือเปล่า เดี๋ยวนี้ หุ้นก็ขึ้นๆ ลงๆ แต่ 2-3 ปีต่อไปนี้ หุ้นไทยน่าจะดีขึ้นนะ ชั้นว่า
อ้าว นี่ไม่ได้มาบอกให้คุณไปซื้อหุ้น ช. การช่าง นะ แต่คิดว่า น่าจะดี เพราะว่า อะไร
เพราะว่า ยุโรปพยายามที่จะเข้ามาลงทุนในทวีปเอเซีย เพราะมองเห็นว่า เอเซียเป็น

กระบวนการเศรษฐกิจที่เกิดใหม่ แล้วก็รวมตัวกัน มีตลาดที่ถือว่า โตได้ดี ยุโรปนั่นมันตาย

แล้ว ไม่โตแล้ว คือ ทุกอย่างมันตันแล้ว มันเหมือนกับมนุษย์ไส้ตัน หมูไส้ตัน แล้ว มันกิน

อะไรไปก็ย่อยไม่ได้แล้ว ถ้าจะย่อย จะย่อยได้ยังไง ก็ค่าแรงมันก็สูง ค่าครองชีพมันก็สูง

ทุกอย่างมันสูงหมด การลงทุนอะไรมา ก็ขายไม่ได้ เพราะว่า ของมันแพงมาก ก็ต้องหาวืธ

ีลดต้นทุน การผลิต ก็ต้องมาหาค่าแรงถูกๆ อย่างบ้ายเรา อย่างลาว พม่า เขมร งั้น การลงทุน

มันก็จะหลั่งไหล ไหลบ่าเข้ามา
งั้น พวกคุณก็จะต้องตั้งรับให้ดีว่า ได้สตางค์ไป จะหาวิธีลงทุนอะไรกับชีวิต แล้วทำให้มัน

เกิดความยั่งยืน ไม่เป็นความเสื่อม ไม่ใช่ใช้คำว่า ชนะความเสื่อมได้ แต่อย่าให้ความเสื่อม

มันล้ำหน้า นำเรา แล้วก็นำพาชีวิตเราไปสู่ความเสื่อม และจมปลักกับความเสื่อมไม่จบสิ้น

ต้องมีวิธีคิดใหม่ๆ
จำเอาไว้เลย เตือนเอาไว้เลยในหัวใจ ในสมอง ในจิตวิญญาณว่า เรากำลังเสื่อมอยู่นะ
การเตือนตัวเองอย่างนี้แหละ มันจะทำให้ชีวิตเราไม่ประมาท ไม่ล่าช้า ไม่มัวเมา และไม่ตก

อยู่ในอำนาจ ความสันหลังยาว เกียจคร้าน เพราะว่า ถึงเราสันหลังยาว เกียจคร้าน เราก็เสื่อม

แล้วก็เสื่อมๆๆ แม้เราจะขยัน มันเสื่อมไม๊ ก็เสื่อม แต่ความเสื่อมมันอยู่ข้างหลัง แต่ถ้าเรา

เกียจคร้าน สันหลังยาว ความเสื่อมมันนำหน้าเราไป
ทุกวันนี้ มนุษย์วิ่งหนีความเสื่อมได้ไม๊  วิ่งไม่ได้ หนีไม่ได้ เราบอกว่า เรามียาบำรุงความแก่

ทำให้ชีวิตกระฉับกระเฉง กระชุ่มกระชวย บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง เต่งตึง สุดท้าย มันก็

หย่อน, สุดท้าย มันก็ยาน, สุดท้าย มันก็ยืด มันหนีไม่พ้นความเสื่อม ยังไงมันก็หนีไม่

พ้น
อ้ายที่พูดนี่ เป็นปรมัตถสัจจะเลยนะ เป็นอริยธรรมชั้นสูงเลยนะ เพื่อให้เข้าใจความหมาย

ของชีวิตว่า ชีวิตต่อไปนี้ จะทำยังไง เพราะ ชั้นมาเข้าปีที่เท่าไหร่แล้ว จำไม่ได้แล้ว ที่แน่ๆ

ก็คือ ชั้นก็แก่ละ หลายคนที่นั่งอยู่นี่ ก็แก่ละ ก็เลยต้องเอาความเสื่อมมาคุยให้ฟังว่า อย่า

ประมาท อย่ามัวเมา อย่าขาดสติ ได้ปัจจัยไป ได้สตางค์ไป เค้าให้โบนัส ก็รู้จักเก็บหอมรอม

ริบเอาไว้ จะลงทุนใช้อะไร ก็ใช้ให้มันคุ้มค่า อย่าซี้ซั้ว อย่ามั่ว ไปใช้ส่งเดช แล้วก็ไม่ต้องไป

แกล้งรวยแข่งกับเค้า ใช้คำว่า แกล้งรวยแข่งกับเค้า รัฐบาลสนับสนุนให้ซื้อรถคันแรก ซื้อ

อะไรต่ออะไรคันแรก เราต้องถามตัวเราเองว่า เราอยู่กับมันได้ไม๊ เราใช้มันแล้ว เรา

สามารถที่จะไม่ลำบากเกินไปไม๊ แล้วเราจะเสื่อมหนักกว่าเก่าไม๊
ถ้ามีรถคันแรกมาแล้ว มันทำให้เกิดอาชีพใหม่ขึ้นมา เช่น อาชีพรับจ้างขนส่ง หรือว่า

บริการรถเช่า ก็ไม่เป็นไร เพราะจากความเสื่อม มันก็ได้ต่อยอดให้เกิดกำไร แต่ถ้าได้มาแล้ว

ต้องมานั่งเศร้า เฝ้าความเสื่อม แล้วก็ไปหาวิธีที่จะหาเงินมายัดใส่มัน เอาน้ำมันมาเติมมัน

ดูแลรักษามัน
ที่แน่ๆ คือ จิตเรามันเสื่อมหนักกว่าเก่าอีกนะ อ้ายวิตกจริต มันเกิดมากขึ้นอีก เราก็ยิ่งเสื่อม

หนักกว่าเก่าอีก อ้ายคนอยู่ดีๆ ฉลาด มาแช่งชักหักกระดูกตัวเองให้เสื่อมหนักกว่าเก่า นี่ มัน

คนประเภทไหน คนโลกไหน ที่ทำให้ชีวิตตัวเองทุกข์มากกว่าเก่า
อะไรที่มันบรรทุก แล้วมันทำให้เราวุ่นวาย ก็สลัดๆ มันออกไปเสียบ้าง ให้เหลือไว้แต่ ตัวกู

แท้ๆ ตัวตน แท้ๆ ที่เราจะอยู่เพื่อ กิน กาม เกียรติ โกรธ แสวงหาของที่โปรด ตามความ

เหมาะสม ตามเหตุตามปัจจัย แล้วอย่าไปทำให้ความเสื่อมมันล้ำหน้าเรา บริหารจัดการชีวิต

ให้ อย่างน้อยก็ให้ความเสื่อม มันอยู่หลังๆ เรา อยู่แถวๆ เงาด้านหลังเรา อย่าให้ความเสื่อม

มันล้ำหน้าเรา จนกลายเป็นว่า เรามองเมื่อไหร่ๆ ก็เสื่อมทั้งชาติ แล้วก็ไม่มีโอกาสเจริญ

รุ่งเรืองเลย
งั้น ไม่ว่าคุณจะได้ปัจจัยมาในวันขึ้นปีใหม่ หรือได้เงินโบนัสมาจำนวนมากมายอย่างไร หรือ

จำนวนเท่าไหร่ก็แล้วแต่ เวลาใช้ก็รู้จักคิด จะเที่ยวเตร่สำมะเลเทเมา สังสรรค์อะไรกัน ก็

ต้องนึกถึงวันข้างหน้า แบ่งปันเอาไว้ใช้บ้าง
สังเกตุดู บ่อยๆ มาก แล้วก็เยอะมาก เวลาเปิด งานสิ้นปีมาแล้วเนี่ยนะ เหมือนกับสิ้นใจเลยล่ะ

เพราะว่า มันฉลองกันหมดอีตอนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ พอเริ่มต้น ก็เอาละ เริ่มต้นกู้ละ

พอปีใหม่มาปุ๊บ เดือนแรกก็เริ่มกู้ละ อะไรอย่างนี้เป็นต้น
งั้น มันไม่ใช่บริหารความเสื่อมแล้ว เราทำให้ชีวิตเราเสื่อมหนักกว่าเก่า
งั้น ชีวิต ถ้าหากว่า จะมีการกู้ ก็ต้องถามตัวเองว่า กู้แล้วมันทำให้มันพอกพูนด้วยผลกำไรไม๊

มันมีการลงทุน แล้วทำให้เกิดความยั่งยืนต่อการกู้นั้นไม๊ ผลตอบรับออกมาแล้ว มันคุ้มทุน

ต่อการกู้หรือไม่ แต่ถ้ากู้ออกมากิน กู้ออกมาเที่ยว กู้ออกมาเสพ ที่ต้องพูดอย่างนี้ ต้องเตือน

อย่างนี้ เพราะไปบริษัทไหน ก็มีแต่ปัญหาแบบนี้ แล้วอ้ายปัญหาอย่างนี้ มันทำให้เกิดความ

เหลื่อมล้ำในองค์กรนะ เกิดความระส่ำระสายในองค์กร เพราะถ้าพนักงานมีแต่หนี้สินรุงรัง

มีปัญหา ครอบครัวแตกแยก มีปัญหา สุดท้าย ก็กลายเป็นโรคจิต พนักงานก็กลายเป็นความ

เครียด อ้ายงานที่จะได้มาเป็นกอบเป็นกำ เป็นเรื่องเป็นราว มีประสิทธิภาพ ทำแล้วเกิด

ประสิทธิผล มีสมาธิตั้งมั่นในการงานที่จะทำ ก็มัวแต่พะว้าพะวง กังวลว่า เอ๊ะ เจ้าหนี้มาหรือ

เปล่า เห็นรถมาจอดหน้าบริษัท ก็เสียวสันหลังแล้ว ไม่รู้ลูกค้าหรือเจ้าหนี้ เห็นคนเดินมา ใส่

ชุดมา ก็ เอาแล้ว เจ้าหนี้มาตามทวงหนี้
งั้น ก็ต้องระมัดระวัง ระมัดระวังในการที่จะบริหารชีวิต บริหารความเสื่อม บริหารทรัพยากร

บริหารวัตถุให้มันเหมาะสมกับสถานภาพ ฐานุรูป และกำลังสติปัญญา กำลังบริโภค ของตน

ให้มันเหมาะสมกับความสามารถด้วย ไม่ใช่บริโภค 500 แต่ความสามารถ 50 อย่าง

นี้ก็กลุ้มละ อย่างนี้ก็เสื่อมหนักกว่าเก่าอีกละ อ้ายบริโภค 50 แต่ความสามารถ 500

อ้ายอย่างนี้ก็พอจะยิ้มได้ต่อ 3 โลกละ ยิ้มได้ว่า เราชนะความเสื่อม หรือไม่ก็ ล้ำหน้าความ

เสื่อมไปได้
พูดเพื่อให้คุณได้เข้าใจในการที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปว่า เราเสื่อมอยู่ตลอดนะ อย่าจมปลักอยู่

กับความเสื่อม แล้วอย่าปล่อยให้ชีวิตสิ้นสุดอยู่กับความเสื่อม อย่าปล่อยให้ความเสื่อมล้ำ

หน้าเรา อย่าปล่อยให้ชีวิตเราเศร้าหมอง และทุรนทุรายอยู่กับความเสื่อม จนไม่มีโอกาสจะ

ดิ้นหลุดออกจากมัน ทั้งๆ ที่เค้ามีต้นแบบ มีตัวอย่างให้เราดู
หัวหน้าเรา ผู้บริหารของเรา ผู้นำของเรา เค้าก็มีวิธีคิดที่จะบริหารความเสื่อม จนสามารถที่

จะล้ำหน้าความเสื่อมไปได้ แล้วเราทำไมไม่มีวิธีคิดแบบนั้นบ้าง เป็นต้นแบบชีวิต เป็นวิถีคิด

ชีวิตที่จะนำพาชีวิตไปสู่ความเจริญแบบชนิดที่ความเสื่อมตามหลังได้ ทำไมเราไม่ทำ
นี่คือ สิ่งที่อยากฝากเอาไว้ในวันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่
สรุปรวมๆ ก็คือ เมื่อเรามีจ่าฝูงที่ดีแล้ว มีความรู้ความสามารถแล้ว มีวิธีคิดที่แตกต่างจาก

เราแล้ว เราก็ต้องมีวิธีคิดที่อย่าทำตัวเป็นไม้เลื้อยที่จะพันหลักอยู่ตลอดเวลา ต้องยืนหยัด

ด้วยลำแข้งตัวเอง
องค์กร ที่ยั่งยืนอย่างยาวนาน ก็คือ ทุกคนที่อยู่ในองค์กร ต้องเป็นไม้แก่น ทุกคนต้องเป็น

ไม้แก่น แต่ถ้าทุกคนเป็นไม้เลื้อย องค์กรนั้นไม่ยั่งยืน เพราะอาศัยหลักอยู่ต้นเดียว เดี๋ยว

หลักก็ผุ เพราะมันเสื่อม เพราะหลักทุกต้นเสื่อมหมด เสื่อมด้วยวัย เสื่อมด้วยความคิด เสื่อม

ด้วยสติปัญญา เสื่อมด้วยกำลังวังชา เสื่อมด้วยทรัพยากร มีเหตุปัจจัยเสื่อมเยอะแยะมากมาย
เพราะสุดท้าย มันก็จบลงตรงคำว่า เสื่อม, กับ เสื่อม, กับ เสื่อม
นี่ ไม่ได้มาพูดเพื่อให้คุณเศร้าหมอง จิตใจหดหู่ หรือ แช่งชักหักกระดูก แต่พูดถึงความเป็น

จริง เป็นปรมัตถธรรม เมื่อเข้าใจความหมายนี้ เราจะทำตัวอย่างไรที่จะพยุงองค์กรนี้ สนับ

สนุนตัวเอง การสนับสนุนตัวเองให้แข็งแรง นี่แหละ คือ การทำให้องค์กรแข็งแรง เพราะเรา

เป็นจุลภาคหนึ่ง อย่าไปดูถูกว่า จุลภาคหนึ่งไม่มีคุณค่า ไม่มีประโยชน์ แล้วจุลภาคนั้น ยืน

ได้ด้วยตัวเอง มหาภาคก็ยืนได้ด้วยตัวเอง และถ้าทุกจุลภาคมันยืนได้ด้วยตัวเองแน่นอน

อย่างมั่นคง อย่างยั่งยืน เมื่อรวมตัวกัน ก็กลายเป็นมหาภาค เป็นมหาชนที่ยั่งยืนอย่างมั่นคง

ได้
นั่นคือ สิ่งที่อยากบอกไว้ แล้วทั้งหมดก็มาจากวิธีคิด บริหารความเสื่อม บริหารทรัพยากร

บริหารวัตถุ แม้ที่สุด ก็บริหารโบนัส ว่า เราจะบริหารมันยังไงที่ให้มันอยู่ได้อย่างยาวนาน

ถ้าจะเป็นการลงทุน มันก็ต้องคุ้มทุนด้วย ต้องรู้ว่า ลงแล้วมันให้ผลตอบรับอย่างยั่งยืนด้วย
เอาละ จบ เดี๋ยวคุณเครียด พูดเรื่องจริงเยอะไปหน่อย อาจจะเครียดก็ได้ เลยเปิดโอกาสให้

ถามปัญหา เชิญ
ปุจฉา      ในดินแดนที่เป็นประเทศไทย จะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จมาบังเกิดหรือไม่
วิสัชนา       ทำไม อย่ารู้จักท่านเหรอ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะอุบัติบังเกิดในดินแดนไหน

ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย และเหตุปัจจัยเหล่านั้น ก็คือ กลียุคทั้ง 4 ธาตุกลียุค สัตว์กลียุค วัตถุกลี

ยุค อากาศกลียุค
ธาตุกลียุค นี่มันหมายถึง กระบวนการที่ธรรมชาติมันแปรปรวน ถ้าเราเชื่อกันว่า พระผู้มี

พระภาคเจ้าทรงอุบัติขึ้น เพื่อจะช่วยสรรพสัตว์ ปลดเปลื้องสรรพสัตว์ให้พ้นจากความทุกข์

ของกลียุคทั้งหลาย งั้น ต้องเกิดกลียุคเหล่านี้
ถามว่า เมื่อกลียุคเหล่านี้ มันเกิดนี่ มันจำเป็นต้องอยู่ในเมืองไทยไม๊, ไม่จำเป็น ถ้าเมือง

ไทยยังไม่มี กลียุค ก็ยังไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ใหม่ แต่ถ้าเมืองไทย หรือว่า ในโลก

ใบนี้ มันมีกลียุคทั้ง 4 ปรากฏขึ้นในที่หนึ่งที่ใด กลียุคอันนั้น จนทำให้พระมหาโพธิสัตว์

ต้องจุติลงมาอุบัติ เพื่อช่วยเหลือปลดเปลื้องสรรพสัตว์ แต่ว่าสัตว์ที่เกิดในกลียุคนั้น ต้องเป็น

สัตว์ที่คู่บุญบารมีกับพระมหาโพธิสัตว์ด้วยนะ ไม่ใช่ว่า ไปเกิดในเอธิโอเปีย ก็กลียุค ทำไม

ไม่เห็นมีพระพุทธเจ้า ก็เอธิโอเปียไม่เคยใส่บาตรนี่ เอธิโอเปียไม่เคยทำบุญ เอธิโอเปียไม่

เคยฟังธรรม อย่างนี้
งั้น ก็ต้องเป็นสัตว์ที่คู่บุญบารมีกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดขึ้น อุบัติขึ้น ไม่ใช่ง่าย เพราะต้องสั่งสมบารมีธรรม เป็นพระ

มหาโพธิสัตว์
เป็นพระมหาโพธิสัตว์ นี่ต้องแสดงธรรม ต้องโปรดสัตว์ ต้องช่วยเหลือสรรพสัตว์ และสัตว์

ที่ได้รับการโปรดนี่แหละ จะต้องไปเกิดเป็นคู่บุญบารมีอยู่ในยุคที่พระองค์ตรัสรู้เป็นพระ

สัมมาสัมพุทธเจ้า
เหมือนๆ กับพวกคุณน่ะ เอ้า ชั้น เป็นผู้ปรารถนาโพธิสัตว์ ปรารถนาพุทธภูมิ แล้ววันนี้ ชั้น

มาแสดงธรรมกับพวกคุณ ใช่ไม๊ วันหนึ่งถ้าคุณฟังธรรมชั้น ขณะหนึ่งที่คุณฟังธรรมชั้น

แล้วคุณรู้สึกชอบใจในธรรมของชั้น มีความศรัทธาตั้งมั่น จิตสงบระงับ นั่นแหละ คุณกลาย

เป็นบริษัทบริวารชั้นละ เป็นสาวกภูมิชั้นละ
ถึงเวลา ชั้นไปอุบัติบังเกิดเป็นพระผู้มีพระภาคเจ้าในอนาคตกาล แล้วถ้าคุณยังไม่ได้ตรัสรู้

เป็น หรือ ยังไม่ได้บรรลุธรรมใดๆ เลย คุณจะต้องตามไปเกิดในยุคนั้น แม้คุณจะไม่อยาก

ก็ต้องเกิด แม้คุณไม่ต้องการ ก็ต้องเกิด เพราะ เค้าเรียกว่า อะไร บุพเพกตบุญญตา บุญ

อันทำมาแล้วแต่กาลก่อน เรียกว่า มีวาสนา ต่อกัน
เหมือนอย่างพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงอุบัติบังเกิดแล้ว อุปกาลชีวก เกิดพร้อมพระพุทธเจ้า

เคยเกิดพร้อม เหมือนกับ ถามว่าทำไม ก็ชั้นแสดงธรรม คุณนั่งฟัง แต่คนที่ไม่อยากฟัง ก็

เดินหนี อย่างนี้เป็นต้น นี่เรียกว่า เกิดพร้อม พอเดินหนีแล้ว พวกนี้วันข้างหน้า ชั้นมาอุบัติ

บังเกิดมาเป็นพระพุทธเจ้า ชั้นแสดงธรรม คุณบรรลุธรรม แต่คนเดินหนีบรรลุได้ไม๊,

ไม่ได้ ก็เหมือนกับอุปกาลชีวก
อุปกาลชีวก เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงธรรม ก็ส่ายหน้า ไม่สนใจฟัง เดินหนี ประมาณ

นี้แหละ
งั้น บอกไม่ได้หรอกว่า ในประเทศไทยนี้ จะมีพระพุทธเจ้าหรือไม่ แต่บอกได้ว่า ใน

ประเทศไทยนี้ มีพระอริยเจ้า มีพระมหาโพธิสัตว์เจ้า และพระมหาโพธิสัตว์เจ้า พระองค์

ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐของพวกเราองค์หนึ่งที่เรายังได้เห็นอยู่ ก็คือ พระบาทสมเด็จพระ

เจ้าอยู่หัว ท่านมีคุณดั่งพระมหาโพธิสัตว์ จบ (สาธุ)
ปุจฉา        เมื่อวิญญาณออกจากร่าง จะไปจุติใหม่ทันทีตามกรรมของแต่ละคน แล้ว

วิญญาณที่ยังไม่ได้ไปจุติ ยังวนเวียนอยู่ เพราะอะไร จัดอยู่ในประเภทใด
วิสัชนา      จะรีบไปไหน ยังไม่ได้ฉลองปีใหม่เล๊ย รอก่อนซี้ เออ แม้วิญญาณที่ยังไม่ได้ไป

เกิด คือ ออกจากร่าง ก็เกิดแล้ว จะบอกว่า ไม่ได้เกิดไม่ได้ ส่วนจะเกิดเป็น สัตว์เดรัจฉาน

เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัมภเวสี เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นพรหม ก็ถือว่า เป็นไปตาม

เหตุปัจจัยของกรรม พลังกรรม กรรมพาไป อ้ายที่บอกว่า ล่องลอย ก็ถือว่า เป็นการเกิดชาติ

ภพหนึ่งนะ เรียกว่า สัมภเวสี
ถามว่า กรรมอะไรที่ทำให้เกิดอย่างนั้น ก็กรรมที่พรากลูก พรากแม่ พรากเมีย พรากผัว

พรากครอบครัว ก็ทำให้เกิดเป็นสัมภเวสีได้ จบ (สาธุ)
พิธีกร      ใครมีคำถามอีกไม๊ครับ
หลวงปู่        ไม่ถามแล้ว เพราะออกจากร่างไปแล้ว วิญญาณออกจากร่างไปแล้ว จะไปถาม
พิธีกร         จะถามสดก็ได้ครับ มีไมค์ลอยอยู่
หลวงปู่       นี่ มาทั้งหมดหรือเปล่าเนี่ย ชั้นรู้สึกว่า ปีนี้จะน้อยๆ นะ เพราะโต๊ะข้างหน้านี่

ว่างเลย
พิธีกร       เกือบทั้งหมดครับ บางคนยังติดงานที่  Site งานน่ะครับ ไม่ว่าง
หลวงปู่       อ๋อ คุณยังมีงานในเมืองไทยด้วยเหรอ
ผู้เข้าฟัง       มีครับ เยอะเลยครับ
หลวงปู่        เหรอ เห็นคุยกับชั้น ฟังว่า ที่ลาว นึกว่า มีแต่งานที่ลาว เอ้า ใครจะถามอะไร

เชิญ
ปุจฉา        การ download เพลง หรือ หนัง หรือ software ที่มีลิขสิทธิ์ ถือ

เป็นบาป ผิดศีลข้อ 1 แล้วการซื้อของ copy เช่น แว่นตา กระเป๋า หรือ ของใช้ต่างๆ ที่

เลียนแบบจากของ brand name ถือเป็นบาปหรือไม่ มากน้อยเพียงใด
วิสัชนา         นี่ จะถามด่าตัวเอง หรือด่าข้างๆ หรือด่าทั้งห้อง เออ ศีลข้อนี้ มันอยู่ที่เจตนา

ถ้าคุณไม่มีเจตนาจะลักขโมย ไม่ถือว่า ผิด แต่ถ้ามีเจตนา เหมือนตัวอย่างเช่น คนเค้าเดิน

นำหน้าคุณ แล้วเค้าทำทองตก คุณก็ทำเดินไป แล้วเอาเท้าเหยียบ แล้วก็ยืนอยู่กับที่เฉยๆ

พอเค้าไปลับตา ก็ก้มลงเก็บ อย่างนี้ เค้าเรียกว่า ลักซ่อน ในกรณีของคุณ เค้ามีเสียงอะไร

ต่ออะไร ชั้นไม่เคยรู้ เพราะชั้นเปิดไม่เป็น ยังไม่รู้วิธีใช้ เค้าใช้ยังไง
แต่ถ้าเป็น ใช้ของหนีภาษีก็ตาม เลียนแบบ ลอกเลียนแบบก็ตาม รวมทั้งมันผิดกฏหมาย

ลิขสิทธิ์ก็ตาม ทั้งหมดนี่มันอยู่ที่เจตนา ถ้าคุณมีเจตนาที่จะขโมยของเค้า หยิบของเค้า ลัก

ของเค้า ลอกเลียนแบบเค้า แล้วก็ คิดว่า มันเป็นสมบัติของคุณโดยธรรม ถ้าอย่างนี้น่ะ ผิด
แต่ถ้าไปซื้อของเค้าวางขาย เออ ถูกดีนะ ไม่สนใจว่า มันจะเป็นยี่ห้ออะไร หรือแม้รู้ยี่ห้อ ก็

ไม่สนใจว่า มันจะผิดลิขสิทธิ์หรือไม่ผิดลิขสิทธิ์ หรือลอกเลียนแบบ หรือไม่ลอกเลียนแบบ

คิดว่า ซื้อมาใช้แล้วให้ประโยชน์ตนมาใช้ ก็ถือว่า จบ อย่างนี้ ไม่ผิด ไม่ผิดศีล
นี่ ไม่ได้พูดอย่างนี้ เพื่อสนับสนุนให้คุณไปซื้อของลอกเลียนแบบ แต่มันธรรมดาน่ะ คน

เราพยายามที่จะพัฒนาความเสื่อม คือ รู้ว่าเราเสื่อม ก็ไม่อยากจะให้คนอื่นมามองว่า เรา

เสื่อม ก็เลยใช้ของ brand name ซึ่งมันอาจจะไม่ถูกต้องนัก แต่ก็พยายามที่จะใช้

เพื่อจะยกฐานะ ยกระดับตัวเอง โดยเจตนาที่ไม่ได้ต้องการจะลักขโมย ไม่ผิด แต่ถ้าโดย

เจตนาที่ต้องการลักขโมย ผิด โดยเจตนาที่เห็นว่า อันนี้มันเป็นของ brand name

มันเป็นของลอกเลียนแบบ ของ copy เราก็รู้อยู่แก่ใจว่า เป็นของลอกเลียนแบบ ของ

copy แล้วก็ เอ้อ ดีนะ ดีกว่าซื้อของจริงเพราะมันถูกกว่า แล้วก็ยินดีในกระบวนการใช้

นั้นด้วย ถ้าอย่างนี้ ผิด
ดีนะ ดีกว่าซื้อของจริง เพราะมันถูกกว่า นี่แสดงว่า ยินดีละ ยินดีที่จะเกิดการลอกเลียนแบบ

เพราะมีคำว่า ดีนะ ดีกว่าซื้อของจริง ใช่ไม๊ มันมีการเปรียบเทียบละ
แต่ถ้าไปซื้อมา แล้วก็ใช้ เพราะมันถูกเฉยๆ อย่างนี้ไม่ถือว่า ผิด
อันนี้ มันเป็นความละเอียดอ่อนว่า มันอยู่ที่เจตนา
แล้วถามว่า มันผิดกฏหมายไม๊ คนใช้คงไม่ผิดกฏหมาย แต่คนขาย คงผิด จบ (สาธุ)
ปุจฉา      การทำบุญที่จะได้บุญจริงๆ ควรทำอย่างไร
วิสัชนา       อืม  ทำกับ ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ  ทำกับผู้ที่เป็นเนื้อนาบุญของโลก เป็นบุญ

ญเขต แล้วผู้ที่เป็นเนื้อนาบุญ บุญญเขต ก็คือ ผู้ที่มีศีลบริสุทธิ์ เหมือนกับที่มีคนเค้าพูด ถาม

เค้าว่า ไปไหนมา ไปทำบุญ ไปที่ไหน บ้านพักคนชรา, ไปไหนมา ไปทำบุญ ไปเลี้ยง

เด็กกำพร้า, ไปไหนมา ไปทำบุญ ไปปล่อยปลา อย่างนี้ ไม่ใช่เรียก ทำบุญนะ
เพราะว่า ปลาไม่ได้มีศีล บ้านพักคนชรา คนชรา มีศีลกี่ข้อ เอ้า ถ้ามีศีลมากกว่าเด็กกำพร้า

ก็ถือว่า ศีลข้อหนึ่งก็ถือว่า เป็นผู้มีบุญละ ถ้าเราไปให้เงินขอทาน และขอทานตระบัดสัตย์

ไม่มีศีล ก็ไม่ได้ถือว่า ทำบุญ เพราะงั้น บุญในที่นี้ ท่านเอาศีลเป็นประมาณ เอาศีล สมาธิ

และปัญญา ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า กำชับไว้

เลยว่า ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า คือ ผู้ที่เป็นเนื้อนาบุญนั้น ต้องมีศีล สมาธิ และปัญญา จบ (

สาธุ)
พิธีกร     มีใครมีคำถามเพิ่มเติมไม๊ฮะ
หลวงปู่    มีไม๊ เออ ปีนี้ ดีนะ ปีนี้ ดี ไม่มีคำถามอะไรแปลกๆ ทำให้ผู้บริหารสะดุ้ง เพราะปี

ที่แล้วมา มีการถามกระทบกระเทียบ เปรียบเปรย เอ้า ใครอยากถามอะไร เชิญ ท่านผู้

บริหารจะถามบ้างก็ได้นะ เผื่อจะสงสัยพฤติกรรมของบริษัทบริวาร หรืออยากให้

บริษัทบริวาร มีพฤติกรรมให้เป็นประมาณไหนอย่างไร
เปิดใจกันฟังบ้างก็ได้ เพราะว่า การอยู่รวมกัน ถ้ารู้จักใจกัน มันก็จะเข้าใจกัน แล้วก็จะทำให้

ทำอะไรได้ง่ายขึ้น เรียกว่า มองตาก็รู้ใจ แล้วการงานมันก็จะสำเร็จได้ง่าย
ทำอะไร ถ้ามันประกอบไปด้วยหัวใจ มันละเมียดละมัย เรียบร้อย แล้วมันก็สุขุม รุ่มรวย

ไปด้วยความสำเร็จ แต่ถ้าทำอะไรอย่างไม่รู้ใจ มันจะทำแบบหยาบๆ ลวกๆ แล้วสุดท้าย สิ่ง

ที่ได้มา ก็คือ ปัญหา อาจจะมีผลสำเร็จสักครึ่งหนึ่ง แต่อีกครึ่งหนึ่งเป็นปัญหา แต่ถ้าเลือกได้

เลือกไม่เอาปัญหา ผู้บริหารทั้งหมด อยากเลือก ไม่เอาปัญหา เพราะมีปัญหาแล้วมันเครียด

มีปัญหาแล้วมันต้องมานั่งแก้ เสียเวลา
ทั้งหมด นี่มันแก้ได้ด้วยการเปิดใจ ให้เข้าใจ ให้รู้ใจ รู้จักใจ เมื่อ เข้าใจ รู้ใจ รู้จักใจ มันก็เท่า

กับว่า เรารู้เค้า รู้เราละ ทีนี้ เราก็จะบริหารจัดการได้ง่ายขึ้น ทำการงาน ก็จะทำด้วยหัวใจ
พะรพุทธเจ้าจึงบอกว่า มโนปุพพังคมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา การทั้งหลาย มีใจเป็น

นาย มีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นหัวหน้า ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ งั้น ถ้าได้ด้วยใจ เรามีกำลังใจ

มันทำให้เกิดกำลังใจนะ ถ้ารู้จักใจ เข้าใจกัน มันทำให้เกิดกำลังใจ
กำลังใจนี่ มันเป็นแรงบันดาล ให้เกิดกำลังกายที่แข็งแรง ที่เข้มแข็ง แล้วก็ที่เคร่งครัด เข้ม

งวดได้มากขึ้น
พิธีกร      มีคำถามมาเพิ่มครับ
หลวงปู่     ว่า
ปุจฉา      โลภ โกรธ หลง เป็นสาเหตุแห่งความทุกข์ มีวิธีการเจริญสติอย่างไร จึงจะพ้นทุกข์
วิสัชนา     อืม โลภ โกรธ หลง นี่เป็นสาเหตุแห่งความทุกข์ มันไม่ใช่แค่อย่างเดียวนะ โลภ

โกรธ หลง ก็เป็นสาเหตุของความทุกข์ได้ ใช่ แต่มันมี ชาติปิ ทุกขา ชราปิ ทุกขา มะระณังปิ

ทุกขัง มีการเกิด การแก่ ความเจ็บ แล้วก็ความตาย ก็เป็นทุกข์ โลภ โกรธ หลง ไม่ใช่สาเหตุ

ของความทุกข์อย่างเดียว มีเกิด มีแก่ มีเจ็บ มีตาย แล้วก็ มีความร่ำไรรำพัน ความไม่สบาย

กาย ไม่สบายใจ ก็เป็นสาเหตุของความทุกข์
ทีนี้ อ้าย โลภ โกรธ หลง นี่มันเป็นทุกข์จร เพราะว่า มันเป็นแขกแปลกหน้า แต่อ้าย ชาติปิ

ทุกขา  มะระณังปิ ทุกขัง นี่ อ้ายความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ความ

พลัดพรากจากของรัก ของชอบใจ มันเป็นทุกข์ประจำนะ ประจำไม๊ ทุกวันนี้ อยู่เป็นทุกข์ไม๊

นั่งนานๆ ก็เป็นทุกข์ นั่งนานไปก็เป็นทุกข์ เอ้า ยืน ยืนนานไปก็เป็นทุกข์ กินมากไปก็เป็น

ทุกข์ ไม่ได้กินก็เป็นทุกข์ กินเยอะผิดปกติก็เป็นทุกข์ เดี๋ยวก็เกิดโรค
เพราะงั้น ชาติเป็นทุกข์, ชรา คนแก่ เป็นทุกข์ไม๊ คนแก่ก็มากทุกข์, มรณัง อ้าว คนที่

รักตายเสียแล้ว เป็นทุกข์อีกแล้ว งั้น ทุกข์เหล่านี้ เป็นทุกข์ประจำ ซึ่งเราชินชากับมัน เราอยู่

กับมันจนกลายเป็นความคุ้นเคย แล้วคบมันเป็นเพื่อนสนิท จริงๆ แล้วมันเป็นศัตรูตัวร้ายกาจ

แล้วเราก็ไปให้น้ำหนักกับความทุกข์ที่ได้มาจาก รัก โลภ โกรธ หลง ซึ่งอ้ายทุกข์อย่างนั้น

มันเป็นทุกข์นอกบ้านนะ ถ้าจะเปรียบแล้ว มันเป็นทุกข์นอกบ้าน อ้ายทุกข์ในบ้าน ก็คือ ที่

เราอยู่ทุกวันนี้ อ้ายร่างกายเรามันเสื่อมลงๆๆ มันทุกข์ทุกวันน่ะ ปวดท้องขี้ก็เป็นทุกข์ ปวด

ท้องเยี่ยวก็เป็นทุกข์ หิวก็เป็นทุกข์ กระหายก็เป็นทุกข์ ร้อนก็เป็นทุกข์ หนาวก็เป็นทุกข์ นี่

มันทุกข์ในบ้านนะ ทุกข์ที่เกิดมีอยู่ประจำ อยู่เนืองนิจ อยู่ตลอดเวลา เกือบทุกลมหายใจเข้า

ออก
ทุกข์ นี่มันยิ่งใหญ่มาก อ้าย รัก โลภ โกรธ หลง, อ้ายรัก ถ้าไม่มีคนให้รัก มันจะเป็น

ทุกข์ทำไม ถูกไม๊ มันก็ไม่ได้ต้องทุกข์, อ้าว มันไม่มีอะไรจะไปโลภ ก็ไม่ต้องทุกข์อีก,

ไม่มีใครมายั่วให้โกรธ ก็ไม่ต้องทุกข์อีก เห็นไม๊ มันเป็นทุกข์นอกบ้าน
งั้น อย่าไปใส่ใจอ้ายทุกข์นอกบ้านมากกว่าทุกข์ในบ้าน แล้วการที่จะรู้จักทุกข์ในบ้านให้ได้

มาก ก็ต้องรู้จักชีวิต
หลวงปู่สอนกรรมฐานลูกศิษย์ แล้วก็บอกเค้า เรื่อง หัวใจกรรมฐาน ให้เค้าท่องด้วยว่า เรียน

รู้ชีวิต ศึกษาวิชา ลุถึงปัญญา นำพาชีวิต จบกรรมฐาน ไม่ต้องเรียนรู้เรื่องอื่นเลย เรียนรู้ชีวิต

เรา
การเรียนรู้ชีวิตเรา มันทำให้เราเข้าใจว่า เราทุกข์ เราเสื่อม แล้วความทุกข์มันมีอยู่เป็นอาจินต์

เราต้องแก้ไขมันอย่างไร แล้วก็อยู่กับมันอย่างไร แล้วก็ไม่ปล่อยให้มันครอบงำเรา จนกลาย

เป็นว่า เราไม่มีอิสระในการดำรงค์ชีวิตหรือไม่ ต้องหาวิธีคิดกับมัน เรียนรู้ชีวิต
ศึกษาวิชา, อะไร คือ วิชา, วิชาที่อยู่ทั้งภายในแล้วก็ภายนอก
หลวงปู่ เขียนบทโศลกไว้บทหนึ่งว่า ลูกรัก คนฉลาด ใช้กิเลส โลภ โกรธ หลง เป็นกิเลส แต่

ถ้าเราฉลาด เราใช้มัน, คนโง่ โดนกิเลสใช้ โลภ โกรธ หลง มันก็จะครอบงำเรา คุณปลิวฯ

ไปทำเขื่อนน้ำเทินที่ลาว, โลภไม๊, กล้าหน่อยสิ, กล้าๆ หน่อย, เอ้า โลภไม๊, แอะ

เสียงดังหน่อย, แต่ฉลาดใช้ไง
ชั้นถามก่อนเข้ามาในห้อง คุณปลิวฯ คุณไปลาวบ่อยไม๊, นานๆ ไปทีครับ, โอ้ แสดงว่า

คุณปลิวฯ เค้าฉลาด เค้าไม่ได้ไปนั่งเฝ้า นอนเฝ้ามันทั้งวัน นั่นแสดงว่า โดนกิเลสครอบล่ะ

แต่เออ ทำเพราะว่า มีหน้าที่ทำ เรียกว่า ฉลาดทำ เออ ทำไป๊ มีหน้าที่ทำ เรามีหน้าที่

คุมนโยบาย ไม่ต้องเครียดอะไรกับมันมากมาย คนฉลาด ใช้กิเลส คนโง่ โดนกิเลสครอบ

โดนกิเลสใช้
งั้น ความโลภ ดีไม๊, ถ้าไม่ดี คุณก็ไม่มานั่งตรงนี้หรอก เห็นไม๊ เค้าก็ไม่จ้างคุณด้วย คุณ

ปลิวฯ ก็ไม่ต้องมาจ้างคุณ คุณปลิวฯ ก็ไม่ต้องนิมนต์ชั้นมานั่ง
สรุปแล้ว ความโลภ ดีถ้าฉลาด อ้ายที่เรามีตึกรามบ้านช่อง นี่โลภไม๊, อ้ายที่มีเสื้อผ้าใส่ นี่

โลภไม๊, ลองไม่โลภดูสิ ได้เดินแก้ผ้าลงไปละ เออ เพราะฉะนั้น โลภทั้งนั้นแหละ มีผัวมี

เมีย นี่โลภไม๊ ลองไม่โลภดูสิ อยากจะไม่โลภเหมือนกันล่ะค่ะ เพราะฉะนั้น โลภทั้งนั้นแหละ
มันเกิดจากอะไร ก็มันเกิดจากตัณหา ความทะยานอยาก
ทีนี้ เราฉลาด เราก็จะบริหารตัณหา ความอยาก, ฉลาด ก็จะบริหารความโลภ, ฉลาด

ก็จะบริหารความโกรธ, ฉลาด ก็จะบริหารความหลงได้ เราก็ทำตามเหตุตามปัจจัย แต่ถ้า

เราโง่ปุ๊บ มันครอบเราเลย ฆ่าตัวตาย โอ๊ย คนรักไม่ยอม เมื่อเช้า อ่านหนังสือพิมพ์ แค่

ภรรยาไม่ให้นอนกอด ผูกคอตายซะเลย เนี่ย โง่หรือฉลาด (โง่) เออ เนี่ย เห็นไม๊ คนโง่

โดนกิเลสครอบ โดนกิเลสใช้
เพราะงั้น สำคัญที่สุด คือ สติปัญญา ทำยังไงก็ได้ ให้ฝึกสติปัญญาให้ได้มากๆ
หลายปีที่ผ่านมานี่ ชั้นสอนกรรมฐานนี่ ชั้นไม่ได้สอนเรื่องอื่นเลย สอนแต่เรื่อง สติกับปัญญา

ชั้นถือว่า เป็นหัวใจในการพ้นทุกข์ได้ และเป็นหัวใจในการดำรงค์ชีวิตอยู่ได้
ส่วนสมาธิน่ะ มันเป็นเครื่องมือในการดำรงค์อยู่ เพราะคุณทำการงาน จะตั้งมั่น ยั่งยืน ต้อง

อาศัยสมาธิ แต่มันไม่ได้ทำให้พ้นทุกข์ มันไม่ได้ทำให้มีอำนาจครอบงำ รัก โลภ โกรธ หลง
ดีไม่ดี อาจจะโดนครอบงำด้วยอำนาจ รัก โลภ โกรธ หลง ด้วยซ้ำ เหมือนอย่างคำกล่าวที่

บอกว่า ดาบส อดเหาะ เค้าฝึกสมาบัติ จนได้สมาบัติ 8 เหาะเหินเดินอากาศได้ มีสมาธิแก่

กล้ามาก มีจิตตานุภาพมหาศาล ไปอยู่ป่าหิมพานต์ กลับออกมา จะบิณฑบาตร เหาะผ่าน

สวนของพระราชา เห็นน้องหญิงกำลังแก้ผ้า โดดน้ำตูมๆ อุ๊ย อยู่ป่ามาหลาย 10 ปี ไม่เคย

เห็นอะไรปานนี้ ขาวอวบอึ๋ม ญาณหด ตกตุ๋ม ลงน้ำไปเลย ขากลับ เดินย่ำต๊อกกลับ เหาะไม่

ขึ้นแล้ว ญาณมันหมดไง สมาธิมันเคลื่อน กิเลสมันครอบไง เห็นไม๊
งั้น สมาธิ ชั้นไม่ได่ฝึก แต่ถามว่า มันดีไม๊ ดีสำหรับการงานและการดำรงค์ชีวิต แต่มันไม่

สามารถทำให้เราพ้นทุกข์ได้ มันแค่ครอบงำ คือ สะกดทุกข์ได้ในระดับหนึ่ง เค้าเรียกว่า

เมื่อไรที่เราอยู่ในองค์ฌาน มันจะสะกดทุกข์ได้ในระดับหนึ่ง
พระพุทธเจ้า เรียกวิธีนี้ว่า วิกขัมภนปหาน การข่มด้วยอำนาจฌาน ไม่ใช่ สมุจเฉทปหาน คือ

การตัดขาดด้วยอำนาจสติปัญญา ไม่ใช่ จบ (สาธุ)
หลวงปู่    หมดยัง
พิธีกร       หมดแล้วครับ
หลวงปู่       หมด ก็เลิก, ถามอะไรไม๊ มีใครถามอะไรไม๊, ปีใหม่ อยากได้พรอะไร

เอ่ย, พรไม่อยากได้ค่ะ อยากได้โบนัส
จำไว้ว่า สวรรค์ เทวดา ฟ้าดิน ให้พรเราเสมอ ให้พรเราทุกเวลา ปัญหาของมนุษย์ ก็คือ

พยายามทำตัวเป็น หม้อคว่ำ กะละมังรั่ว โอ่งแตก โอ่งแตกไม่พอ แล้วยังจับคว่ำอีกต่างหาก

พร มันก็เลยไม่หลั่งไหลเข้ามา
เพราะงั้น ถ้าเราอยากเป็นผู้ที่ควรจะรับพรเข้ามา จากสวรรค์ เทวดาและฟ้าดิน เพียงแค่ง่าย

มาก ก็คือ ทำตัวให้เป็นผู้อ่อนน้อม ถ่อมตน อย่ายะโส อย่าอวดดี อย่าจองหอง เป็นคนกตัญญู

รู้คุณ กตเวทิตา ตอบแทนคุณ
สิ่งสำคัญที่สุด คือ พ่อแม่ของเรา ชีวิตเรา ถ้าขาดท่าน เราก็ไม่มีตัวเรา แค่นี้ เราก็จะได้พร

จากสวรรค์และฟ้าดินละ อยู่ที่ไหนก็สำเร็จประโยชน์ คิดหวังสิ่งใดก็ได้ดั่งใจหวังเสมอ ไม่

ต้องไปคิดถึงคุณธรรมใหญ่โตมโหฬารสูงส่งมากกว่านี้ เอาแค่คุณธรรม คุณสมบัติของ

ความเป็นมนุษย์ ที่เรียกว่า นิมิตตัง สาธุรูปาณัง กตัญญู กตเวทิตา เครื่องหมายของคนดี มี

สิ่งนี้ คุณจะได้พรจากสวรรค์ เทวดา และฟ้าดิน อ่อนน้อม ถ่อมตน อย่ายะโส อวดดี อย่า

ทรนง จองหอง
เหมือนที่หลวงปู่ เขียนบทโศลกสอนลูกหลานไว้ว่า ลูกรัก ระหว่างต้นหญ้ากับต้นยาง ถ้าพ่อ

ยังมีสติปัญญาและไม่บ้า พ่อไม่เลือกเป็นต้นยาง แต่ชอบเป็นต้นหญ้า เพราะต้นยาง มันสูง

กว่าหญ้าก็จริงแหละ แต่ลมพัดมา เดี๋ยวมันก็โค่น เดี๋ยวมันก็เอน เดี๋ยวมันก็หัก ฟ้าผ่าก็

สะเทือน กิ่งก็หัก แต่หญ้าเนี่ย มันลู่หางไป ลมมาก็ลู่ ลมไปก็ตั้ง มันก็อยู่ของมันได้ แล้วชั่ว

ชีวิตหลวงปู่ ไม่เคยเห็นเขาขึ้นยอดหญ้า  หรือ บ้านใครมีเขาขึ้นยอดหญ้า เออ มีแต่หญ้าขึ้น

ยอดเขา
เพราะฉะนั้น เป็นต้นหญ้า มีเสรีภาพ มีอิสระ แล้วเป็นตัวของตัวเอง อ่อนน้อม ถ่อมตน
นั่นคือ หัวใจสำคัญ
หลวงปู่เขียนบทโศลกเรื่อง ความอ่อนน้อม ถ่อมตน ไว้เยอะมาก หลายบท แม้กระทั่งบท

เรื่อง ลูกรัก เจ้าจะรู้หรือไม่ว่า ทำไม รวงข้าวยิ่งสุก ยิ่งโค้งคำนับแผ่นดิน เคยสังเกตุเห็นรวง

ข้าวไม๊ ทั้งๆ ที่มันเลี้ยงสรรพสัตว์ เลี้ยงชีวิตสรรพสัตว์ มันให้ต่อสรรพสัตว์ แต่มันสุก มัน

กลับโค้งคำนับต่อแผ่นดิน ก็คือ มันให้ประโยชน์ แล้วไม่มุ่งหวังว่า จะทวงบุญคุณใครไง
มันกำลังสอนอะไรเรา
คือ ให้ โดยใจไม่ได้มุ่งหวังว่า แกจงจำชั้นนะ ไม่ใช่
งั้น วิธีที่จะให้อะไรใคร ก็จงมีความรู้สึกว่า เออ เราให้ เพราะจิตใจเบิกบาน แช่มชื่น เราให้

เพราะทำลายความตระหนี่ ความคับแคบ ความเอาเปรียบ ความเห็นแก่ตัว ความอิจฉาของ

ตัวเราให้มันลดลง ด้วยการให้ การบริจาค แล้วเราก็ อ่อนน้อมถ่อมตน
ส่วนใหญ่ ผู้ให้ มักจะยะโส อวดดี ทรนง จองหอง เราก็จะต้องไม่เหมือน ไม่เป็นอย่างนั้น

ต้องเป็นดั่งรวงข้าวที่มันเลี้ยงชีวิตสัตว์ แต่มันไม่เคยทวงคุณต่อสัตว์เลย อย่างนี้เป็นต้น
นี่คือ คุณลักษณะพิเศษของผู้ที่วิเศษ ผู้ที่สำเร็จประโยชน์ ผู้ที่อยู่ในโลกได้อย่างมีอิสระ และ

เสรีภาพ จำเอาไว้
เอาละ ให้ทุกท่าน รุ่งเรือง ร่ำรวย โชคดี มีอายุยืน สุขภาพแข็งแรง แล้วพรใด ที่ท่านมุ่งหวัง

ในวันปีใหม่และส่งท้ายปีเก่า แล้วมีต่อไปตลอดทั้งปี 56 นี้ ขอพรเหล่านั้น จงสถิตย์สถาพร

หลั่งไหลพรั่งพรูเข้ามาสู่จิตวิญญาณ สันดาน และหัวใจของท่าน ทุกท่านทุกคน เทอญ (

สาธุ)
(กราบ)
หลวงปู่    กรวดน้ำกันหน่อยไม๊ กรวดน้ำกันหน่อย ดีไม๊ (ดี) เออ กรวดน้ำแบ่งบุญกุศล

ให้สรรพสัตว์
พิธีกร       ในโอกาสนี้ จะเรียนเชิญคุณปลิวฯ และคุณมิยากาว่า ขึ้นถวายปัจจัยไทยธรรม

แก่หลวงปู่
..............
หลวงปู่     หยุด เมื่อไหร่เนี่ย (28) อ๊อ แล้วเปิดเมื่อไหร่ (2) อ๊อ จะไปไหน ก็ให้

เดินทางปลอดภัย เด๊อ มีสติมากๆ
.................
ปัจจัยที่คุณถวาย ชั้นรับแล้ว ขออนุญาตเอาไปใส่ซอง แจกเด็กในงานวันเด็ก จำนวน

12,000 คน ที่มาที่วัดในงานวันเด็ก เพราะที่วัดชั้นจะจัดงานวันเด็กทุกปี คือ วัน

ดอกไม้บาน ใช้ชื่อคำว่า วันดอกไม้บาน ก็มีเด็กยากจนจากที่ต่างๆ มารวมตัวกัน จัดกิจกรรม

เริ่มตั้งแต่ 4 โมงเย็นจนถึง 3 ทุ่ม ปีนี้ปรับเปลี่ยน ทุกปีจะตอนเช้าแล้วมันร้อน ปีนี้ ก็เลย

4 โมงเย็นถึง 3 ทุ่ม ก็บอกบุญพวกคุณด้วย ใครมีของขวัญอะไร ที่จะไปสงเคราะห์ต่อ

เด็ก แล้วส่วนหนึ่งก็ไปแจกเด็กชาวเขา 2,000 คน ก็แจ้งๆ ให้ทราบด้วย  ให้รวบรวม

กันมา
เอ้า ตั้งใจกรวดน้ำ ว่าตาม แล้วรับพร
................
เมื่อครู่นี้ เห็นช่างกล้องเค้าให้ชั้นตั้งท่า ถ่ายรูป แล้วถามว่า จะถ่ายไปทำไม เค้าบอกว่า จะ

มาแจกกันวันปีใหม่ ชั้นนึกได้ว่า อย่าแจกเลย เดี๋ยว คุณเอารูปชั้นไปปาเป้า เดี๋ยว คุณปลิว

ชั้นจะฝากล๊อกเกตในหลวงกับพระสังฆราชทรงพระฉายรูปคู่กัน เรียกว่า ล๊อกเกตพระสังฆ

บิดรและพระบิดา ที่ชั้นไปแจกที่โรงพยาบาลศิริราชเวลาไปเจริญมนต์ เดี๋ยว คุณมีจำนวน

เท่าไหร่ล่ะ เอ้า เดี๋ยวชั้นฝากแล้วให้คุณปลิวฯ แจก แทนแจกรูปชั้นก็แล้วกัน กระดาก (

กราบขอบพระคุณครับ) กระดาก เดี๋ยว คุณเอารูปชั้นไปปาเป้า เอาไม๊ (เอาครับ) เออ

ถือว่า เป็นของขวัญวันปีใหม่จากชั้นแล้วกัน เดี๋ยวชั้นฝากคุณปลิวฯ มาให้ เป็นล๊อกเกต แล้ว

ก็มีสายเชือกร่ม คล้องคอพร้อมเสร็จ เอาตามนี้ ประมาณ 300 เหรอ อ๊อ ใช่วันอาทิตย์

จะให้เค้าจัดไว้ แล้วก็ให้มาแจกวันปีใหม่
เอ้า ตั้งใจรับพร
...............
จำเริญ ลูก ธรรมะรักษา ให้รุ่งเรือง ร่ำรวย สุขภาพแข็งแรง มีอายุยืน เดินทางปลอดภัยทุก

คน ลูก
(สาธุ)
เค้ามีล๊อกเกต แล้วก็มีรูปในหลวงที่ทรงออกมหาสมาคม แล้วด้านหลังก็มีพระราชดำรัสนะ

เดี๋ยวชั้นให้มาประมาณ 300 ชุด ชั้นทำแจกถวายเป็นพระราชกุศล
กราบลาพระ ลุกขึ้นยืน
อะระหัง สัมมา ลูก
เอ้า ว่าตาม แล้วกัน สิ้นปีละ
พระพุทธเจ้า ทรงพระคุณอันประเสริฐ  เป็นที่พึ่งอันเลิศของข้าพเจ้า (กราบ 1 ครั้ง)
พระธรรม ทรงพระคุณอันประเสริฐ  เป็นที่พึ่งอันเลิศของข้าพเจ้า (กราบ 1 ครั้ง)
พระสงฆ์ ทรงพระคุณอันประเสริฐ  เป็นที่พึ่งอันเลิศของข้าพเจ้า (กราบ)
ที่พึ่งอื่นใดในโลก ข้าพเจ้าไม่มี ด้วยเดชแห่งพระพุทธ พระธรม และ พระสงฆ์ ทั้งปวง
ข้าพเจ้าผูกความรักษา  ขอความสวัสดีมีมงคล จงบังเกิดแก่ข้าพเจ้า (กราบ 1 ครั้ง)
สาธุ วันทา คุณบิดา มารดา (กราบ)
สาธุ วันทา คุณครูบาอาจารย์ (กราบ)
จำเริญธรรม ลูก
(กราบ)