Print
Hits: 1991

9 ธ ค 2555    05.00 น.  ณ.ทองผาภูมิ  กายบริหาร โดย องค์หลวงปู่

พุทธะอิสระ
(กราบ)
ไอค๊อกไอแค๊ก ยามีกินหรือเปล่า ยาแก้ไข้ พวกไอๆ เดี๋ยวพระ แกะเอายาแก้ไข้กรอกปาก

ก่อนนอนน่ะ เดี๋ยวกินข้าวเสร็จแล้ว แกะยาออกจากเม็ด อมเอาไว้ เที่ยว 2 เที่ยวก็จะหาย

แล้ว
เห็นประกาศทุกเช้า ทุกวัน โทรศัพท์หาย โทรศัพท์เก็บได้ ตังค์หาย ตังค์เก็บได้ วันนี้

พิสดารหน่อยเข็มขัด ไม่รู้ อ้ายคนที่มันลืม มันคงจะแก้ผ้า เดินออกมานะ เพราะมันขนาด

ลืมเข็มขัดได้นี่ มันจะเอาอะไรคาดพุง กางเกงในมันลืมไว้หรือเปล่า
นักปฏิบัติธรรมโลกไหน เค้าลืมเข็มขัด ลืมของกัน อืม นี่แค่ 2 วัน ยังลืมเข็มขัด อีกหน่อย

เดี๋ยว มันคงจะลืมผัว ลืมลูก ลืมญาติ อ๋อ มันว่าง (มันไม่มีอะไร) อืม มันเดินออกมา ตัว

เปล่าๆ เลย ว่างไปหมด
ลุกขึ้น ยืน
เคลียร์พื้นที่
(กราบ)
วันนี้เช้า เค้ามีการให้ใส่บาตร เค้าเตรียมของไว้แล้วหรือยัง
เคลียร์พื้นที่ กางปีกออก ดูซิ ชนเพื่อนไม๊ ขยับ
................
ยืดแขนมาดูข้างหน้าซิ ติดเพื่อนไม๊ ปรับ ขยับ ดูซิ ยืนยังไง
................
ขา กว้างกว่าตะโพก ยืนให้มั่นคง
ยกส้นเท้า 2 ข้าง ลองทดสอบดูซิ
ยืน ด้วยปลายเท้า แล้วก็ค่อยๆ ลดลงช้าๆ
................
ใครเซ ก็ปรับลงไปใหม่ ขยับให้ดี
...................
เอ้า ยืน ด้วยปลายเท้า ลดลง หายใจออก ซักคนละ 5 ครั้ง
..................
ตามจังหวะ ลมหายใจ
.................
ทีหน้าทีหลัง ถึงได้บอก ยืนไม่ดี เป็นอย่างนี้แหละ
................
หา สมดุลย์ของตัวเองไม่ได้
.................
ขึ้น ลง ตามจังหวะ ลมหายใจ
.................
หนาวยังไม่พอ เปิดพัดลมอีก คนโลกไหนวะ
แช่น้ำไม๊ ลูก
................
อ้าว ใครที่ยังขยับ แล้ว ยืน ไม่ได้ดี ปรับเสียใหม่ อีกรอบหนึ่ง
................
ยืน ด้วยปลายเท้า หายใจออก แขม่วท้อง
..................
ลดลง หายใจเข้า 5 ครั้ง
...................
แขม่วท้อง จนหนังท้อง ติดไปที่กระดูกสันหลังเลย
ดึงไส้ขึ้น แขม่วท้อง
..................
ลดลง หายใจเข้า คนละ 5 ครั้ง
...................
ใครที่เป็นโรคกรดไหลย้อน ธาตุพิการ ท้องอืด ท้องเฟ้อ
ถ้าขยันทำ ทำทุกวัน วันหนึ่งซัก 5 ครั้ง 10 ครั้ง กระเพาะก็จะแข็งแรง
การขับถ่ายก็จะดี ไม่เป็นโรคไส้เลื่อน ไส้ฟั่นเฟือน
แต่ไม่ค่อยทำกัน
.................
ยก 2 แขน ชี้ตรงมาข้างหน้า หายใจเข้า
...................
ลดลง ก็หายใจออก คนละ 3 ครั้ง ตามจังหวะลมหายใจ
.................
อย่าช้าไป อย่าเร็วไป เดี๋ยวจะหอบ
ทำเสร็จแล้ว ต้องไม่หอบ นั่นคือ สูตรสำเร็จ
.................
ต่อไป ยก 2 แขน เหนือ ศีรษะ หายใจออก
ลดลง หายใจเข้า คนละ 5 ครั้ง
...................
สลับกัน สลับลมกัน
ให้ตามจังหวะลม เวลายก
................
อย่าช้าไป อย่าเร็วไป
..................
ต่อไป ยก 2 ปีกเหนือศีรษะ หลังมือชนกัน หายใจเข้า
ลดลง หายใจออก คนละ 5 ครั้ง
..................
ตามจังหวะ ลมหายใจ อย่าเร็วไป อย่าช้าไป
..................
ต่อไป ยก 2 ปีกเหนือศีรษะ หลังมือชนกัน หายใจออก
ลดลง หายใจเข้า คนละ 5 ครั้ง
..................
ตามจังหวะ ลมหายใจ อย่าเร็วไป อย่าช้าไป
.................
ให้หลังมือชนกัน ให้ชนข้อมือเลย
อย่าชนกันแค่ปลายนิ้ว ไม่งั้น ไม่มีประโยชน์
.................
บางคน ระดับนั้น มันต้องเหยียดตรง แขนชิดหู
..............
อย่าให้แขนลู่มาข้างหน้า
.................
ให้เสมอไหล่ บางคน มันยกลู่ๆ มาข้างหน้า
มันจะมีประโยชน์อะไร
.................
พังผืด เส้นเอ็น ที่สะบัก มันไม่ได้รับการยืด
.................
ต่อไป ยก 2 แขน ชี้ตรงมาข้างหน้า เหนือศีรษะ หายใจเข้า
แล้วก้มตัวลง หายใจออก แขม่วท้อง
....................
ตามจังหวะลมหายใจ คนละ 5 ครั้ง
...................
หายใจออก แขม่วท้อง ก้มตัวลง
เข่าตึง เงยขึ้น ก็หายใจเข้า
...................
มือ ให้ติดพื้น
.....................
อย่าลืม ลมหายใจด้วย
................
ขึ้นเร็วไป ลงเร็วไป แล้วเดี๋ยว พอเงยหน้าขึ้น จะเวียนหัว วูบวาบ
..................
วิธีนี้น่ะ มันจะแก้ความดัน ปรับสมดุลย์ของน้ำในสมอง
ความดันสมอง น้ำในช่องหู
.................
ใครที่เป็นโรค คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด ตาลาย
.................
ครบแล้ว ก้าวเท้าขวา มาข้างหน้า 1 ก้าว มือยังอยู่บนหัว
ก้มตัวลง หายใจออก, เงยขึ้น หายใจเข้า คนละ 3 ครั้ง
..................
เข่าตึง มือแตะพื้น
.................
เวลาก้มตัวลง ให้พลิกฝ่าเท้าหน้าด้วย แขม่วทอ้ง หายใจออก
เงยขึ้น หายใจเข้า
...............
เงยขึ้น ท้องป่อง, ก้มลง ท้องแฟบ
................
เงยขึ้น ก็พลิกฝ่าเท้า กลับมายืนตรงสิ
ทำให้มันเป็นจังหวะ
.................
ก้มลง ก็พลิกฝ่าเท้า ตามจังหวะลมหายใจ
....................
ครบแล้ว ก็สลับขา เปลี่ยนขาอีกข้างหนึ่ง ทำเหมือนเดิม
พลิกฝ่าเท้าด้วย
...............
ตามจังหวะลมหายใจ อย่าเร็วไป อย่าช้าไป
...................
เสร็จแล้ว เหยียดแขน ยืดตรงอยู่เหนือหัว
แขนตัวเอง ไม่หนักขนาดนั้น มือประสานกันเหนือหัว
.................
บิดลำตัวไปทางขวา ขาให้อยู่กับที่
บิดลำตัวไป ตา เหลือกไปทางขวามากๆ
..................
กลับมาตรง หายใจเข้า ช้าๆ
................
ทางซ้าย แล้วก็หายใจออก ทำสลับกัน ให้ได้ข้างละ 3 ครั้ง
.................
บิดไปเยอะๆ เออ ดมเต่าตัวเองน่ะ
แขนเหยียดตรงเหนือศีรษะ ไม่ได้อยู่ด้านหน้า
................
แขนชิดหู ไม่อย่างนั้น ไม่มีประโยชน์
................
บิดไปเยอะๆ บิดให้ไส้พันกันเลยล่ะ
....................
ทำให้มันเป็นจังหวะ
กลับมาตรง แล้วก็บิดซ้าย
กลับมาตรง แล้วก็บิดขวา
..................
ไม่ใช่หมุนรอบเป็น
แขนยังเหยียดอยู่บน
.............
เสร็จแล้ว กลับมาตรง
เอียงตัวไปทางขวา ด้านข้างทางขวา หายใจออก
แล้วก็กลับมาตรง หายใจเข้า
..................
ไปด้านข้างทางซ้าย หายใจออก
.................
แล้วก็ กลับมาตรง หายใจเข้า ตามจังหวะลมหายใจของตน
อย่าไปเอาอย่างกัน ไม่จำเป็นต้องพร้อมกัน
...............
ลมหายใจแต่ละคน สั้นยาว ไม่เท่ากัน
..............
บิดไปให้ได้เยอะๆ เอียงไปมากๆ
...............
พอ กลับมายืดตรง แขนยังอยู่เหนือศีรษะ
ทีนี้ เวลาเอียง ให้พลิกฝ่าเท้า ข้างนั้นด้วย
...................
เอาคนละ 2 รอบ เริ่ม
.................
ทิ้งน้ำหนักตัว ไปที่ฝ่าเท้า ข้างที่พลิก
..................
แล้วก็กลับมาตรง แล้วก็ อีกข้างหนึ่ง พลิกฝ่าเท้าข้างที่เอียง
.................
พลิกเยอะๆ ให้ตาตุ่มแนบพื้น
...............
ลำบากเหลือเกิน กู เกิดมาท้องพ่อท้องแม่
ไม่เคยมีใครจับมายืดๆ หยุ่นๆ อย่างนี้เลย
..............
พอ กลับมาตรง
.................
เอ้า เอาแขนลง
อ้าว ให้น้ำ
ทุกคน ต้องหาน้ำดื่ม
................
ไปเอาน้ำมาดื่มทุกคน ห้าม ไม่ดื่มไม่ได้ เดี๋ยว เสียสุขภาพ เดี๋ยวขี้แห้ง
เดี๋ยวท้องผูก เดี๋ยวไส้ไหม้
..................
เช้าๆ ไม่ต้องไปดื่มน้ำหวาน น้ำอะไร, น้ำอุ่นๆ ธรรมดานี่แหละ ดีที่สุด
เป็นยาวิเศษ ดื่มให้มาก ให้พอแล้วกัน ให้รู้สึกว่า อิ่ม
มันก็จะช่วยขับถ่ายได้ดีล่ะ
..................
เอ้า ลุกขึ้น ยืน, ยังไม่จบ
.................
ยืนให้เหมาะสม ดูซิ
เอามือประสานไว้ด้านหลัง ข้างหลัง
หายใจเข้า แอ่นอก เงยคาง ยืดแขน ประสานกัน
พยายามยกแขน แอ่นอก (ร้อง) อ้า
..................
แล้วกลับมาตรง หายใจออก
สูดลมหายใจเข้า
หายใจออกอีกครั้ง ทำสลับลมหายใจกัน
...................
เงยมากๆ ให้คางชี้ฟ้า
................
แล้วกลับมาตรง หายใจเข้า
หายใจออก ก้ม คางติดอก ลู่ไหล่มาข้างหน้า
ลู่มาเยอะๆ ให้คางติดอก แล้วก็กลับมาตรง
..................
หายใจออก เงยไปข้างหลัง เหมือนเดิม
ยกแขน
................
กลับมาตรง หายใจเข้า
ก้มตัวลง หายใจออก ยกแขนสูงๆ ให้ประสานกันอยู่
..................
กลับมาตรง ช้าๆ หายใจเข้า
ก้าวขาขวา มาข้างหน้า ก้าวเต็มๆ
...............
สูดลมหายใจเข้า
ก้มตัวลง พลิกฝ่าเท้า หายใจออก แขม่วท้อง
................
ก้มไปเยอะๆ ยกแขนสูงๆ
..................
กลับมาตรง หายใจเข้า
.............
แอ่นตัวไปข้างหลัง หายใจออก (ร้อง) อ้า
...............
กลับมาตรง
..................
ก้มลงอีกที
พลิกฝ่าเท้าหน้า แขม่วท้อง หายใจออก ยกแขน
.................
กลับมาตรง หายใจเข้า
ไปข้างหลังอีกที หายใจออก
..................
กลับมาตรง
สลับขา
.................
ทำเหมือนเดิม
เริ่ม
แขม่วท้องด้วย หายใจออก
................
แล้วก็กลับมาตรง
................
ตรงก่อน แล้วจึงจะกลับไปข้างหลัง หายใจออก
..................
กลับมาตรง หายใจเข้า
ก้มลง ก็หายใจออก ทำให้เป็นจังหวะ
.....................
พลิกฝ่าเท้า แขม่วท้อง ก้มลง
................
เอ้า พอ
มือรัดอก แขนขวาอยู่ล่าง แขนซ้ายอยู่บน จับหัวไหล่
................
2 มือ จับหัวไหล่ ขวาอยู่ล่าง ซ้ายอยู่บน ไม่ใช่ขัดมือกัน
...................
ยกข้อศอกขึ้น เงยคอ, เงยคาง แอ่นตัวไปข้างหลัง
................
กลับมาตรง
เวลายกข้อศอก ให้ยกให้ติดคาง ให้ข้อศอกชี้ฟ้า
................
ก้มตัวลง เอาข้อศอกดันท้อง อัด เอ้อ
.................
กลับมาตรง หายใจเข้า
เหมือนเดิม ยกข้อศอก
...............
กลับมาตรง
สลับแขน ซ้ายอยู่ล่าง ขวาอยู่บน
..................
ยกข้อศอก แอ่นอก เงยคาง
....................
ยกสูงๆ ข้อศอกน่ะ อ้าแต่เสียง ข้อศอกไม่ยก
.............
กลับมาตรง
ก้มลง
..................
กลับมาตรง หายใจเข้า
ยกข้อศอก หายใจออก ตา เหลือกมองบน ไม่ใช่หลับตา
....................
กลับมาตรง เอ้า เอามือลง
ยังไม่จบ
กางปีก
..................
ขายืนอยู่มั่นคงนั่นน่ะ เดี๋ยวจะล้มไม๊ น่ะ ยืนขาชิดกันน่ะ
บอก ให้ขาต้องกว้างกว่าตะโพกไง
..................
ปีกเสมอไหล่, ทำปีกลู่ล่ะ, น้ำค้างเปียกปีก หรือไง
...................
ทำเป็นนก ตกน้ำไปได้
เอียงตัวทางขวา มือขวาแนบ แตะใต้เข่าขวา มือซ้ายชี้บน เอียงคอ มองบน
...................
เอียงเยอะๆ
กลับมาตรง
..................
ต่อไป ก็ทางซ้าย ตามองมือด้านบน
................
ไม่ต้องงอเข่า
เอียงด้านข้าง ไม่ใช่เอียงมาด้านหน้า
.................
กลับมาตรง
ทางขวาอีกที เอียงด้านข้าง อ้ายบางคน มันก้มตัวลงมาข้างหน้า
................
เอียงเยอะๆ กูไม่ได้ให้ยกมือชี้ฟ้าเฉยๆ เอียงตัวด้วย
กลับมาตรง
.................
อีกที ทางซ้าย
..................
เอ่อ ดูซิ ลูก โลกมันสวย, เอ่อ ความฝันอันสูงสุด
................
กลับมาตรง
เอ้า ลดปีกลง
.....................
เอ้า นั่ง
................
นั่ง เหยียดขา มือเท้าไปด้านหลัง
....................
นั่ง ให้กระดูกสันหลังมันยืด ต้องให้มือ เท้าหลังรับน้ำหนัก
......................
เกร็งท่อนขา เกร็งตะโพก ยกก้นขึ้น ทิ้งคอไปด้านหลัง
....................
เอ้า กลับมาตรง หนักเหลือเกิน อ้ายห่า ยกไม่ขึ้นเลย
ตูดตัวเอง ยังยกไม่ขึ้นเลย
................
เอาใหม่ อีกที นับ 1-20 แล้วจึงเอาลง
.......................
เกร็งเอาไว้ นับ
.......................
ยกสูงๆ
.................
ครบ 20 แล้ว เอาลง
.................
เริ่ม พิการล่ะ
..................
ก้มตัวไปข้างหน้า แขม่วท้อง มือดึงปลายเท้า เข่าตึง
....................
เอ้า กลับมาตรง
มือ เท้าไปด้านหลัง เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลัง
....................
เอ้า ยกก้นขึ้นใหม่ สูงๆ พร้อมเกร็งขา เกร็งตะโพก
....................
เอ้า กลับมาตรง
ก้มไปข้างหน้าอีกรอบหนึ่ง
..................
หายใจออก แขม่วท้อง เอาสันมือแตะที่ปลายเท้า
สันข้อมือ อยู่ที่ปลายเท้า, นิ้วกลาง อยู่กลางฝ่าเท้า
..................
ถีบปลายเท้า ให้แขนตึง เข่าตึง
.................
เอ้า กลับมาตรง
มือ มือเท้าไปด้านหลัง เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลัง
.................
ยกขาขวา พาดที่เหนือหัวเข่าซ้าย
................
พาดมาที่เหนือหัวเข่าซ้าย ไม่ต้องตั้งเข่า
..................
เอ้า แขม่วท้อง หายใจออก ก้มตัวลง มือดึงปลายเท้าซ้าย 2 มือ
................
กลับมาตรง
..................
ขยับขาขวา เข้ามาชิดหน้าท้อง
ก้มตัวลง หายใจออก แขม่วท้อง มือดึงเท้าซ้าย มือ 2 ข้างดึง
......................
กลับมาตรง
...................
มือ เท้าไปข้างหลัง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลัง อย่าไปทำร้ายตัวเอง
................
นั่งตรงๆ โดยไม่มีมือ เท้าหลัง นั่น มันจะเกร็งกล้ามเนื้อหลัง
เกร็งนานๆ เข้า มันจะปวด เจ็บ
เอ้า สลับขา
...................
ซ้ายทับขวา เหมือนเดิม เสร็จแล้วก็ก้มลง แขม่วท้อง หายใจออก
....................
 กลับมาตรง
...................
ดึงส้นเท้า เข้ามาชิดหน้าท้อง
....................
ก้มลง แขม่วท้อง หายใจออก ดึงปลายเท้า
.................
กลับมาตรง
................
เหยียดขา 2 ข้าง เพื่อผ่อนคลาย ให้เลือดลมมันเดินให้สบาย
มือ เท้าไว้ข้างหลัง เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลัง
...................
เกร็งท่อนขา เกร็งตะโพก ยกก้นขึ้น ทิ้งคอไปข้างหลังมากๆ (ร้อง) อ้า
....................
กลับมาตรง
.................
(หมดแรงแล้ว เจ้าค่ะ)
ใครใช้ให้มึง มีหัว มีตัว มีตูด
...................
ตรงไหนมันหนัก ก็เด็ดมันทิ้งสิ
.................
ชัก 2 ฝ่าเท้า มาชนกันที่หน้าขา เอาฝ่ามือรัดปลายเท้าไว้
ให้ส้นเท้ามาชนกันที่ด้านหน้า ชิดให้มาก
2 ศอก กดเข่าให้แนบกับพื้น แขม่วท้อง แล้วหายใจออก
...................
2 มือ รัดฝ่าเท้า ก้มคอลง
.................
กลับมาตรง
.................
แอ่นตัวไปข้างหลัง ยืดอก ลู่ไหล่ ทิ้งคอ อ้า
...................
ตาเหลือกมองบน
.................
กลับมาตรง
...................
ดึงมาใหม่ ก้มลงไปอีกรอบหนึ่ง ให้ส้นเท้าชิดเข้ามา
.....................
กลับมาตรง
...................
เวลาเงยขึ้น ก็หายใจเข้า
เหมือนเดิม
แอ่นไปข้างหลัง ลู่ไหล่ แอ่นอก ทิ้งคอ
2 ฝ่ามือ โน้มฝ่าเท้า เข้ามาหาตัว ตาเหลือกมองบนเยอะๆ
......................
กลับมาตรง
เอ้า เหยียดขา ผ่อนคลาย
......................
ให้น้ำ ยก 2
..................
เอ้า พอ
นั่ง คุกเข่า
...............
ให้ส้นเท้าอยู่ที่ก้น 2 ข้าง
...................
ยืดผนังท้องหน่อย
เอ้า นอนลงไป แขนเหยียดตรง
แขนเหยียดไปที่ศีรษะ เหนือศีรษะ เหยียดไปเยอะๆ
................
จับคู่กัน ให้เพื่อนกดเข่าคนหนึ่ง สลับกัน
................
เอ่อ เหยียดหน้าท้อง ยืดหน้าท้อง
....................
ดีที่สุด คือ ต้องมีคนกดเข่าให้แนบพื้น
.....................
จับคู่กัน หาคนกดเข่า แนบพื้น สลับกัน
....................
จะทำให้หน้าท้องยืด และไม่ปวดเมื่อยหลัง
นั่งนานๆ แล้วจะปวดตะโพก ปวดหลัง
....................
ส้นเท้าจะต้องอยู่ที่ก้นด้วย ไม่ใช่อยู่ที่ด้านข้าง จึงจะได้ผล
..................
ค่อยๆ กดทีละน้อย กดตั้งแต่ปลายขา ปลายเข่า จนไปถึงต้นขา
..................
อ้าว เสร็จเรียบร้อยแล้ว ลงไปนอน ท่าศพ
...............
กูรู้ มึงชอบ
................
แหม พอบอกให้มันลงไปนอน นี่ มันนิ่งสนิท เงียบ ไม่หือ ไม่อือเลย
..................
จิตส่ง สำรวจภายในกาย
....................
ดูตามข้อต่อต่างๆ ตั้งแต่ข้อนิ้ว ข้อเข่า ข้อตะโพก ข้อกระดูกสันหลัง
ไล่เรื่อยขึ้นมาจนถึง ข้อไหล่ ข้อกระดูกต้นคอ
ย้อนลงไปถึง ข้อแขน ข้อศอก ข้อมือ แล้วก็ ข้อนิ้ว
ไล่ ย้อนขึ้น ย้อนลง สัก 2 รอบ
ยังนอนอยู่ในท่าศพ ใช้จิตสัมผัสข้อ
...................
แขน วางไว้ข้างลำตัว แยกเท้าเล็กน้อย แยกแขนเล็กน้อย
เปิดช่องให้ ไอ ความร้อน ไหลเวียนให้ทั่วถึง
...................
สำรวจดูภายในกาย แล้วทำจิตให้ว่าง
สำรวจดูให้ครบ 2 รอบ แล้วทำจิตให้ว่าง
...................
ให้ทำจิตให้ว่าง เสือกกรน
................
สภาพอย่างนี้ ไม่ต้องเสื่อ ไม่ต้องหมอน ก็เอาไม่อยู่
...................
หมอกรกช มานี่, เอาน้ำร้อนใส่ครึ่งแก้ว แล้วเอานี่หยด 2 หยด ใส่แก้วน้ำร้อน ให้พวก

ที่มันไอ กิน
เตรียมน้ำร้อน ใส่ครึ่งแก้วๆ ตั้งไว้
พวกที่ไอ ลุกไป รับยาจากหมอ ที่ร้านอ้ายทองดี
...................
เฉพาะพวกที่ไอ, ที่เหลือ กรนต่อไป
..................
หยดใส่น้ำไปสัก 2 หยด
...................
กูให้นอน ทำจิตให้ว่าง เสือกกรนเฉยเลย
ทำลายความว่างของชาวบ้านเขาอีก
...................
พอ ลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำห้องท่า ดื่มน้ำดื่มท่า แล้วเดี๋ยวเตรียมมา เจริญมนต์
ไม่ได้เรื่อง
(กราบ)
ใครไปดูโรงครัวซิ เค้าเตรียมข้าวสาร อาหารแห้งไว้ใส่บาตรหรือเปล่า
................
9 ธ ค 2555    6.00 น.  ณ.ทองผาภูมิ ระหว่างเจริญพระพุทธมนต์

โดยองค์หลวงปู่พุทธะอิสระ
(กราบ)
เปิดหน้า 31 เบอร์ 5
..................
เอ๋ โยม รู้สึกว่า โยมจะไม่ได้มาคนเดียวนะจ๊ะ โยมพาญาติขยะ มาด้วยนะจ๊ะ
..................
ลุกขึ้น ยืน
เอาหนังสือสวดมนต์ขึ้นไปด้วย
มันไม่มาคนเดียว
เอาความง่วง ความเมื่อย ความเปลี้ย ความละเหี่ยมาด้วย
..................
นั่งลง
...................
ว่าง อย่างผ่อนคลาย
....................
ใจว่าง สมองว่าง กายว่าง อารมณ์ว่าง พฤติกรรมทั้งหลายว่าง
.....................
ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออก เบาๆ ยาวๆ
ขับไล่ความอัดอั้นภายใน ให้ออกมากับลมที่พ่นออกช้าๆ อย่างสุภาพ นุ่มนวล
.................
แล้ว หายใจเข้าไปใหม่ ปรุงชีวะให้สดชื่น แจ่มใส
................
แล้วก็ หายใจออกอีกครั้ง อย่างผ่อนคลาย สบายๆ
.................
ทิ้งลมหายใจ อยู่กับความว่าง
......................
เมื่อเข้าถึง ความว่างอันสมบูรณ์แล้ว แผ่เมตตา ต่างคนต่างแผ่
................
แผ่เมตตาเสร็จแล้ว ก็กราบพระ ไปเตรียมของใส่บาตร
การที่ให้ใส่บาตรในวันนี้ เพราะต้องการจะตัดบริโภคกังวล เพราะวันที่จะกลับ เดี๋ยวก็กังวลว่า

จะเก็บของ กังวลที่จะขนโน่นขนนี่ ย้ายนู่นย้ายนี่ บุญที่จะได้จากการใส่บาตร ก็เหลือน้อย

เต็มที เพราะมีกังวล
งั้น วันนี้ ไม่มีกังวล ก็ใส่ด้วยใจว่าง เวลาจะใส่บาตร ก็ใส่ด้วยใจว่าง ไม่ใช่ใส่ด้วยแรงขับ

เคลื่อนของตัณหา กิเลส อุปาทาน ไม่ต้องอธิษฐานอะไร เอาแค่ใจว่างๆ แล้วบุญมันจะ

มโหฬารมหาศาล ใส่ด้วยบาตรด้วยใจว่าง
เตรียมข้าวสาร อาหารแห้ง ยืนแถวเดียวก็พอ เค้าจะได้มีพื้นที่สำหรับถ่ายบาตร
เสร็จเรียบร้อยแล้ว จะได้ทานข้าว
9 โมง มาพร้อมกัน พระไปเตรียมบิณฑบาตร ท่านมหาฯไปตั้งแถว อาจารย์กรรมฯนำ

หน้า ลูกกรรมฯ ตามหลัง ตามด้วยณร บิณฑบาตรข้าวสารอาหารแห้งเสร็จแล้วก็ บิณฑ

บาตรของสดเลย
(กราบ)
9 ธ ค 2555   9.00 น.  ณ.ทองผาภูมิ รายการ อาทิตย์สดใส โดย องค์

หลวงปู่พุทธะอิสระ
(กราบ)
คุณแทนคุณ    กราบนมัสการ หลวงปู่พุทธะอิสระที่เคารพนะครับ กราบสวัสดีท่านผู้มีบุญ

มีกุศลที่มาปฏิบัติธรรม ณ.ธุดงคสถานแห่งนี้ ท่านผู้ชมที่ชมรายการ อาทิตย์สดใสทางสถานี

TGN 170 กว่าประเทศทั่วโลก.........
หลวงปู่    เจริญธรรม เจริญสุข ท่านสาธุชนพุทธบริษัท ผู้รับชมรายการ อาทิตย์สดใส คุณ

แทนคุณ ผู้ดำเนินรายการ วันนี้มาไกลนะ
คุณแทนคุณ    ครับ แต่ว่า อากาศดีนะครับ หลวงปู่ อากาศเย็นๆ สบายๆ แต่ทุกปีๆ กลาง

วันจะร้อน แต่กลางคืนจะเย็นๆ นะครับ
หลวงปู่     ใช่ ร้อนก็ไม่ร้อนมากเท่าไหร่ มันมีเวลาช่วงประมาณบ่าย 2 โมง ถึง 4 โมง

ความร้อนมันจะสั้น เพราะต้นไม้มันเยอะ ก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง
คุณแทนคุณ     เห็นว่า บางท่านก็อยู่กันตั้งแต่วันที่ 6 - 14, 10 วันใช่ไม๊ฮะ
หลวงปู่     เค้ามากันตั้งแต่วันที่ 6 พระมาวันที่ 6 ชาวบ้านก็บางส่วน มาวันที่ 6 ที่

เหลือก็ ทยอยกันมาช่วงศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ปีนี้จะมีช่วงวันหยุด มันเป็นวันหยุดวันอะไร รัฐ

ธรรมนูญ ก็เลยถือโอกาสมาบวชถวายพระราชกุศล ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระที่อยู่ในป่าประมาณซัก 70-80 รูปได้ ทั้งพระเก่าพระใหม่ ร่วมๆ 90 มาบวช

ปฏิบัติธรรม เค้ากำลังเข้าปริวาสกรรมอยู่ กำลังประพฤติวุฏฐานวิธีบางส่วน ไม่ใช่หมายถึงว่า

คนที่บวชเข้ามา แล้วจะต้องอาบัติทั้งหมด เค้าถือว่า บวชแล้ว ก็ทำศีลให้บริสุทธิ์ แล้วก็ทำใจ

ให้สบาย ก็เลย ขอเข้าปริวาสกรรม
ปริวาสกรรม ก็คือ การประพฤติวุฏฐานวิธี หรือ ประพฤติทำตัวเองให้ลำบาก พูดง่ายๆ เพื่อ

ลงโทษตัวเอง เหมือนกับทำให้ตัวเองเป็นผู้มีความรู้สึกตัว รู้เนื้อรู้ตัวที่จะสำนึกผิด สำนึกบาป

อะไรประมาณนี้ เพื่อแสดงให้พระสงฆ์ได้เห็น
ปริวาส นี่มันเป็นเรื่องของผู้กระทำผิด สำนึกตัว ต่อมา เมื่ออยู่จนพระสงฆ์เห็นว่า เธอเป็น

บุคคลที่อ่อน ควรต่อการอบรมสั่งสอนได้แล้ว จึงจะยกขึ้นเป็นภิกษุมานัส อันนั้น ก็จะสั่งลง

ทัณฑ์เป็นกรณีพิเศษ ไม่ต่ำกว่า 6 ราตรี หลังจากอยู่มานัส แล้วก็จะยกขึ้นเป็นภิกษุปกติ

เรียกว่า สวดอัมพาน เป็นกิจกรรมของพระธรรมวินัย
ฆราวาส ไม่มีธรรมเนียมที่อยู่ปริวาส เพราะว่า การอยู่ปริวาส มันต้องใช้สังฆมณฑล ใช้

สังฆกรรม แต่ก็มีธรรมเนียมที่จะมาร่วมปฏิบัติธรรมกับพระ ก็อาจจะถือศีล 8 แล้วก็

ปฏิบัติธรรม แต่ว่าไม่ได้มีธรรมเนียมว่า ให้อยู่ปริวาส เพราะปริวาส เป็นเรื่องของการสวด

สังฆกรรม เพราะว่า ภิกษุที่จะเข้าปริวาสได้ ต้องรับการสวด คือ ให้สงฆ์สวดให้กรรมแก่เธอ
คุณแทนคุณ     คือ 1. ต้องรู้ว่า ทำผิดศีลข้อใด หรือทำกรรมอะไร
หลวงปู่    ใช่
คุณแทนคุณ     อันที่ 2 คือ
หลวงปู่     สารภาพ
คุณแทนคุณ    ต้องประกาศ ต้องบอกต่อ
หลวงปู่    ต้องบอก ว่า ผิดในสิกขาบทอะไรบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้ว วุฏฐานวิธี เค้าจะใช้

สำหรับการผิดอยู่ในศีล ว่าด้วยเรื่อง สังฆาทิเสส 13 เพราะฉะนั้น การเข้าปริวาสส่วนใหญ่

ก็จะผิดอยู่ 13 ข้อๆ ใดข้อหนึ่ง หรือ หลายข้อก็ตามที แต่สุดท้าย ก็ต้องมาขอ ประพฤติ

วุฏฐานวิธี
สังฆาทิเสส รวมไปตั้งแต่ขั้นพฤติกรรมประจบคฤหัสถ์ ก็เป็นสังฆาทิเสส เกิดติดในตระกูล

ประจบคฤหัสถ์ สร้างกุฎิเกินประมาณ วิหารทำเพื่อตน อย่างนี้, 8 ปดชน โจทก์

ปาราชิก, 9 กล่าวพลิก โจทก์หาเลศ สังฆเพศ ทำลายสงฆ์ มานะหลงตามผู้นั้น มันมี

เรื่องที่เค้า เริ่มต้นตั้งแต่เรื่อง กามคุณ จนถึงเรื่องโกหกมดเท็จ เห็นแก่ตัว เอาเปรียบ แล้วก็

ทำลายสงฆ์ รวมทั้งการตระหนี่ หรือ ติดในตระกูล ประจบคฤหัสถ์ ก็จัดว่าเป็น ชั้นเขียนบท

เอาไว้เล่นๆ เป็นบทท่องจำ
1.    ทำน้ำสุกกะตก 2. กอดกกจับกายหญิง กำหนัดจริง พูดเกี้ยวไป พูดล่อให้

บำเรอตน 4. ชักสื่อตนเป็นผัวเมีย ทำกุฎี เสียงบประมาณ 7. วิหารทำเพื่อตน 8.

ปดชน โจทก์ปาราชิก 9. กล่าวเท็จ โจทก์หาเลศ สังฆเพศ ทำลายสงฆ์ มานะหลงตามผู้นั้น

คือ มีบุคคลที่ทำลายสงฆ์ แล้วเราเห็นด้วยกับบุคคลคนนั้น ก็เป็นสังฆาทิเสส
คุณแทนคุณ     ผมคิดว่า สังฆาทิเสสเป็นกรรมหนัก แต่เราไม่เห็นด้วย
หลวงปู่     ไม่ใช่เป็นผู้ทำ
คุณแทนคุณ    ไม่ห้ามเค้า
หลวงปู่     เห็นด้วยกับเค้า เหมือนกับบริวารของพระเทวทัต พวกนี้ก็จะได้รับพรหมทัณฑ์

รับกรรมจากสงฆ์ ก็คือ ให้อยู่ปริวาส หรือ วุฏญานวิธี แต่พวกนี้ จะเป็น อาทิกัมมิกะ คือ

บุคคลผู้เริ่มต้นบัญญัติ จะไม่ค่อยได้รับโทษ แต่เป็นต้นบัญญัติ เรียกว่า เป็นมูลบัญญัติ
พระภิกษุ เมื่อเป็นมูลพระบัญญัติ ก็จะไม่ได้รับโทษตามพระวินัย แต่ถือว่า เป็นต้นเหตุใน

การที่จะทำให้เกิดพระวินัยในข้อต่อมา
คุณแทนคุณ    อันนี้น่าสนใจมาก เพราะตอนที่พระอาจารย์เล่าหลายเรื่อง มูลบัญญัติ หรือ

ต้นบัญญัติว่า เหตุผลหนึ่งที่พระพุทธเจ้ายังไม่ทรงบัญญัติพระวินัยไว้ตั้งแต่ต้นเพราะว่า ถ้า

บัญญัติไป คนจะรู้สึกเกร็ง อาจจะเป็นความอึดอัดที่ถูกบังคับ ต้องรอให้มีตัวอย่างก่อน

แล้วกำหนดขึ้นมาเป็นพระวินัย
หลวงปู่     ก่อนอื่น ต้องเข้าใจในพื้นฐานของพระพุทธศาสนา
พระพุทธศาสนา มีพื้นฐานมาจากธรรมชาติ
งั้น ธรรมชาติ มันก็มีทั้ง ธรรมชาติของมนุษย์ ธรรมชาติสรรพสัตว์ ธรรมชาติสรรพสิ่ง

ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม แล้วก็ ธรรมชาติของบุคคล อ้ายความผิดโดยธรรมชาติ ฐานของ

บุคคลแต่ละคน มันมีความผิดไม่เสมอกัน ถูกก็ทำได้ไม่เสมอกัน
งั้น การที่จะมีใครคนใดคนหนึ่ง มาตั้งฐานความผิดเป็นมาตรฐาน เป็นบรรทัดฐาน มันไม่น่า

จะตรงกับธรรมชาติ ไม่น่าจะถูกโดยธรรมชาติ พระพุทธเจ้าก็เลยใช้ฐานความผิดของแต่ละ

คนๆ มาตั้ง ตั้งบทบัญญัติ ไม่ใช่ตั้งไว้ก่อน เพื่อจะรอรับความผิดของแต่ละคน ซึ่งมันจะผิด

หลักการของธรรมชาติที่มันมี
ซึ่งที่เราทำๆ กันอยู่ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นกฏหมาย หรือ รัฐธรรมนูญ หรือ อะไรก็แล้วแต่ ก็

ถือว่าเป็นสิ่งที่มันผิดธรรมชาติจากฐานความผิดของมนุษย์ และการกระทำของบุคคล แต่

เราก็ยอมรับกันว่า นี่เป็นกติกา เป็นระเบียบแบบแผนที่เราจะอยู่ร่วมกัน
แต่ว่า ฐานความผิดของพระพุทธศาสนา แต่ละคนๆ ที่เข้ามา มันแตกต่างกัน แล้วพระองค์

ก็ทรงเห็นว่า กรรม มันเป็นสมบัติของบุคคล ถึงจะไม่ตั้งพระวินัย คนๆ นั้นก็มีกรรมอยู่แล้ว

แต่ทรงยกพระวินัยขึ้น เพื่อให้สังคมมันอยู่รวมกันได้อย่างสันติสุข แล้วก็เพรียบพร้อม

เรียบร้อย เสมอต้นเสมอปลาย เรียกว่า สีลสามัญญตา คือ ความเสมอกันด้วยศีล ทิฏฐิ

สามัญญตา คือ ความเสมอกันด้วยความเห็น
งั้น เพื่อทำให้ความเห็น และศีล และข้อวัตรปฏิบัติ มันเสมอต้นเสมอปลาย ก็ทรงยกความ

ผิดของแต่ละบุคคลมาตั้งเป็นฐาน แล้วก็จะได้ไม่มีคนที่จะทำผิดสืบๆ ต่อไป เพราะความผิด

ของมนุษย์ไม่ได้แตกต่าง ไม่ได้เกินเลยไปจากสิ่งที่พระพุทธเจ้าสร้างขึ้น หรือ ตั้งขึ้น
คุณแทนคุณ     อย่างน้อยศีล 5 ที่ตั้งขึ้น...
หลวงปู่     ศีล 5 นี่ ไม่จัดว่า เป็นฐานความผิด แต่มันเป็นธรรมนูญของชีวิต ของมนุษย์ที่

จะอยู่ร่วมกันในสังคม ยังไม่จัดว่า เป็นข้อห้าม หรือ ข้อปฏิบัติอย่างชัดเจน แต่เป็นหลักการ

เป็นธรรมนูญที่เราจะอยู่รวมกันได้
ตัวอย่างเช่น เราไม่โหดร้าย ไม่ฆ่าสัตว์ คนเราถ้ามันไม่ฆ่าสัตว์ แล้วมันก็จะทำให้จิตใจงดงาม

ดีงาม มีเมตตา อยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์ได้อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย อย่างนี้เป็นต้น
งั้น การอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน เราถือว่า เป็นสัตว์สังคม ถ้าไม่มีเมตตา มันก็ทำให้

สังคมเดือดร้อน ก็เลยคิดกันว่า ศีล 5 นี่น่าจะเป็น, ศีล 5 นี่ไม่ใช่เป็นเรื่องที่พระ

พุทธเจ้าทรงบัญญัติ
ศีล 5 นี่มันมีตั้งแต่ก่อนศาสนาพุทธอีก มันมีมาโดยหลักการ คือ เราจะเห็นว่า ทุกศาสนา

ก็มีคำสอนในเรื่องศีล 5 คล้ายคลึงกัน แต่ว่า ฮินดู พราหมณ์ เค้าก็มีก่อน งั้น ก็ถือว่า เป็น

ธรรมนูญของโลกล่ะ เป็นหลักการในการปกครองของโลก ซึ่งสมัยก่อน โลกก็ไม่ได้มีรัฐ

ธรรมนูญ ไม่มีกฏหมาย ไม่มีพระราชบัญญัติ ก็ใช้ธรรมนูญของชีวิต ก็คือ หลักศีล 5
แต่พระองค์ ก็ทรงมายกให้เห็น ชักเป็นเรื่องๆ แยกออกมาเป็นเรื่องของเมตตา เรื่องของ

การขาดสติ เรื่องของความอยู่ร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย คือ ไม่ยื้อแย่งสิ่งของกัน ไม่ลัก

โขมยกัน แล้วก็ทรงยกขึ้นมาเป็นเรื่องของการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ทำร้ายทำลายกัน

แล้วที่สุด ก็คือ อย่าโกหก อย่ามดเท็จ
คุณแทนคุณ     ....พระพุทธเจ้า มี 2 อย่าง คือ ตรัสรู้แล้ว จัดระบบเผยแผ่ กับตรัสรู้

ได้เฉพาะตน ไม่ได้เผยแผ่ ความเหมือนก็คงจะมี คือ เข้าถึงธรรม แต่การจัดระบบ ข้อธรรม

มีพระธรรมวินัย มีรูปแบบพิธีการที่ชัดเจน ก็ทำให้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
หลวงปู่         จะมีข้อแตกต่าง ไม่ใช่เพียงแค่บรลุธรรมเหมือนกัน พระปัจเจกพุทธเจ้า เป็น

ผู้บรรลุธรรม ตรัสรู้รอบด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีครู หรือ ผู้ใดอบรมสั่สอน แต่ในมุมกลับกัน

ท่านไม่ได้สั่งสมอบรมบริษัทบริวาร ซึ่งแตกต่างจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเป็น สัตถา

เทวา มนุสสานัง พุทโธ ภะคะวา ติ คือ ท่านเป็นบุคคลที่ได้สั่งสมอบรม ทั้งมนุษย์ และ

เทวดาแต่อดีต ปัจจุบัน ที่ผ่านมา ไม่ใช่ใช้เวลาน้อย, เป็นอสงไขย เป็นแสนกัป
แต่พระปัจเจกพุทธเจ้า ท่านไม่ได้เป็น สัตถา เทวา มนุสสานัง เป็นแค่อบรมตัวเองเฉยๆ

ไม่สามารถที่จะไปเอาความรู้ใดๆ ที่ตัวเองรู้ ไปสอนใคร เพราะ ใครก็ไม่อยากจะฟัง ด้วย

เหตุผลว่า ตัวเองไม่เคยสั่งสมเหตุปัจจัยมา เหมือนกับคุณกับชั้น เจอหน้ากัน ก็มองหน้ากัน

แต่ไม่คุยกัน เจอกันอีก 10 ปี ก็ได้แต่มองหน้า หรือไม่มองหน้ากัน แล้วมาเจออีกที ชั้น

เรียกคุณมาฟัง คุณก็ไม่อยากฟังชั้น
แต่ถ้าคุณกับชั้นได้เจอกัน ได้สั่งสนทนากัน พูดคุยกัน กี่วันๆ ก็คุยกัน เจอหน้ากัน มาเรียก

อีกที ชั้นอยากจะสอนอะไร คุณก็อยากจะฟัง มันเป็นการคุ้นเคย สร้างความคุ้นเคย
งั้น พระพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็น สัตถา มนุสสานัง พุทโธ ภะคะวา แต่พระ

ปัจเจกพุทธเจ้า ไม่ได้เป็น สัตถา เทวา มนุสสานัง พุทโธ ภะคะวา คือ ท่านไม่ได้เป็นครูของ

เทวดาและมนุษย์ที่สั่งสมอบรมมาแล้วแต่อดีต แต่กาลก่อน ไม่ได้สั่งสมมาแบบนั้น คือ

บรรลุธรรม แต่ไม่มีความสามารถ จะเรียกว่า ไม่มีความสามารถก็ไม่ใช่ แต่ไม่ได้สั่งสมมา
คุณแทนคุณ     ... หลักธรรมะในพุทธศาสนามีหลากหลายมาก แล้วพระที่จะ

ศึกษา... และเผยแผ่
หลวงปู่     พระแต่ละองค์ไม่ได้เผยแผ่ พระ 300,000 รูป ถ้าเป็นนักเผยแผ่จริงๆ

เป็นผู้ที่เผยแผ่ และเป็นที่ยอมรับ มีอยู่ได้น้อย ด้วยเหตุผลว่า มันต้องสั่งสมอบรม ไม่ใช่แค่

ว่า มาเรียนรู้ปัจจุบัน คือเดี๋ยวนี้ เค้าก็มีโรงเรียนเผยแผ่ แล้วพระก็จะเข้าไปเรียน เป็นนัก

เผยแผ่ เป็นนักเทศน์ อะไรอย่างนี้ ก็ได้ในระดับหนึ่งซึ่งก็ทำไป แต่ว่า เป็นที่ยอมรับใน

ระดับที่คนทั้งประเทศ คนทั้งโลก หรือคนทั่วไป หรือ มหาชนยอมรับ ศรัทธา มันไม่ใช่ทั้ง

หมด ด้วยเหตุผลว่า ธรรมะ มันเป็นอะไรที่ไม่ใช่พูดเก่ง แล้วจึงจะเรียกว่า เป็นนักเผยแผ่

เพราะว่า นักเผยแผ่แต่โบราณที่เค้ามีมาแต่เก่าก่อน เราจะเห็นว่า ท่านมีทั้งวิชา จรณะ,

วิชาและจรณะ คือ ความรู้ และความประพฤติ
เพราะฉะนั้น อ้ายความรู้ และความประพฤติ มันเป็นหลักยืนยันในคำพูดของท่าน ว่า ท่าน

พูดจริง ไม่โกหก เพราะท่านทำได้ ท่านทำมาแล้ว แต่บุคคลที่เป็นนักเผยแผ่ ที่เรียนกันอยู่

ทุกวันนี้เนี่ยนะ นักเทศน์เนี่ยนะ ไม่ใช่เป็นผู้รู้วิชาและจรณะ มีวิชาและจรณะอาจจะไม่ครบ
เพราะงั้น เมื่อเวลาพูดออกไปแล้ว มันก็เลยทำให้คนตั้งข้อสังเกตุได้ หรือ อาจจะสงสัยได้ว่า

อ้ายสิ่งที่ท่านพูดออกมา ท่านทำได้ไม๊
คุณแทนคุณ     ซึ่งตรงนี้ ผมว่า สำคัญนะฮะ กว่าจะรอให้ทำได้ บางทีมันอาจจะ
หลวงปู่     สำคัญ มันสำคัญอยู่ แต่ว่าผู้สอน นักเผยแผ่ จะเห็นความไม่สำคัญ คือ ไม่ให้

ความสำคัญต่อสิ่งที่มันสำคัญ ด้วยเหตุผลว่า มองว่า เอาล่ะ พูดเป็น พูดเก่ง พูดได้ ก็ใช้ได้

แล้วล่ะ โดยไม่ใส่ใจว่า ทำเป็น ทำเก่ง ทำได้ ด้วย, ก็ไม่มีข้อยืนยันพิสูจน์ต่อคำพูดของตัว

เอง มันก็เลยทำให้ผู้ฟังมีความรู้สึกว่า เอามัน, เอามัน เอาเพลิน เอาฆ่าเวลา และเอาดีกว่า

อยู่เปล่าๆ ดีกว่าฟังเพลง ดีกว่าฟังเพลง ฟังปาฐก ดีกว่าฟังนักการเมืองหาเสียง อะไร

ประมาณนี้
มันก็ เหมือนๆ กับว่า เออ ฟังๆไป ได้ชื่อว่า เป็นผู้ฟัง แต่ส่วนว่า จะเอามาวิเคราะห์ มาตรึก

มาตรอง อันนั้น อยู่ที่คนฟังคนนั้นว่า จะมีสติปัญญาที่จะจับเอาประเด็นต่างๆ มาใช้ ซึ่งแตก

ต่างจากนักเผยแผ่ในยุคโบราณ
นักเผยแผ่ในยุคโบราณ เค้ามีวิชา  มีจรณะ, พอมีวิชา มีจรณะ เค้าไม่ต้องสงสัย ไม่ต้อง

ตั้งข้อรังเกียจ ก็ตั้งใจฟังโดยดุษฎี เหมือนอย่างที่ สุภัททปริพาชก หรือว่า จิตต คหบดี หรือ

อนาถบิณฑกะเศรษฐี พอมาเห็น แม้กระทั่งพระสารีบุตรได้เห็นพระอัสสชิ เดิน มีวิชา มี

จรณะ ก็เพียงแค่เทศน์นิดหน่อย ท่านก็เข้าใจธรรม เพราะว่า เป็นผู้มีวิชา มีจรณะ ท่านผู้นี้

ต้องวิเศษแน่ เพราะกิริยาอาการ พฤติกรรมท่านดูงดงาม แล้วก็เห็นเป็นที่ประจักษ์ ใบหน้า

ผุดผ่อง
แต่เดี๋ยวนี้ คนที่ขึ้นไปนั่งเทศน์ บางที หน้าดำคร่ำเครียด เอ พรุ่งนี้ กูจะเอาเงินส่งแชร์ที่ไหน

ล่ะหว่า เอ รถผ่อนไม่หมดเลยเว้ย บ้านทำไงดี อะไรประมาณนี้ มันก็ต้องเครียดเป็นธรรมดา
งั้น เวลาพูดออกไป มันก็ทำให้คน, ธรรมะน่ะ มันเย็น, เวลาฟังแล้ว มันไม่เย็น, วิชา

จรณะ มันไม่ปรากฏให้เห็นชัด
คุณแทนคุณ     ซึ่งจะดู ก็ยาก คือไม่ง่าย บางท่านก็สำรวมเก่ง
หลวงปู่     คือ แสดงเก่ง
คุณแทนคุณ    คือ สำรวม เรียบร้อย
หลวงปู่      คำว่า วิชชา จรณะ มันไม่ได้ดูที่ว่า สำรวม เรียบร้อย คุณแทนคุณ มันดูที่หลัก

ปฏิบัติ ข้อวัตรปฏิบัติ และกระบวนทัศน์ ที่ผู้แสดงนั้น, เพราะว่า การแสดง คนดู คนชม

คนฟัง เค้าจะมีสติปัญญา ที่จะวิจารณ์ออกว่า ท่านผู้นี้ จริง ไม่จริง, แท้ไม่แท้, แสดงดี

ไม่ดี หรือไม่ก็ ตีบทแตกไม่แตก ถูกไม๊ ชั้นคิดว่า เค้าดูเป็น ดูออก
แต่ทีนี้ คนดูยุคปัจจุบัน คนชมยุคปัจจุบัน ค่อนข้างที่จะเอามัน ไม่ได้เอาสาระเป็นหลัก,

เอามัน, เอาเมา, เอาสะใจ, เอาประเทืองอารมณ์ แต่ไม่คิดประเทืองปัญญา มันก็

เลยได้นักเผยแผ่อย่างที่เราเห็นๆ กันอยู่
คุณแทนคุณ    ในมุมกลับกัน พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงสรรเสริญในคนที่ติดยึดในรูปลักษณ์

เช่น แม้จะเกาะชายจีวร กอดพระบาท ก็ไม่สามารถเข้าถึงธรรมได้ ผู้ใดถึงธรรม ผู้นั้นถึงเรา

ตถาคต คือ ไม่ให้ยึดติดในครูบาอาจารย์
หลวงปู่     คุณแทนคุณ  คนโบราณ เค้าคิดกันอย่างนี้ว่า ผู้ที่พูดธรรม คือ ผู้ที่ศักดิ์สิทธิ์ แล้ว

คนที่จะพูดธรรม ก็จะต้องเป็นคนที่ตระหนักสำนึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็มี หิริ อย่างสูง

โอตัปปะ ความเกรงกลัวอย่างมาก, หิริ ความละอายชั่ว, โอตัปปะ ความกลัวบาป

สำหรับนักแสดงธรรม เค้าจะมีสูงมากในยุคโบราณ
เพราะงั้น เวลาจะพูดอะไร เค้าต้องใคร่ครวญ ต้องวิเคราะห์แล้วว่า สิ่งที่เราพูด กูพูด เราทำได้

ไม๊ แต่คนสมัยนี้ เค้าพูดตามตำราไง มันจะแตกต่างกัน เพราะว่า เรามีตำราหลายเล่ม เราก็

เลยใช้ตำราเป็นกระบวนการที่จะนำเสนอ แต่คนสมัยเก่า เค้าไม่ได้ใช้ตำรา เค้าใช้วิชา จรณะ

เป็นตัวพูด คือ เค้า, เหมือนอย่างพระอัสสชิบอกกับพระสารีบุตร ว่า เราเป็นผู้บวชใหม่

ไม่ได้รู้อะไรมาก รู้แต่ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าสอนเราอย่างนี้ว่า ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระ

ศาสดาทรงแสดงเหตุ และความดับเหตุแห่งธรรมนั้น เรารู้แค่นี้ อย่างอื่นเราไม่รู้
แน่ะ เป็นความซื่อตรงต่อพระธรรมที่ท่านมี,  เรารู้ แล้วเราทำได้สิ่งนี้ เท่านี้เอง ข้อเดียว

ก็ท่านรู้แค่นี้ แล้วท่านก็ทำอยู่ในเรื่องแค่นี้ ก็เข้าใจได้แค่นี้ อธิบายมากกว่านี้ ท่านก็ไม่ได้

แต่คนฟัง ก็เข้าใจได้ว่า อ้อ นี่ท่านเป็นผู้ซื่อตรงจริงๆ ไม่ได้เสแสร้ง ไม่ได้แกล้งโม้ อวดคุย

เขื่องเรื่องใหญ่โต แล้วก็ไม่ได้ทำให้พระธรรมไม่บริสุทธิ์ ไม่บริบูรณ์ ชัดเจนในสิ่งที่เป็น

ความหมายที่ท่านแสดง
แต่คนสมัยนี้ แม้ไม่ได้รู้อย่างนี้ แต่ก็จำมาได้แบบนี้ ก็พยายามจะพูดในสิ่งที่ตัวเองจำให้ได้

เยอะๆ อย่างนี้ เพื่อจะยกภูมิตัวเอง ก็มันมีอีโก้มาก มีอ้ายโก้สูงไง
เพราะงั้น โรงเรียนที่ปลูกฝังอีโก้ อ้ายโก้ มันเป็นโรงเรียนที่มันต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า เค้า

ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องคำว่า วิชชาจรณ สัมปันโน เติมคำว่า สัมปันโน เข้าไปอีกหน่อย ก็คือ ผู้

ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติชอบ เพราะเมื่อมันไม่ตาม วิชชาจรณสัมปันโน ให้เป่าประกาศ

ก้องไปทั้ง 3 โลก มันก็เหมือนกับเค้าเรียกว่า อะไร, ขออภัย ตดให้กบฟัง พูดเห็นภาพ

คือ กบฟังไม่รู้เรื่อง มึงตดให้ตาย เบ่งลมให้ตาย ไม่รู้เรื่อง
คุณแทนคุณ    ดีไม่ดี มันร้องแข่ง
หลวงปู่     เออ ดีไม่ดี มันร้องแข่ง เอ๊ มึง ทำไมเสียงมันดังคล้ายๆ กู งั้น ถ้าเราจะทำให้

ธรรมะของพระพุทธเจ้า รุ่งเรืองเจริญ มันต้องเริ่มต้นมาจากคำว่า ผู้แสดงธรรมต้องมี วิชชา

จรณสัมปันโน
คุณแทนคุณ    ครับ ทีนี้ ถ้ามองกลุ่มเป้าหมาย หรือ มองกลุ่มผู้ฟังด้วยความเคารพว่า ไม่ได้
หลวงปู่      ถ้ามี วิชชาจรณสัมปันโน แล้วเนี่ย กลุ่มไหนก็ได้
คุณแทนคุณ     มีความหลากหลาย บางคนบอก อู้หู กว่าจะเข้าถึงครูบาอาจารย์ พระอริยเจ้า

ต้องไปปฏิบัติ อะไรเยอะ เอาแค่ละครที่มีธรรมะแฝง สื่อง่ายๆ เข้าถึงได้ก่อน มันจำเป็นไม๊

ครับ หลวงปู่
หลวงปู่     เออ ทุกวันนี้ เราก็มีสื่อรอบตัวไปหมด ธรรมะออนแอร์ ธรรมะอะไรนะ ธรรมะ

ติดปีก ธรรมะสารพัดธรรมะ แล้วถามว่า เรากดหามันกี่ครั้ง แล้วเราไปกดอ้ายอะไรนะ
คุณแทนคุณ     แรงเงา
หลวงปู่    ไม่ใช่ อ้ายม้าย่อง
คุณแทนคุณ     อ๋อ กัมนัง สไต
หลวงปู่        เออ อ้ายม้าย่อง ที่จริง มันม้าย่อง
คุณแทนคุณ     โอ้โห หลวงปู่รู้จัก กัมนังสไต ด้วย เหรอฮะ
หลวงปู่     ไม่ใช่ ชั้นรู้จักแต่ม้าย่อง ปูเร็งๆๆ อะไร ปูย่าตายาย เค้าเล่าให้ฟัง สมัยก่อนเด็กๆ

จะเล่นละครเวที เล่นลิเก เล่นโขน ต้องเล่นบทนี้ก่อน อ้ายม้าย่องนี่ก่อน
คุณแทนคุณ     แสดงว่า เค้าอาจจะเคยมาเมืองไทย แล้วมาเห็นท่า
หลวงปู่       มันบอกไง มันเคยมาเห็น แล้วก็จำไทยไปใช้ เพราะฉะนั้น ไทยกดมากที่สุดใน

โลก เห็นบอกว่า เป็นอันดับ 4 ของโลก
คุณแทนคุณ      ตอนนี้ขึ้นอันดับหนึ่งแล้วครับ 800 กว่าล้าน
หลวงปู่     เหรอ เออ แล้วอ้ายธรรมะของชั้น มันกดกี่ครั้ง นี่คือ สันดานไง สันดานของผู้คน

ในยุคปัจจุบัน ที่ต้องยอมรับว่า เสพแต่สิ่งเสพติด แต่ไม่เสพในสิ่งที่ปลดเปลื้อง ไม่เสพใน

สิ่งที่เป็นเสรีภาพ และ อิสระ แต่เสพสิ่งที่เป็น ผู้ถูกครอบงำได้ง่าย ชอบ, ชอบที่จะ

โดนครอบงำ
อ้ายธรรมะนี่ เวลาเสพไปแล้ว มันมีเสรีภาพ มีอิสระ มันมีวิธีการที่จะปลดเปลื้อง ไม่ต้อง

เสพติด แต่อ้ายกัมนัง สไต อ้ายแรงเงา ที่คุณว่า ขนาดคุณยังยกขึ้นมาเลย ชั้นยังไม่รู้เลยว่า

มันเป็นอะไร
คุณแทนคุณ    แต่ผมไม่ได้ดู แต่เห็นว่า เค้าสอนเรื่องกรรม เรื่องอะไร
หลวงปู่    ไม่รู้ ชั้นไม่รู้เรื่อง เพราะชั้นไม่ค่อยชอบเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ เพราะมีความรู้สึกว่า

เราไม่เห็นจำเป็นต้องไปดู คนเค้าทำกิน, เค้าทำน่ะ เค้าทำกินของเค้า เค้าเลี้ยงลูก เลี้ยงเมีย

เลี้ยงครอบครัว เลี้ยงผัว เราไม่เห็นต้องไปเดือดร้อนอะไร
คุณแทนคุณ     .....ผมทำเรื่องเด็ก เยาวชน อยากจะขอความรู้หลวงปู่ ทุกวันนี้ เด็ก

เข้าวัดเข้าวาน้อย ซึ่งสมัยก่อน พ่อแม่ปลูกฝัง พาลูกเข้าวัด.....
หลวงปู่      สมัยก่อน เรารับมรดกทางธรรมโดยบรรพบุรุษ แต่คนสมัยนี้ บรรพบุรุษไม่มี

ธรรม บรรพบุรุษมีแต่ห้าง มีแต่กัมนัง สไต มีแต่อะไรล่ะ หนัง ละครเวที มีแต่คอนเสิร์ต นี่

คือ บรรพบุรุษพยายามยัดเยียดให้
คุณแทนคุณ       บางที บรรพบุรุษมี แต่ลูกหลานไม่รับ
หลวงปู่         ไม่ใช่ ถ้าบรรพบุรุษมี บรรพบุรุษ ต้องหากรรมวิธีหลากหลาย กุสโลบายเยอะ

แยะ อย่างชั้นโดนบรรพบุรุษ ส่งมอบมรดกทางธรรมตั้งแต่เด็กๆ อายุ 5 ขวบ 6 ขวบ ก็

ต้องโดนจูงเข้าวัด, 3-4 ขวบ ก็ต้องพาใส่บาตร มันก็เลยทำให้เห็น นี่คือ วิธีมอบ

มรดกทางธรรมของบรรพบุรุษ แต่คนสมัยนี้ 5 ขวบ 6 ขวบ เอ๊อ ให้มันนอนเถอะ

ปล่อยมัน ให้มันนอน, วันเสาร์ อาทิตย์ มันอยู่ว่าง เออ ให้มันนั่งเล่น นอนเล่น ไปเที่ยว

ดูทีวี เล่นเกมไป
แต่บรรพบุรุษของชั้น มันไม่ใช่อย่างนั้น เสาร์ อาทิตย์ หยุดเรียนเหรอ เอ้า มาช่วยพ่อแม่

ไปวัดกัน อะไรอย่างนี้ ซึ่งมันแตกต่างกันไง วิธีส่งมอบมรดกทางวิญญาณของบรรพบุรุษ

ในยุคปัจจุบัน ไม่มี ต้องบอกว่า ไม่มีเลย มันมีแต่วิธีส่งมอบมรดกทางการเสพ จาก

บรรพบุรุษในยุคปัจจุบัน
คุณแทนคุณ     ... มีผลสำรวจว่า ปัญหาสังคมที่เกิดกับเด็ก ส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่

ผู้ใหญ่ทำให้ เช่น เกม คาราโอเกะ
หลวงปู่     ทั้งนั้นแหละ งั้น คนใหญ่สมัยปัจจุบัน ก็คือ คนที่ทำร้ายเด็กในอนาคต
คุณแทนคุณ     ....ผมกำลังนึกถึงพุทธทำนายว่า ความเสื่อมในยุคท้ายของพุทธกัป

นี้.....
หลวงปู่     ก็ยังมีพุทธานุภาพอยู่ ยังมีธรรมานุภาพ ยังมีสังฆานุภาพ
ถ้าเมื่อใดที่ คนฟัง ผู้คนยังรู้จักอริยสัจ 4 แสดงว่า พุทธานุภาพยังมี
เมื่อใดที่มนุษย์ ชนส่วนใหญ่รู้จักคำว่า ศีล รู้จักรักษาศีล รู้จักฟังธรรม แผ่เมตตา เจริญภาวนา

ก็แสดงว่า ยังมีคำว่า ธรรมานุภาพอยู่
ถ้าเมื่อใดที่มนุษย์รู้จักบุญ บาป รู้กุศล รู้อกุศล ก็ยังมีคำว่า สังฆารุภาพอยู่
แต่ถ้าเมื่อใดที่มนุษย์ไม่มีสิ่งเหล่านี้แล้ว นั่นแหละ พุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ

ก็จะไม่ปรากฏ
คุณแทนคุณ    ขออนุญาตมาที่คำถาม... ส่วนใหญ่ตรงกัน ถามว่า ความว่าง เมื่อมีสิ่ง

มากระทบ รับรู้ ไม่ปรุงแต่ง ใช่หรือไม่ จะต้องไม่รับรู้เลย เวลาปฏิบัติกับหลวงปู่ ว่างได้ แต่

อยู่บ้าน ว่างไม่ค่อยได้ จะทำอย่างไร
หลวงปู่       เผา
คุณแทนคุณ     อะไรนะฮะ
หลวงปู่    เผา อ้าว มันจะได้ว่างไง เผา แล้วมันก็ว่างไปหมด ไม่มีอะไรเหลือเลย ตัวเนื้อก็ว่าง

แต่มาอยู่ที่นี่ เค้าว่างถึงขนาดลืมใส่เข็มขัดน่ะ ไม่รู้มันใส่กางเกงออกมาหรือเปล่า
คุณแทนคุณ     อ๋อ มีอย่างนั้นด้วยเหรอฮะ
หลวงปู่     เออ มันว่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจริงๆ งั้น ความว่าง ที่ปรากฏ เห็นทุกสรรพสิ่งโดยที่

ไม่ยึดติด ไม่ปรุงแต่ง, เห็น ก็เรียกว่า สักแต่ว่าเห็น นั่นแหละ คือ ความว่าง
คุณแทนคุณ    ถามต่อว่า มันเป็นเรื่องของสุญญตสมาธิ ใช่หรือไม่ แล้วเวลากลับไปใช้ชีวิต

อยู่กับครอบครัว กับการทำงานจริง รู้สึกว่า เดี๋ยวก็วุ่น เดี๋ยวก็ว่าง สลับกันไป ถ้าเราพิจารณา

ว่า วุ่นก็ไม่เที่ยง ว่างก็ไม่เที่ยง จะถือว่า เป็นวิปัสสนาได้หรือไม่
หลวงปู่    ก็ใช้ได้
คุณแทนคุณ      สู่สุญญตวิโมกข์ ได้หรือไม่
หลวงปู่    ได้    
คุณแทนคุณ       ถามเรื่องความว่างเยอะ แสดงว่า 2 วันนี้ หลวงปู่สอนเรื่องความว่างแยะ

เหรอฮะ
หลวงปู่     ใช่, นี่ ว่าง, กลับไปนี่ ว่างงานล่ะ เพราะมาหลายวัน, ถาม ไปไหนมา,

ไปฝึก ความว่าง, อย่างนั้น มึงก็จงว่างต่อไป, ว่าง อย่างยั่งยืน
คุณแทนคุณ       การอยู่กับความว่าง คือ การใช้สติควบคุมไม่ให้เกิดความคิด เมื่อความคิด

ไม่เกิด ก็จะไม่มีการปรุงแต่ง เมื่อไม่ปรุงแต่ง ใจก็ว่าง ความว่างเช่นนี้ ถูกหรือไม่ ถ้าต้อง

พิจารณา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ไม่ใช่ของเที่ยง ที่สุดไม่เหลือ

อะไร พิจารณาอย่างนี้ ใช่หรือไม่ เห็นกายเป็นของว่างเปล่า
หลวงปู่        ความว่าง มันมีอยู่ 2 ระดับ ก็บอกแล้วว่า 2 วิธีการที่ทำให้เข้าถึงความว่าง
ความว่างที่ใช้ปัญญาพิจารณา เห็นสภาพธรรมที่ปรากฏตามความเป็นจริง เรียกว่า สัพเพ

ธัมมา สังขารา อนิจจา, สัพเพ ธัมมา สังขารา อะนัตตา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่มีตัว

ตน อย่างนี้เป็นต้น พิจารณาอย่างนี้ ก็ถึงความว่างได้
ความว่างอีกประเภทหนึ่ง ก็คือ เข้าถึงองค์ความว่างด้วยสิ่งนั้น, สิ่งหนึ่ง นั้น ก็คือ มีสติ มี

สัมปชัญญะ พร้อมมูล แล้วก็ยกจิตขึ้นสู่คำว่า สุญญตสมาธิ ก็เป็นความว่างในระดับที่ไม่ต้อง

ใช้สมองคิด ไม่ต้องใช้การวิจัย วิจารณ์เยอะแยะ
แต่ความว่างที่แท้จริง มันไม่ใช่ได้มาจากสมองคิด
ความว่างที่แท้จริง มันได้มาจากการลุถึง เข้าใจสภาพธรรมที่ปรากฏตามความเป็นจริง แล้ว

ไม่ยึดติดสภาพธรรมนั้นๆ เพราะสภาพธรรมเหล่านั้น เป็น สัพเพ ธัมมา อะนัตตา, สัพเพ

ธัมมา สังขารา อนิจจา
เพราะฉะนั้น เมื่อมันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป มันก็ไม่มีอะไรให้

เป็นตัวเป็นตนให้เราต้องไปยึดไปผูกพัน อย่างนี้เป็นต้น
ถ้าเข้าใจความหมายนี้ ก็ว่างได้
คุณแทนคุณ     ถ้ามีสติเป็นระยะๆ บางครั้ง เห็นว่า ร่างกาย เป็นสสารประกอบการปรุง

แต่ง..
หลวงปู่     อย่างนั้น เป็นวิปัสสนา
คุณแทนคุณ      รู้สึกว่า ว่าง, พอรู้ทันความว่างนั้นปุ๊บ มันเหมือนกับว่า จะหายไป

แล้วกลายเป็นความรู้สึกตัวปัจจุบัน คือ รู้สึกความมีตัวตนขึ้นมาอีกแวบหนึ่ง
หลวงปู่     เออ คนเราชอบที่จะทำเลียนแบบ เหมือนพระอริยเจ้า แต่เราไม่ได้เป็นพระเป็น

เจ้า หรือเป็นครั้งๆ เป็นคราวๆ ด้วยเหตุผลว่า เราขาด สิ่งหนึ่ง นั้น และ สิ่งหนึ่ง นั้น อย่างที่

กล่าว ก็คือ สติ สัมปชัญญะ
 ถ้าเราอยากให้ สิ่งหนึ่ง นั้น ดำรงค์อยู่ เท่ากับว่า เราอยากให้ความว่าง ปรากฏอย่างยั่งยืน
แต่ถ้าเมื่อใดที่ สิ่งหนึ่ง นั้น มันไม่ดำรงค์อยู่ แม้เราจะพยายามนึกถึงความว่างให้ตาย ก็ไม่

ได้ว่าง ซะที
เพราะฉะนั้น หาวิธีการที่จะสั่งสมให้เกิด สติ สัมปชัญญะ อย่างยั่งยืน แล้วผลของสติ

สัมปชัญญะ มันจะส่งผลให้เราถึงคำว่า ว่างบริสุทธิ์
คุณแทนคุณ    มีคนถามมาอีกว่า ความว่าง กับ อนัตตา เหมือนกันหรือไม่ ขอถามว่า การดู

ความว่าง หมายถึง ไม่ให้คิดอะไรทุกอย่าง ใช่หรือไม่
หลวงปู่    อนัตตา แปลว่า ความไม่มีตัวตน, ความว่าง นี่เป็นสภาวะธรรมอย่างหนึ่ง
อนัตตา เป็นสภาพธรรมที่ปรากฏอยู่ในทั่วๆ ไป เช่น ร่างกายเราไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เกิดขึ้น

ตั้งอยู่ ดับไป มันเป็นเหตุปัจจัยตามสภาพธรรมที่ปรากฏ
ส่วน ความว่าง เป็นสภาวะธรรมที่เกิดขึ้น ในขณะหนึ่งๆ ของจิต
อนัตตา มันมีอยู่ทั่วไป เกลื่อนกล่น คุณก็เป็นอนัตตา ชั้นก็เป็นอนัตตา ที่นั่งอยู่นี่ ก็เป็น

อนัตตาทั้งหมด
แต่อ้ายความว่างในจิต มันเป็นสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยอันพร้อมมูล ก็คือ มีสติ

สัมปชัญญะสมบูรณ์
คุณแทนคุณ     ถือว่า ความว่างเป็นธรรมารมณ์ไม๊ครับ
หลวงปู่     เออ เป็นธรรมารมณ์ไม๊ ก็จัดว่า เป็นธรรมารมณ์ แต่มันเป็นกุศล เป็นอารมณ์

กุศล
คุณแทนคุณ     เขียนถามเรื่อง ความว่างเยอะมาก จนจะไม่ว่าง ถามว่า การทำใจให้ว่าง คือ

การไม่คิดถึงใคร ไม่คิดเรื่องอะไร ถูกหรือไม่ หลวงปู่ตอบแล้วนะครับ ในการปฏิบัติ ความ

ว่าง จิตคิดเรื่องที่เป็นทุกข์ ความรัก, คิดไป ร้องไห้ ไป ปฏิบัติไป ห้ามไม่ให้คิดไม่ได้ ทำ

อย่างไรจึงจะห้ามได้
หลวงปู่       อู๊ย อย่างนั้น อีนี่ ไม่ว่างแล้ว, อีนี่ มันมา เป็นคู่แล้ว มันไม่ได้มาคนเดียวแล้ว

มันพาผัว พากิ๊ก พาก๊อกมาด้วยล่ะ, มาที่นี่ มันต้องมาคนเดียว, มาอยู่ที่นี่ ต้องอยู่คน

เดียว เวลาสวดมนต์ สวดไม่คนเดียว ชั้นก็ไม่ให้สวด ต้องให้หยุดสวด
อ้ายคนที่มานั่งที่นี่ ส่วนใหญ่มาคนเดียวทั้งนั้น ก็มันมาคนเดียว จนบางทีบางครั้ง มันมาตัว

เดียว เสื้อผ้ากางเกง มันก็ไม่ได้เอามา
คุณแทนคุณ     ผมสังเกตุเวลาไปปฏิบัติธรรม ทำไมมีแต่ผู้หญิงเยอะกว่าผู้ชาย หรือว่า

ผู้ชายไม่ค่อยสนใจ แต่ผู้ชาย เห็นว่า ถ้าทำจริงๆ จะเข้าถึงธรรมได้มากกว่า จริงหรือเปล่า

ผมไม่แน่ใจ
หลวงปู่        ผู้ชาย, เข้าถึง ไม่ต้องถาม ดูสิ, นั่งๆ กันอยู่นี่ เป็นเพราะว่า ผู้หญิงเป็นผู้ที่

คิดเสมอว่า เราต้องตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท เพราะสถานภาพของเรา ด้อยกว่าผู้ชาย
งั้น ผู้หญิงก็จะคิดว่า เราจะต้องหาวิธีขวนขวาย เพราะผู้หญิงบวชไม่ได้ไง ผู้ชายประมาทว่า

เอ้ย เมื่อไหร่ก็ได้ เพราะกูยังไม่แก่, เดี๋ยว กูแก่แล้วค่อยไปบวช แต่ผู้หญิงนี่ แก่แล้ว

บวชที่ไหน บางทีบวชแล้ว ก็ยังไม่รู้จะให้อยู่ที่ไหน เพราะไม่มี สังคมจะยอมรับใน

สภาพอย่างนี้น้อยมาก ผู้หญิงส่วนใหญ่ก็จะขวนขวายมากกว่าผู้ชาย อาจจะเป็นเพราะ

ผู้หญิงตั้งอยู่ในความไม่ประมาทมากกว่าผู้ชาย
คุณแทนคุณ      ความว่างที่มองเข้าไปในร่างกาย มองให้เข้าไปลึกถึงที่สุดนั้น มองอย่างไร
หลวงปู่     อืม ความว่าง มันมีกรอบจำกัดอยู่ในความหมายของคำว่า กาย มีสติ พิจารณา

ความเป็นไปในกาย แล้วทำให้กายนี้ว่าง ก็เท่ากับ ทำให้โลกและจักรวาลว่าง เพราะถ้าเรา

เชื่อในความหมายของคำว่า เรา คือ โลก, โลกคือ เรา, เราคือ จักรวาล, โลก เรา

จักรวาล คือ ตัวเรา แสดงว่า ความว่างไม่ได้อยู่ไกล จักรวาลก็ไม่ได้อยู่ไกล โลกก็ไม่ได้อยู่

ไกล แต่มันอยู่ที่เรา
งั้น ถ้าเมื่อใดที่เราอยู่ มองอยู่ สัมผัสอยู่ จับต้อง ลูบคลำอยู่ เข้าใจความหมายของกาย อย่าง

ถ่องแท้ มันก็จะถึงความว่างได้ง่าย
คุณแทนคุณ       อยากให้มีสติตลอดเวลา ต้องทำอย่างไร ไม่อยากใจลอย ไม่อยากขี้เกียจฝึก

เคยปฏิบัติ หายใจเข้า พุท หายใจออก โธ เวลานั่ง จะชินกับการกำหนดพุทโธก่อนตลอด

แต่หลวงปู่สอนให้จิตว่าง ทำให้สวนทางกับแนวที่ปฏิบัติมา ขอหลวงปู่ชี้แนวทางสำหรับ

แก้ไข
หลวงปู่       ไม่เห็นต้องสวนทาง ก็ แค่ ไม่ทำ
คุณแทนคุณ     ก็ไม่ทำแบบเดิม
หลวงปู่     อืม ก็จบ
คุณแทนคุณ     ลึกซึ้งครับ
หลวงปู่      อ้าว มีอะไรต้องสวนทาง
คุณแทนคุณ      มีเคล็ดลับ หรือ อุบาย วิธีอย่างไร ทำให้ความว่างดำเนินสืบเนื่องได้อย่าง

ยาวนาน
หลวงปู่      ไม่มีเคล็ด มีแต่ยอก
คุณแทนคุณ      อันนี้ ผมเข้าใจว่า ถ้าเราติดอยู่กับภวังคจิต ที่มันว่างมากๆ เราจะเข้าสู่เค้า

เรียกว่า....
ไปสู่พรหม อรูปพรหม
หลวงปู่     ว่าง ไม่ใช่ ภวังคจิต, ภวังคจิต เป็นสภาพเหมือนกับ หลุมอากาศ
คุณแทนคุณ   ซึ่งทำให้เกิดเป็นรูปพรหม อรูปพรหม ยาวเลยใช่ไม๊ฮะ
หลวงปู่     ไม่ใช่ เพราะในวิถีแห่งมรรคาปฏิปทา กรรมฐาน 40 พระพุทธเจ้าทรงสอน

เรื่อง สุญญตสมาธิ และเรียกกันในตำราว่า อัปปนาสมาธิ คือ ความแนบแน่นก็ได้ ในขณะ

เดียวกัน ก็ทรงให้เราระลึกถึง ความหมายของคำว่า ว่าง
ตัวอย่างเช่น พระองค์ทรงสอนโมฆราช พระโมฆราชะว่า  
โมฆราช เมื่อใดที่เธอพิจารณาเห็น ความว่าง เมื่อนั้น มัจจุราชจะไม่เห็นเธอ
งั้น มันไม่ใช่ผลตอบรับที่เป็นรูปพรหม หรือ อรูปพรหม
ความว่าง ในที่สุด มันก็จบลงตรงคำว่า ดับและเย็น คือ นิพพาน มันต้องว่างจนไร้อดีต ไร้

ปัจจุบัน แล้วก็ไม่มีอนาคต ในภาษากรรมฐาน เค้าเรียก อุปสมานุสสติกรรมฐาน คือ การ

พิจารณาความว่าง พิจารณา อรูปพรหม ว่า ไม่มีสาระแก่นสาร ไม่ได้เสียหายอะไร
คุณแทนคุณ     เคยอ่านเจอว่า ถ้าเกิดฌานสมาธิมาก ดื่มด่ำดิ่งลึกกับความรู้สึกที่สงบ ก็อาจ

จะ
หลวงปู่     ว่าง ไม่ใช่ ความสงบ แต่ ว่าง มันเป็น ความไม่มี ไม่มีอะไร ไม่ได้อะไร ไม่

เหลืออะไร
คุณแทนคุณ       กูตายแน่
หลวงปู่      เออ
คุณแทนคุณ     มีคำถามมาว่า เสื้อยืดของหลวงปู่ ไม่มีอะไร ไม่ได้อะไร ไม่เหลืออะไร กู

ตายแน่ มีความหมายในเชิงลึกอย่างไร และจะนำไปปรับใช้อย่างไร ก็คงจะตอบแล้วนะครับ
มีคำถาม  ขณะ ปฏิบัติธรรม บวก ลมหายใจ รู้สึก ตึง หนัก ที่ท้องถึงหน้าอก เลิกปฏิบัติ ก็

หายเป็นปกติ อยากเรียนถามว่า หายใจถูกหรือไม่ และขณะปฏิบัติตอนเช้า รู้สึกวิงเวียน

ศีรษะนิดหน่อย ไม่มีโรคประจำตัว แป๊บเดียวก็หาย อยากเรียนถามว่า เพราะเหตุใด
หลวงปู่     อาจจะมาจากพักผ่อนน้อย ความดันต่ำ ก็เป็นไปได้ หรือไม่อีกที ก็อาจจะเป็น

โรคโลหิตจางก็ได้ ส่วนแน่นหน้าอก แน่นท้องในเวลาเดินลม ก็แสดงว่า ไปอั้นลม ไปกักลม

ไปขังลม ไม่ให้ลม เดินสะดวก ก็ถือว่า เราไม่รู้สมดุลย์ของลมตัวเอง จบ
คุณแทนคุณ      ออกกำลังกายท่าไหน ช่วยให้กระดูกเคลื่อน เข้าที่ได้
หลวงปู่    ก็ได้ทุกท่า ถ้าทำครบทุกท่า แล้วมันยังไม่เคลื่อน ก็เอาไม้หน้าสาม
คุณแทนคุณ     ชอบเอาจิต มารวมที่หว่างคิ้ว แล้วเพ่ง แบบนี้เป็นการฝึกสมาธิหรือเปล่า
หลวงปู่      ก็เป็นการเพ่งจิตอย่างหนึ่ง เป็นสมาธิ
คุณแทนคุณ       ในช่วงที่หลวงปู่ให้ว่าง และเคลื่อนปราณ จากท้ายทอยไปที่หู และกลับ

ไปที่กระหม่อม เกิดอาการ ตาลาย หัวหมุน แต่เมื่อหลวงปู่ให้นั่งลง อาการดังกล่าวก็หายไป

ถามว่า ทำตามขั้นตอนใด ผิดพลาดหรือไม่ และเมื่อเดินประกอบลมจากขั้นที่ 6 ไปขั้นที่ 7

คอแห้งมาก และง่วงนอนเหมือนหัวจะทิ่ม เวลานั่งพัก มีอาการอึดอัดมาก ช่วยแนะนำวิธี

การถูกต้องด้วย
หลวงปู่       อ๋อ ไม่มีอะไรผิดปกติ เป็นปกติของมึง ไม่ผิด ถ้าจะแก้ ก็คือ หมอนใบหนึ่ง ใช้

ได้เลย
คุณแทนคุณ    น่าสนใจนะครับ
หลวงปู่      อืม มันเป็นปกติของพวกมันอยู่แล้วพวกนี้ ไม่มีอะไรผิด เรื่องหลับ เรื่องนอน

เป็นปกติ บางทีเดินๆ มันยังหลับเลย งั้น ไม่ผิดปกติหรอก
คุณแทนคุณ     ควรจะพักผ่อนซะหน่อย
หลวงปู่       เออ เมื่อเช้า ชั้นเลยให้มันนอน นอนว่างพักเดียว กรนครอกเลย ไม่ผิดปกติ มัน

เป็นปกติของมันเอง จบ
คุณแทนคุณ       ในขณะที่เราใช้ ตัวว่าง ใส่บาตรนั้น มีฆราวาสผู้หนึ่ง ใช้วาจาไม่สำรวม

ต่อว่าผู้มาร่วมบุญ ถือว่า ผู้นั้น มีมิจฉาทิฏฐิหรือไม่ เพราะขณะนั้น ทุกคนมีความว่าง ตาม

ที่ครูบาอาจารย์ได้สอนมา
หลวงปู่        อืม แสดงว่า มึงไม่ว่างล่ะ โดนด่า, อื๊ม ไม่สนใจ ถ้าเราไปสนใจ เราจะกลาย

เป็นผู้ไปรับกรรมมา ถ้าไม่สนใจ กรรมนั้น มันก็จะสนองกลับไป  เท่านั้นเอง โง่ จบ
คุณแทนคุณ       จะทราบได้อย่างไรว่า ผู้ใดบรรลุขั้น โสดาบัน
หลวงปู่      โอ๊ย เห็นมีแต่โซดากันทั้งนั้นแหละ โสดาฯ ยังไม่ค่อยได้เจอเท่าไหร่เลย อย่า

เพิ่งไปถามหาโสดาฯ เลย เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ จบ
คุณแทนคุณ   ในการปฏิบัติธรรม หลวงปู่สอนให้อยู่กับความว่าง ความว่างนี้ คือ การวาง

เฉยจากทุกๆ เรื่อง ใช่หรือไม่ ถ้ามีเรื่องแทรกเข้ามาในขณะที่สวดนต์ เรากำหนดรู้ แล้ว

สวดมนต์ต่อได้หรือไม่
หลวงปู่     แสดงว่า มันไม่ว่างแล้ว เราไม่ได้มาคนเดียว ก็บอกแล้ว เวลาเจริญมนต์ ต้องมา

คนเดียว ต้องสวดอยู่คนเดียว แต่ถ้ามันมีสิ่งอื่นเข้ามา แสดงว่า ไม่ได้มาคนเดียว อย่างนั้น

ก็ต้องหาวิธีขับไสไล่ส่งให้มันออกไป ให้เหลือเราคนเดียว นั่นแหละคือ ความว่างที่แท้จริง
คุณแทนคุณ      .........ธรรมะเยอะมากเหลือเกิน ศึกษาไม่หมด ...ขอซัก

ข้อที่เป็นแก่น ก็ได้ว่า ...ของทั้งหลาย ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น... แล้วท่านพุทธทาส

ท่านก็เน้นเรื่องความว่าง ไม่ยึดมั่น ตัวตนของกู
หลวงปู่      สัพเพ ธัมมา อะนัตตา สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่มีตัวตน, สัพเพ ธัมมา สังขารา

อนิจจา สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง เพราะฉะนั้น เมื่อเข้าใจความหมาย ไม่มีตัวตน ไม่เที่ยง

แล้วมันก็เป็นทุกข์ สัพเพ ธัมมา สังขารา ทุกขา สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ เมื่อเข้าใจความ

หมายนี้แล้ว ก็จะรู้ว่า อ้ายที่เราเป็นอยู่นี้ มันเรื่องโกหก เรื่องหลอกลวง เรื่องตลบแตลง เรื่อง

มดเท็จ แล้วก็เรื่องที่เราโดนครอบงำแล้ว เต มะยัง โอติณณามาหะ เราเป็นผู้ถูกครอบงำแล้ว

โดยเหตุปัจจัยของความไม่รู้
เพราะงั้น คนที่มี สติ สัมปชัญญะ จนลุถึงความว่าง ก็ถือว่า มีความรู้ มีวิชา, พอมีความรู้

มีวิชา มันก็จะไม่ปรุงแต่งสังขาร เพราะถ้าเมื่อใด ที่เราไม่มีความรู้ ไม่มีวิชา มันก็จะมี เค้า

เรียกว่า อวิชชา ก็ทำให้เกิดปรุงแต่งสังขาร มันก็เกิด สารพัดเกิดตามมา มันก็ตัดช่องว่าง

ของปฏิจจสมุบรรณธรรม
ต้นเหตุของปฏิจจสมุปบาท ก็คือ อวิชชา
คุณแทนคุณ       .......ที่ท่านคึกฤทธิ์ แย้งว่า ถ้าว่าง ก็ทำอะไรไม่ได้ ก็คือ อยู่เฉยๆ

อยู่นิ่ง....
หลวงปู่      นี่กำลังเริ่มเป็นนักปกครอง เพราะมีความคิดแบบนี้ เค้าเริ่มจะเป็นนักการเมือง

นักการเมือง นักปกครอง เค้าจะคิดเป็นปฏิปักษ์ต่อความว่างเสมอว่า มันจะทำให้โลกไม่

พัฒนา คนไม่ทำงาน คนสันหลังยาว เกียจคร้าน ชีวิตไม่เดินหน้า แต่ในมุมกลับกัน ท่าน

พุทธทาส ท่านจะสอนว่า ทำงานด้วยใจว่าง เพราะว่า เราทำชีวิตอยู่ที่ไม่ว่าง ก็เพราะว่า เรา

มีแรงขับ และพลังเคลื่อนจากตัณหา ราคะ โทสะ โมหะ อวิชชา เป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งมัน

เป็นพลังงานที่ไม่บริสุทธิ์
แต่ถ้าเมื่อใดที่เราใช้ความว่าง เป็นตัวขับเคลื่อน มันก็เป็นพลังงานที่มันบริสุทธิ์ ไม่ทิ้งมล

ภาวะ
คุณแทนคุณ     เข้าใจแล้วฮะ ทำด้วยกิเลส กับทำด้วยธรรมะ
หลวงปู่      เออ ใช่ มันคนละเรื่อง
เพราะงั้น คนที่มีความว่าง งานที่ทำ มันก็เป็นเพียงหน้าที่
แต่คนที่ไม่มีความว่าง งานที่ทำ มันก็คือ ความอยาก, มันคือ ตัณหา, มันก็คือ กิเลส,

มันคือ อวิชชา
งั้น ทั้งโลก เรามี ตัณหา อวิชชา กิเลส แล้วก็อุปาทาน เป็นตัวขับเคลื่อน เราจึงทุรนทุราย ทุก

วันนี้ แล้วเราก็คบมันไม่ใช่แค่ชาตินี้ โลกใบนี้ เราคบมันมาเป็นร้อย เป็นล้าน เป็นแสนชาติ

แล้วเราก็คิดว่า มันเป็นพลังงานขับเคลื่อนที่ดีที่สุด ที่ประหยัดสุด ได้ประโยชน์สูงสุด และให้

ความมัน ความสะใจ ความเมาแก่เราได้เยอะที่สุด
แต่ในมุมกลับกัน พลังงานที่บริสุทธิ์ๆ เช่นความว่าง ทั้งๆ ที่มันเป็นมิตร เป็นมหามิตร แต่

มันไม่ใกล้ชิดเรา เพราะว่า เราไม่ค่อยคบมัน เราไม่เชื่อมัน เราคิดว่า มันไม่ให้อะไรกับเรา

เหมือนกับที่คุณบอกแต่แรกว่า มันจะทำให้คนไม่พัฒนาหรือเปล่า จะทำให้โลกและสังคม

ไม่เดินหน้าไม๊
นั่นแหละ เป็นความคิดที่นักปกครองยุคเก่าๆ แม้ยุคปัจจุบัน เค้าก็คิดกัน
คุณแทนคุณ     ทำให้ผมนึกถึงปรัชญา หลักเศรษฐกิจพอเพียง.........
หลวงปู่       ที่จริง หัวใจสำคัญของการพัฒนาทั้งปวง มันต้องมาจากจิตว่าง เป็นทุนเดิม

แล้วมันจะทำให้การพัฒนานั้น เป็นการพัฒนาที่ไม่สร้างมลภาวะ แต่ทุกวันนี้ เราทำด้วยใจ

ไม่ว่าง เราทำเพราะอยากทำ เราทำเพราะว่า อารมณ์โกรธ เราทำเพราะโลภ เราทำเพราะ

หลง เราทำเพราะโง่  งั้น สิ่งที่ทำ มันก็ได้บ้างเสียบ้าง บางครั้งก็แลกได้แลกเสีย ถ้าไม่ได้ไม่

เสีย ก็มีความรู้สึกว่า ไม่เพียงพอ แล้วก็แสวงหาเพิ่มขึ้น
แต่ถ้าทำงานด้วยหัวใจว่าง ซึ่งเป็นพลังงานบวก แล้วมันก็ไม่สร้างมลภาวะ มันทำก็จบ แล้ว

ก็ไม่สร้างมลภาวะด้วยเหตุปัจจัยว่า คือ มันจบโดยเหตุปัจจัยของมันแล้ว ก็เพียงพอแล้ว

เพราะเราถือว่า ทำหน้าที่สมบูรณ์ แล้วก็มีวิธีคิดที่แตกต่างจากเครื่องผลัก เครื่องเร้า สิ่งล่อ

เครื่องถีบที่มันเป็นตัณหา อุปาทาน
เข้าถึงความว่างแล้ว มันเป็นที่สุดของการพัฒนา
คุณแทนคุณ    ....การที่จะไปสั่งสอนคน มันต้องเกิดจากแรงขับความอยาก ที่อยาก

จะไปช่วยคน .....
หลวงปู่     เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว ชั้นเขียนบทโศลกไว้บทหนึ่งว่า ลูกรัก คนฉลาดใช้กิเลส

คนโง่โดนกิเลสใช้ ทีนี้ ถ้าเราว่าง เราก็จะใช้กิเลสได้ถูกต้อง แต่ถ้าเราไม่ว่าง คือ เราโง่ เราก็

โดนกิเลสใช้แบบชนิดที่โดนต้ม
คุณแทนคุณ     ชัดเจนครับ มีคำถามค้างอยู่, เราจะรู้ได้อย่างไรว่า จริตของเรา เหมาะ

กับการฝึกสมาธิสติ รูปแบบไหน
หลวงปู่       เอาเป็นว่า ชอบไม๊ล่ะ, นั่นแหละ ถ้าชอบ ก็ใช่, แต่ถ้าไม่ชอบ ก็ไม่ใช่
คุณแทนคุณ      ถ้าไม่ชอบ ก็หาไปเรื่อยๆ
หลวงปู่     มันเป็นธรรมชาติของผู้แสวงหา ธรรมชาติของผู้แสวงหาภพเกิด ชาติเกิด เค้า

เรียกว่า พวกสัมภเวสี
คุณแทนคุณ    งั้น ต้องรีบหาให้ใช่
หลวงปู่         เออ จะได้พ้นจากสัมภเวสีไง มันเป็นธรรมชาติของสัมภเวสี ที่แสวงหาภพ

เกิดไปเรื่อยๆ, ธรรมชาติ, พระพุทธเจ้านั่งอยู่ข้างหน้า ก็ยังบอกว่า ไม่ใช่ ก็เดินหาไป

เรื่อย เหมือนกับอุปกาชีวก เจอพระพุทธเจ้าแล้ว หึๆ ไม่ใช่ ก็เดินหาไปเรื่อยๆ พระองค์ก็

บอกว่า นี่ ธรรมชาติของสัมภเวสี
งั้น ครูวิเศษ ไม่ใช่, อยู่ที่ศิษย์ ต้องเรียนรู้ศึกษา ค้นหาให้เจอ
คุณแทนคุณ    ......ผมเห็นบางคนขึ้นบ้านใหม่ มีการไหว้เจ้าที่ ไหว้ศาลพระภูมิ

ไหว้สัมภเวสี ถ้าเราเชื่อในหลักพุทธ แล้วเราไม่ไหว้ เราเชื่อพระพุทธเจ้า พระธรรม พระ

สงฆ์เป็นสรณะ เท่านั้นที่เราบูชา
หลวงปู่       การไหว้ ไม่ได้หมายถึงว่า การที่จะนำมาซึ่งเป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง เสมอนะ
คุณแทนคุณ     แค่แสดงความ
หลวงปู่       นอบน้อมเท่านั้น การไหว้ไม่ได้หมายถึงว่า เราต้องเคารพ บูชาเทิดทูน ท่านจง

เป็นสรณะ เป็นที่พึ่งของเรา, ไม่ใช่, แต่การไหว้ เหมือนกับเรา เอ้า สมมุติว่า ชั้นเจอ

นักการเมือง คุณเจอนักการเมืองอ้ายที่มันโคตรโกงเลย แล้วยกมือไหว้มัน มันเป็นผู้ใหญ่

กว่าเรา อย่างนี้ คุณก็ยึดมันเป็นสรณะ เป็นที่พึ่งสิ, ไม่ใช่ ใช่ไม๊, เค้าเป็นรัฐมนตรี เป็น

นายกฯ ก็ยึดเค้าเป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง ไม่ใช่
เพราะงั้น การไหว้ ผีสาง เทวดา นางไม้ ไม่ใช่หมายถึง เอาเค้าเป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง แต่

หมายถึง เป็นการแสดงความนอบน้อมในฐานะที่เราเป็นผู้น้อย มันเป็นคุณลักษณะอันพิเศษ

ที่พุทธต้องสอน
คุณแทนคุณ      แล้วถ้าบ้านไม่มีพระภูมิ ไม่มีเจ้าที่เจ้าทาง
หลวงปู่        ก็ไหว้ ครก ไหว้สากกะเบือ ก็ไหว้ไปเฮอะ ขอให้มันได้ไหว้
คุณแทนคุณ      แล้วถ้าไม่ไหว้ ผิดไม๊ฮะ
หลวงปู่      อ้าว ถ้าไม่ไหว้ นี่ก็ไม่ใช่คน
คุณแทนคุณ    หมายถึงว่า เจ้าที่เจ้าทาง พระภูมิ
หลวงปู่       ไม่ใช่คน มันต้องเป็นมนุษย์ล่ะ แสดงว่า มันสูงกว่าพวกนั้น แล้วต้องรู้ชัดแล้วว่า

พวกนี้ มันต้องไหว้เรา เราไม่ใช่ไหว้มัน งั้น ถ้าเรายังไม่ถูกมันไหว้ ก็จะต้องนั่งไหว้มันไป

ก่อน เพราะเหตุปัจจัยว่า อะไร
เพราะ การกราบ การไหว้ มันเป็นคุณลักษณะพิเศษของสัตว์สังคมที่จะอยู่รวมกัน คุณ

สังเกตไม๊ บางที หมา 2 ตัวเจอกัน ถ้าหมาอีกตัวหนึ่ง มันเห็นตัวใหญ่กว่า แล้วมันไม่ยอม

ลงไปนอน กระดิกหาง มันจะต้องโดนหมาตัวใหญ่กัด
งัน การไหว้ ก็เพื่อ ความอยู่รอด ได้เหมือนกัน มันเป็นการแสดงออกทางสังคมอย่างหนึ่งว่า

เป็นการยอมรับ แต่ไม่ใช่เคารพ
คุณแทนคุณ     เพราะเค้ากำลังรู้สึกว่า สังคมไทย มีการไหว้เยอะมาก
หลวงปู่       คือ คุณอย่าไปมองว่า การไหว้ มันเป็นความเลวร้าย แต่อ้ายคนที่ไม่เคยไหว้

เนี่ย อ้ายตัวเลวร้ายเลยล่ะ เพราะด้วยเหตุผลว่า อะไร
เค้าจะเป็นคนหยาบกระด้าง คับแคบ ยะโส อวดดี ทรนง แล้วก็จองหอง พวกนี้ จะสอนยาก

มาก แต่อ้ายคนที่ชอบไหว้ไปเรื่อยๆ ก็สอนลำบากมาก อ้ายคนที่ไม่ไหว้ก็สอนยาก อ้ายคน

ที่ไหว้ ก็สอนลำบากมาก เพราะมันไม่รู้ สากกะเบือมันก็ไหว้ สอนลำบากมาก
คุณแทนคุณ     เพราะว่า คิดแต่ไม่เชื่อ นี่ดื้อ, เชื่อแต่ไม่คิด นี่ โง่ ใช่ไม๊ฮะ
หลวงปู่       ก็บางคนมันมีทั้งดื้อทั้งโง่อยู่ในตัว มันก็ทั้งยากทั้งลำบาก งั้น เอาเป็นว่า ถ้าให้

ชั้นเลือก ชั้นเลือกสอนคนไหว้ เพราะอย่างน้อย มันก็ไหว้กูล่ะ เออ ดีกว่า, เพราะเค้าไหว้

เรา เราก็ได้คุยกับเค้าได้ ได้สื่อความหมาย แต่อ้ายคนที่ไม่ไหว้เรา มันไปไหนแล๊ว แล้วเรา

จะมีโอกาสสอนเค้าไม๊ วันหนึ่ง มันก็ต้องฟังเราอยู่ดีแหละ น้ำหยดลงหิน, สักวัน หินมัน

ต้องกร่อน, มันไม่กร่อน เราก็แก่ล่ะ
คุณแทนคุณ     หลวงปู่ไม่ค่อยแก่เท่าไหร่นะฮะ
หลวงปู่     อ้าว นี่ ชมอีกแล้วเหรอ
คุณแทนคุณ     ชม
หลวงปู่    ชั้นมียาดี สนใจซื้อไม๊
คุณแทนคุณ     หอมจัง ใช่ไม๊ฮะ
หลวงปู่     ไม่ใช่
คุณแทนคุณ     ก็ด่อมๆ มองๆ อยู่
หลวงปู่      ยาชุบชีวะๆ สนใจไม๊
คุณแทนคุณ    สนใจฮะ
หลวงปู่      ขายซะเลย
ปุจฉา       ทำอย่างไรให้ผลบุญในชาตินี้ ส่งผลในชาตินี้
หลวงปู่      บุญชาตินี้ มันก็ส่งผลชาตินี้อยู่แล้ว ถ้าเราตั้งใจทำ และทำด้วยหัวใจที่ว่างๆ พอ

ว่างๆ แล้วมันมีพื้นที่เหลือเยอะที่จะเป็นที่บรรจุผลบุญ แต่ถ้ามันไม่ว่าง มีตัณหา ราคะ โทสะ

โมหะ อวิชชา มันไม่มีที่ว่างให้บุญมาใส่
งั้น จึงบอกว่า เวลาทำบุญ ให้ทำด้วยใจว่าง บุญจะได้เกิดขึ้น และมีที่ว่างให้บุญมันนั่งอยู่ได้
คุณแทนคุณ     อันนี้น่าสนใจนะฮะ แล้วจะอธิษฐานตอนไหน
หลวงปู่       ชั้นไม่เคยเลย ไม่เคยบอกพวกนี้อธิษฐาน เมื่อเช้าให้ใส่ ก็ยังบอก ไม่ต้อง

อธิษฐาน ทำด้วยจิตว่าง แล้วบุญเรามันจะสำเร็จประโยชน์เอง เราจะได้เอง แต่เมื่อใดที่เรา

จะต้องใช้อธิษฐานธรรม หรือ ธรรมที่ต้องตั้งใจอธิษฐาน ก็ควรอธิษฐานว่า ขอข้าพเจ้า จงถึง

ธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า ประมาณนั้น แต่ถ้าเราคิดว่า เราจะมาทำบุญเพียงเพื่อจะมา

แลก ว่า เจ้าประคุณ ขอให้กลับไปนี่ วันที่ 16 เป๊ะๆ แม่นๆ อะไรอย่างนี้นะ อ้ายอย่างนั้น

น่ะ เสียดายบุญ
คุณแทนคุณ     เมื่อเช้าก็ได้ยินแว่วๆ ตอนล้างจาน เลขโผล่
หลวงปู่    เหรอ เอาขนาดเลข เลยเหรอ
คุณแทนคุณ     ถ้ามีคนมาขอเลขหลวงปู่ หลวงปู่ทำไงฮะ
หลวงปู่        ก็ให้มันซิ เอาไปเลย 1 ถึง 10 เลือกเอาแล้วกัน จะไปยากอะไร มันกล้าขอ

เราก็กล้าให้
คุณแทนคุณ     1 ใน 10 นะฮะ เป็นความรู้
หลวงปู่       เอาล่ะ
คุณแทนคุณ     น่าสนใจ คือ ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้
หลวงปู่    อ้อ เหรอ แต่ก็ถามหน่อย
คุณแทนคุณ      ถ้าเผื่อฟลุ๊กๆ เลขหลวงปู่ เกิดแม่นขึ้นมา
หลวงปู่    ขนาดนั้นเลยเหรอ
คุณแทนคุณ     หลวงปู่ให้เอาจิตไว้ตามจุดต่างๆ ในกายทุกจุด, ในกาย มีลมดันออกตอลด

เวลา อยากทราบว่า ลมที่ดันออกมา คืออะไร
หลวงปู่      เป็นธรรมชาติของมนุษย์ จริงๆ แล้วมันมีไม่เท่ากัน คนบางคนเป็นโรคลม เรียก

ว่า ลมเป็นเจ้าเรือน เป็นธาตุลม หรือ มีลมเป็นเจ้าเรือน ก็อาจจะเป็นไปได้
คุณแทนคุณ      แล้วสังเกตุยังไง หลวงปู่ว่า เราธาตุไหน ดิน น้ำ ลมไฟ ฮะ
หลวงปู่    วิธีสังเกตุ ก็คือ เริ่มต้น เอาเบื้องต้นพื้นฐานก็ ผิวกายก่อน
คนที่เป็นธาตุน้ำ จะเป็นผิวละเอียด อุณหภูมิในกายก็จะเย็น
คนที่เป็นธาตุไฟ ผิวจะหยาบ อุณหภูมิในกายก็จะร้อน ผิวหนังก็จะเหี่ยวแห้ง โทรมเร็ว
คนที่เป็นธาตุดิน ก็จะหนักแน่น มีกระดูกใหญ่ ข้อกระดูกใหญ่ ตัวใหญ่ หนา พวกนี้ธาตุดิน
คนที่เป็นธาตุลม ก็จะสูงโปร่ง ผิวก็จะแห้ง ตาก็จะฝ้า ฟางง่าย
คุณแทนคุณ    หลวงปู่ธาตุดิน
หลวงปู่   ชั้นน่ะเหรอ, 4 ธาตุเลยรวมกัน, ดิน น้ำ ลม ไฟ รวมกันอยู่, บางวัน ชั้นก็

จะใหม่ปิ๊ง ใส บางวันก็แตกละเอียด
คุณแทนคุณ     หน้าเด็ง
หลวงปู่    ไม่เอาหน้าเด็ง เดี๋ยวโดนสากกะเบือ เจอไม่ได้ คุณ, ไปบอกเค้า หน้าเด็งๆ,

ไหน ลองหน่อยซิ ไม้หน้าสาม, โป้งเข้าให้, ไม่เด็งนี่หว่า เออ ยุบเลย ไม่ได้ๆ หน้าเด็ง

ไม่เอา
แต่รวมๆ สรุป ก็คือ ดูง่าย ไม่ยาก เวลารักษาโรค ชั้นก็จะมองธาตุ แล้วจึงวางยาให้ถูกธาตุ
คุณแทนคุณ      เห็นว่า ขมิ้นชัน เป็นพื้นฐานในการปรับธาตุ ปรับสมดุลย์ในร่างกาย
หลวงปู่    ไม่เสมอไป ในกระบวนการธาตุลม คนที่เป็นโรคลม แล้วก็มีธาตุลมเป็นเจ้าเรือน

กินขมิ้นชัน ยิ่งลมกำเริบ เพราะขมิ้นชัน กินเข้าไป มันทำให้เกิดลม
งั้น ไม่เสมอไป อย่าไปเชื่ออะไร คือไม่มีอะไรที่มันสมดุลย์ไปหมด พืชทุกชนิด มันเกิดมา

เฉพาะธาตุ เฉพาะถิ่น ไม่ใช่เกิดมาในทุกธาตุ ไม่ใช่ เว้นแต่ว่า อาจารย์ผู้วิเศษ จะนำเอาพืช

แต่ละธาตุมาผสมกันให้เกิดสมดุลย์ อย่างนี้ได้ แต่ถ้าอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่มีสมดุลย์
หลวงปู่     เหมือนกับไม่มียาครอบจักรวาล
หลวงปู่       ไม่มี, มันเหมาะกับธาตุของตนๆ เท่านั้น คือ มันไม่มียาอำมฤต หรือ ยา

วิเศษใดที่เหมาะกับทุกธาตุเลย ไม่มี คือ พืชแต่ละชนิดไม่มีเหมาะ ข้าวนี่ คุณว่า เหมาะกับ

คนธาตุอะไร คนบางคนกินข้าวเยอะไป ก็ตายเร็ว
คุณแทนคุณ     เหมือนไหลตาย ข้าวเหนียว
หลวงปู่      เออ เพราะงั้น ข้าวนี่ มันเหมาะกับธาตุไฟ เหมาะกับธาตุน้ำ แล้วข้าวอะไรอีก

ต้องดูอีกนะ สารพัดข้าว มีเยอะแยะ บางคนกินข้าวเหนียว, กินๆ ไป กลางคืนไป นอน

ตายเฉยเลยก็มี
งั้น ไม่เสมอไปหรอกว่า พืชแต่ละชนิด เห็นโฆษณาขายกันให้ส่งเดชไป กินเข้าไปแล้ว ก็

บวมอึ่งฉึ่งตายก็มี
คุณแทนคุณ     โรคมันกลับมาใหม่นะครับ หลังๆ ผมได้ยิน โรคไอกรน โรคคอตีบ ล่าสุด

นี่ประกาศ หมูกะทะที่ย่างไม่สุก 100 % เค้ามีเชื้อโรคทำให้ถึงตาย แต่เห็นข่าว คุณยาย

หักคอไก่มากินสดๆ
หลวงปู่      คนบางคน บางบ้าน ชั้นไปธุดงค์ เจอกินดินเป็นกำมือๆ ก็มี
คุณแทนคุณ     แถวอีสาน ไม่มีข้าว
หลวงปู่      ไม่ กินเป็นเรื่องเป็นราว
คุณแทนคุณ      อ๋อ เค้าตั้งใจ
หลวงปู่       ชั้นเคยเห็นคนแพ้ท้องข้างบ้าน ชั้นสมัยก่อนเด็กๆ มันนั่งเคี้ยวถ่านเป็นว่าเล่น

แพ้ท้องกินถ่าน
คุณแทนคุณ      แพ้ท้อง กินถ่าน, อยากให้ลูกเอาถ่าน เกิดมา
หลวงปู่       มิน่า มันออกมา เลยเป็นขี้เถ้าเลย
คุณแทนคุณ     เกิดมากลัว เดี๋ยวเค้าหาว่า ไม่เอาถ่าน
หลวงปู่      ไม่ มันอยาก มันกินเมาเป็นมันไปเลย บางคนแพ้ท้อง กินข้าวสาร, ข้าวสุก

ไม่กิน นั่งเคี้ยวข้าวสารมัน มันขึ้นอยู่กับความพิสดารพันลึกของคน บางคนแพ้ท้อง ชอบ

ดมน้ำมัน ได้กลิ่นทินเนอ โอ้โห ยื่นจมูกเข้าไปหาเลยล่ะ ก็มันไปตามจริตของธาตุ
งั้น อย่าไปมองว่า อ้ายความพิสดารพันลึกนี่มันจะมีเป็นสาธารณะทั่วไป ไม่ใช่, มัน

เฉพาะบุคคล เฉพาะธาตุ แล้วก็ต้องคำนวณ ถ้าคนเป็นโรคประหลาดแบบนั้น ก็ต้องคำนวณ

วันเดือนปีเกิดด้วย
คุณแทนคุณ      มันเกี่ยวกันเหรอฮะ
หลวงปู่      วันตกฟาก เค้าเกี่ยวกับว่า พระอาทิตย์ขึ้น พระจันทร์ลง ทำให้ไฟธาตุ ทำให้ธาตุ

เจ้าเรือนตัวเองเป็นบวก เป็นลบ มันมีวิธีคูณธาตุ เป็นเรื่องการคูณธาตุ คูณธาตุภายในกาย

การที่จะคำนวณ เอ้า คุณมีธาตุเจ้าเรือนเป็นดิน เอ้า เกิดวันอะไร เดือนอะไร เวลาไหน ปีที่

เท่าไหร่ ก็มีคูณกัน ธาตุเรือนควรจะเป็นกลาง บวกลบสูงเท่าไหร่ บวกขึ้น ลบลง เป็นเท่าไหร่

แล้วมันจะไปตกในธาตุอะไรที่เป็นปฏิปักษ์ เค้าเรียกเป็นภาคี แล้วจึงจะจัดยาที่เป็นภาคี ยาที่

เป็นปฏิปักษ์ไม่ให้ อย่างนี้เป็นต้น โอ๊ย ละเอียดอ่อนมาก ต้องเรียนมาเยอะ
คุณแทนคุณ    ใช่ฮะ อย่างหลวงปู่ เป็นต้น
หลวงปู่     ไม่ใช่ ชั้นไม่ได้เรียนมาเลย อาศัยฝัน
คุณแทนคุณ    เพราะฉะนั้น ดีที่สุด ก็คือ พึ่งหลวงปู่
หลวงปู่    ฝันเถอะ
คุณแทนคุณ    พึ่งหอมจัง, หอมจัง นี่พึ่งได้อยู่ใช่ไม๊ฮะ
หลวงปู่       ยังพึ่งได้ ยังอาศัยได้อยู่ ถ้าอาศัยไม่ได้ ก็คงเน่าไปแล้วป่านนี้
คุณแทนคุณ     แต่หอมจริงนะ หอมจัง
หลวงปู่      หอมจริงนะ เออ ช่วยทำมาหากินกันหน่อย
คุณแทนคุณ     พลังของฮวงจุ้ย สามารถทำให้เกิดความไม่สงบสุขแก่คนในบ้านได้ไหม เช่น

ปลูกต้นไม้มีหนาม ในบ้าน หรือ มีห้องสุขาในบ้าน หรือ เป็นพลังกรรมของแต่ละคนในบ้าน

มากกว่าพลังฮวงจุ้ย
หลวงปู่      อืม คนบางคน เห็นมันเปลี่ยนเดือนหนึ่งหลายรอบนะ เปลี่ยนหน้าต่าง เปลี่ยน

ประตู ไปอีกที อ้าว มึง ไม่ใช่ทางนี้เข้า, ไม่ใช่ครับ อ้อมไปเข้าทางนู้น, เมื่อเดือนที่แล้ว

กูมา เข้าทางนี้, เออ เปลี่ยนไปแล้ว เข้าข้างหลัง, ถามว่า เปลี่ยนทำไม, อาจารย์มา

บอกให้เปลี่ยน, แล้วเปลี่ยน แล้วมันจะเป็นยังไง, เปลี่ยนแล้วมันจะดี, แล้วมันดีไม๊,

ถ้าดีแล้ว หลวงปู่จะมาบ้านผมทำไม, ก็คือ ให้เราไปช่วยแก้ มันก็ทุบของใหม่ แล้วก็มา

ทำของเก่า มันจะได้สะดวกขึ้น
บ้านเนี่ย เราอยู่แล้วมันสะดวก ปลอดภัย ผ่อนคลาย และร่มเย็น ใช้ได้แล้ว
คุณแทนคุณ     แต่มันมีพลังงาน
หลวงปู่     พลังอะไร
คุณแทนคุณ     พลังงานปราณ จักรวาล พลังโลก ปราณแผ่นดิน อะไรไม่รู้ที่มันจะไหลเวียน
หลวงปู่     ก็แค่ว่า ฝนตกแล้วไม่สาด แดดออก แล้วมันไม่ยันเข้ามาที่นอน ก็ใช้ได้แล้ว

แล้วก็ทำให้ชีวิตครอบครัว ตัวเอง มีคุณธรรม คนมีธรรมะ อยู่ที่ไหนก็เป็นสุข อยู่ใต้ถุน ยัง

เป็นเจ้าเลย อ้ายคนที่ไม่มีธรรมะ อยู่บยอดปราสาท ก็กลายเป็นไพร่ แต่เดี๋ยวนี้ ไพร่เค้า

เป็นกันเยอะ
คุณแทนคุณ      ไพร่ครองเมืองอะไรอย่างนี้นะฮะ
หลวงปู่      เออ เค้าเป็นกันเยอะ เออ ว่างๆๆๆ เดี๋ยวไม่ว่าง เดี๋ยวพูดต่อไป เดี๋ยวไม่ว่าง
คุณแทนคุณ       ใช่ฮะ วันนี้ตั้งใจ, เค้าบอกว่า จานส้มที่หลวงปู่เคยออกรายการช่อง

112 ทุกวันจันทร์ 3 ทุ่ม ช่วงนี้ไม่มีแล้ว ไม่ทราบว่า เปลี่ยนเวลาไหน
หลวงปู่    ไม่รู้ ชั้นไม่ทราบ
คุณแทนคุณ      เนกขัมมะ แปลว่าอะไร แล้วหมายความว่า อะไร
หลวงปู่      เนกขัมมะ แปลว่า การถือบวช เป็นหนึ่งในทศบารมี เนกขัมมะ เป็นหัวใจของ

ปัญญา เพราะ การได้บวช จึงได้ฟังธรรม แล้วได้ปฏิบัติธรรม จึงลุถึงปัญญาอันบริสุทธิ์
งั้น คนที่จะเข้าถึงคำว่า ปัญญาบารมี ก็ต้องสั่งสมอบรมเนกขัมมะบารมีมาเก่าก่อน ถ้าไม่มี

เนกขัมมะ ก็จะยากที่จะเข้าถึงปัญญาบริสุทธิ์ เพราะเหตุผลว่า การได้บวช ก็ได้อยู่ใกล้ครูบา

อาจารย์ ได้ใกล้ผู้ที่ประเสริฐ ใกล้ผู้มีบุญ ใกล้ผู้รู้ ก็ได้ฟังธรรม ก็ทำให้วิเคราะห์ ไตร่ตรอง

ได้ถึงปัญญา
แต่ถ้าไม่ได้บวช แล้วอยู่ใกล้ได้ไม๊
มันก็ยาก มันทำให้เราเข้าถึงภูมิธรรมนั้นลำบาก ปัญญาในการไตร่ตรอง ตรึก ก็จะได้มายาก

เพราะปัญญานี่มันมีหลากหลายลักษณะมาก
คนเกิดมา ถามว่า มีปัญญาไม๊
ก็มีมาในระดับหนึ่งที่เค้าเรียกว่า สหชาติกปัญญา ปัญญาที่ติดตามตัวมาแต่เก่าก่อน แล้วก็

ปัญญา ที่ต้องมาสั่งสม อบรม เรียนรู้ ศึกษา อันนั้นคือ ปัญญาที่เราต้องแสวงหาด้วยตัวเอง
เหตุปัจจัยของปัญญาทั้ง 2 สิ่งนี้ ปัญญาที่ติดมา กับ ปัญญาที่เกิดขึ้นจากการอบรม เรียนรู้

มันจะจบลงตรงคำว่า สิ่งที่เราทำ พึ่งได้ไม๊กับปัญญา ความทุกข์เดือดร้อนที่เรามี ปัญญาที่มี

เป็นที่พึ่งของเราได้ไม๊ ถ้าพึ่งไม่ได้ ก็แสดงว่า ไม่ใช่ล่ะ ของเก๊ล่ะ
คุณแทนคุณ      ณ.วันนี้ ผมไปช่วยหลายวัด บางวัด เค้าเป็นห่วงว่า คนที่บวช มันน้อย

...พ่อแม่ไม่ค่อยอยากให้บวช  บวชแล้วไม่ได้เรียนสายสามัญ สายอาชีพ คือไปบวช ก็

ไปเรียนปริยัติธรรมไป 1. บวชน้อย 2. คนที่จะเป็นนาคหลวง ในแต่ละปี ก็น้อยลง

....วัด 30,000 กว่าวัด ร้างไป 6,000 กว่าวัด
หลวงปู่        คือ ชั้นเบื่อฟังสถิติเชิงปริมาณ คือ ตะกละเชิงปริมาณ เบื่อ ฟังมาเยอะมาก คือ

เราฟังมาอยู่เนืองๆ แล้วเราก็มีความรู้สึกว่า สังคมชอบมองปริมาณเป็นหลัก แต่ไม่มอง

คุณภาพเป็นหลัก ถ้าหากว่า เรามีนักบวชที่มีคุณภาพ องค์หนึ่ง มันก็สามารถจะคุ้มครองได้

เป็นร้อยองค์ แล้วถ้ามี 100 องค์ที่ไร้คุณภาพ สู้ไม่มี ดีกว่า ทำไมเราชอบมองเรื่องเชิง

ปริมาณจนกลายเป็นเหมือน, นักปกครองเค้าชอบมองเชิงปริมาณ เพราะมันจะเบิกงบฯได้

มันจับต้องได้ มันคิดเป็นรายหัวได้ มันจะเบิกงบฯ ซ่อมแซมบำรุง ทะนุอะไรเนี่ย กรม

ศาสนา เค้ามีงบฯ สนับสนุน  เพราะมีวัดอยู่ในปกครองเท่าไหร่ ครูบาอาจารย์ก็มีงบฯสนับ

สนุน มีลูกศิษย์อยู่กี่หัว เออ เจ้าอาวาสก็มีงบฯสนับสนุน เพราะว่า ตัวเองได้เป็นเจ้าอาวาส

ต้องบริหารจัดการซ่อมสร้าง
ทุกอย่าง มันเป็นปริมาณไปหมด แต่ไม่มองว่า อ้ายคุณภาพของคน
คุณแทนคุณ      มันอาจจะคู่ไม๊ฮะ คือ ได้ปริมาณก่อน
หลวงปู่    คู่ ด้วยเหรอ
คุณแทนคุณ     คู่กันไปฮะ คือ หมายความว่า ได้ปริมาณด้วย
หลวงปู่      ไม่เคยมีใครคิดคู่อย่างนี้เลย มีแต่ปริมาณอย่างเดียว
คุณแทนคุณ     เผื่อว่า จะได้มีช้างเผือก ให้มีพระดีๆ เกิดขึ้น
หลวงปู่       ชั้นเห็นเป็นช้างศาลพระภูมิทั้งนั้น ชั้นเห็น เจอแต่ช้างศาลพระภูมิ ไม่ได้ช้าง

เผือก งั้น ถ้าทำกันจริงๆ เป็นเรื่องเป็นราว ไม่ต้องเอามาก ให้มันบวชปีละองค์ แล้วบวชปีละ

องค์ เป็นองค์ที่ไหว้ได้ ช่วยกันทำได้ไม๊ล่ะ ปีละองค์ หรือ เดือนละองค์ สัปดาห์ละองค์ ไม่

ต้องถึงวันละองค์
เอาแค่ปีละองค์ วัดทุกวัดๆ ปีละองค์, 35,000 วัด ทุกวัดได้ปีละองค์ องค์ที่ไหว้ได้

บริสุทธิ์  สมบูรณ์ ศาสนาเจริญแค่ไหน เอาไม๊ล่ะ
คุณแทนคุณ     หลวงปู่ จะทำยังไง มันยากนะฮะ
หลวงปู่     ทำไม มันจะยากอะไร ก็ทำไม่ได้ไง ถึงบอกว่า ยาก
คุณแทนคุณ    คือ จะหายังไงฮะ ทุกวันนี้ บางวัดเค้าเคร่งครัด ก็จะกินเจ
หลวงปู่      ก็เอาคนในสังคม ในท้องถิ่น ในรอบๆ วัดนั้น เค้าไหว้คนๆ นั้นได้อย่างสนิทใจ
คุณแทนคุณ    แล้วมาบวช
หลวงปู่      ไม่, บวชเข้ามาแล้ว ทำตัวให้เค้าไหว้ได้อย่างสนิทใจ เอาวัดละองค์ต่อปี ทำ

ได้ไม๊ ไม่ต้องเอามาร้อยองค์ต่อปีหรอก แต่วัดหนึ่ง ต้องค้นหาปริมาณให้ได้ 100 องค์

1,000 องค์ 10 องค์ 20 องค์ แต่ไหว้ไม่ได้ซักองค์, ทำเพื่ออะไร เอาปริมาณ

เข้าว่า เพื่อเบิกงบประมาณได้ง่ายๆ เหรอ
ที่ผ่านมา เราคิดแบบนี้อยู่ตลอดเวลาไง มันก็เลยไหว้กันไม่ถูก ไม่รู้จะไหว้ใคร
เอ้า วัดอ้อน้อยบวชปีหนึ่ง 1 องค์ เอาองค์ที่เจ๋งจริงๆ เอ้า วัดบวรฯ บวชปีหนึ่ง 1 องค์ วัด

เบญจฯ บวชปีหนึ่ง 1 องค์ เจ๋ง ทุกองค์นี่เจ๋งหมด คนข้างวัดไหว้ได้หมด แล้ว 10 ปี

35,000 วัด ได้พระ
คุณแทนคุณ      300,000 กว่าองค์
หลวงปู่     เออ เท่าไหร่
คุณแทนคุณ     ที่ไหว้ได้ด้วย
หลวงปู่    ไหว้ได้ด้วย ทำได้ไม๊ล่ะ
คุณแทนคุณ    แต่ถ้าจะอยู่นานขนาดนั้น
หลวงปู่    อ้าว ก็นี่ไง เห็นไม๊ เพราะเราไม่ค่อยเจ้าใจวิธีที่จะบริหารจัดการบุคคลในเชิง

คุณภาพ ซึ่งต่างจากเชิงปริมาณ ทำยังไง เพราะเราลืมไปหมดแล้วไง หลักการที่จะบริหาร

จัดการพัฒนาคนให้มีคุณภาพ เรารู้แต่ว่า หลักการในการบริหารจัดการบุคคลในเชิงปริมาณ

ไง เราก็เลยได้ปริมาณเป็นหลัก อาศัยปริมาณเป็นหลัก พอปริมาณมันลดลงๆ ก็ตกใจ โตก

ใจโหมกเลย, เงินกู ปีนี้อุดหนุนน้อยลงแน่เลย อะไรประมาณนี้ คิดกันแบบนี้ไง
วัดชั้นไม่เคยสนใจเลย เอาที่มีอยู่น่ะ พึ่งตัวเองได้ และเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ พอล่ะ
คุณแทนคุณ     ในช่วงปีใหม่ฮะ หลวงปู่
หลวงปู่    ยัง อีกตั้งนาน
คุณแทนคุณ    ก็เผื่อเทปออกไปช่วงปีใหม่
หลวงปู่     อ๋อ
คุณแทนคุณ    คือ มีกิจกรรมหนึ่ง ผมไปร่วมเค้ามา ที่ศูนย์ส่งเสริมพุทธศาสนา ที่ลาดหลุม

แก้ว เค้าจัดธุดงค์ ตั้งแต่ที่กาญจนบุรี ทองผาภูมิไปถึงโคราช 600 กว่ากิโล เพื่อถวาย

พระพุทธชยันตี
หลวงปู่      อ๋อ เดี๋ยวนี้ไปธรรมกายแล้วเหรอ
คุณแทนคุณ   ไม่ฮะๆ คือ ผมเข้าใจว่า เค้าจะทำแข่งกัน เห็นทำนู้นทำบ้าง ทางนี้ก็ทำบ้าง
หลวงปู่    อ๋อ เหรอ ทำไมไงล่ะ
คุณแทนคุณ     เห็นว่าอย่างนั้นฮะ จะรณรงค์งดเหล้างดอะไรด้วย แต่ว่าก็อาจจะเป็นเชิง
หลวงปู่      ปริมาณ
คุณแทนคุณ     ปริมาณ    
หลวงปู่    สัญลักษณ์และปริมาณ
คุณแทนคุณ      ใช่ฮะ แต่คำถามคือว่า ช่วงปีใหม่ ซึ่งเราก็พูดกันทุกปี เรื่องการดื่มเหล้า

การเมาอะไรต่างๆ
หลวงปู่      ให้มันเมาไปเถอะ ให้มันเมา ให้มันกินไปเฮอะ เพราะมันตาย เราไม่ตาย
คุณแทนคุณ      ไม่แน่ หลวงปู่ มันเมาแล้วมาชนเรา ก็ลำบาก
หลวงปู่      อ้าว ก็หลบให้ดีก็แล้วกัน, อย่าไปห้าม อยากกิน ให้มันกิน, มันอยากเมา

ให้มันเมา เพราะเงินมัน ชีวิตมัน มันอยากตายก็ให้มันตาย นิมนต์เรา เราก็ไป จะไปห้าม

ได้ยังไง คนมันจะกิน มันจะเมา ก็แค่ฟังธรรม มันยังไม่อยากฟัง แล้วสาอะไร ไม่ให้มันเมา
คุณแทนคุณ     ก็มันเยอะขึ้นเรื่อยๆ
หลวงปู่       ก็คุยกันเบื้องต้นครู่นี้ไม่ใช่หรือว่า มรดกทางธรรม เราไม่เคยแบ่งปันให้ลูกหลาน

เรามีแต่มรดกทางเมา มรดกทางมัน แล้วถึงวันนี้ มันจะเมามั่ง ก็ให้มันตายไป ถ้ามันไร้

สาระแล้วอยู่ทำไม ปล่อยให้มันตายไปเถอะ วัดมีเข้า ไม่เข้า ไปเข้าวิก ก็ให้มันเน่าไปเฮอะ
นี่ ไม่ได้แช่ง ตายไปเลย
โชคร้ายปีใหม่ ตามกันไปก็แล้วแต่ เพราะว่าเหตุปัจจัยของแต่ละคน มันสร้างความเลวร้าย

ให้ตัวเอง ไม่ใช่คนอื่นสร้าง
ชั้นไม่ได้อยากสาปแช่ง แต่อยากจะบอกว่า ถ้าเรามีหัวคิด มีสำนึก มีความรู้สึกว่า ปีใหม่

เป็นวันที่เราคิดว่า จะหาสิ่งดีมีมงคลให้ตัว เราควรจะแสวงหาสิ่งนั้นด้วยตัวเราเอง ไม่ใช่ให้

คนอื่นเค้ามายัดเยียดให้ แล้วเราบอกว่า อยากได้สิ่งดีมีมงคล ให้มันร่ำรวย รุ่งเรือง เจริญ

พัฒนาถาวรตลอดปี เรากลับไปวิก ไปบาร์ ไปคลับ แล้วปีก่อนนู้นก็ยังไปตายกันเท่าไหร่ 5

-60 คน
คุณแทนคุณ       ที่ซานติก้า
หลวงปู่       เอ้อ เพราะฉะนั้น เรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องที่ชาวบ้านเค้าไปสวดมนต์ข้ามปี

อ้ายนี่ ไปเมาข้ามปี ก็สมควรตายแล้ว
คุณแทนคุณ       ปีงู ปีชงอะไร หลวงปู่เชื่อแค่ไหน หรือว่า ใครจะชง ใครจะอะไร ควรจะ

ทำยังไง
หลวงปู่     เชื่อ ชั้นเชื่อ เพราะว่า มีคนเอาตังค์มาให้ เชื่อ, พอปีชงที ก็ได้ตังค์ที อะไร

อย่างนี้ เชื่อเพราะอย่างน้อย เราก็ใช้ตังค์ไปทำประโยชน์ให้เป็นคุณ เป็นประโยชน์ต่อคน

อื่นๆ ก็ เชื่อ
ถ้าไม่มีคนเอาตังค์มาให้ ก็ไม่เชื่อ แสดงว่า มันไม่ชง อ้าว จริ๊งจริง
คุณแทนคุณ      ทุกๆ ปีนะฮะ ช่วงปลายปีก็จะมีข่าว
หลวงปู่     ไป ไม่เป็นเลย, เล่นเอาพิธีกรไปไม่ถูก, ก็ตอบตรงๆ น่ะ, เชื่อ มีคนเอา

ตังค์มาให้ ก็เชื่อ ถ้าไม่มีคนเอาตังค์มาให้ ไม่เชื่อ, ไม่รู้จะทำยังไง เราจะไปบังคับขู่เข็น

เค้าว่า เออ อย่าไปไหว้เลย อย่าไปบูชาเลย อย่าไปทำเลย ก็เห็นเค้าลือกันไปทั่ว แล้วอ้ายคน

ที่มันลือ ส่วนใหญ่ก็สื่อ ดารบ้าง สื่อไปสัมภาษณ์บ้าง ผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองมั่ง, เออ ปีนี้

ไม่ไปไหน, โอ๊ย ไม่ไป ปีชง, แน่ะ ประมาณนี้ แล้วก็ขยายไปทั่ว คนดูทั่วบ้านทั่วเมือง

เออ ขนาดผู้หลักผู้ใหญ่ ดาราที่เรารัก เราชื่นชอบ เค้ายังชง แล้วเราจะไม่ชงกับเค้าบ้างเหรอ,

เอ๊า มึงชง กูก็รับตังค์
คุณแทนคุณ    ผมกำลังนึกว่า ความหมายของคำที่เป็นวาทะกรรมที่พูดบ่อยๆว่า ไม่เชื่อ

อย่าลบหลู่ ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงว่า
หลวงปู่      อ้ายคำนี้ มันเป็นคำพูดของคนไม่ใช้ปัญญา
คุณแทนคุณ     อันนี้มันไม่เหมาะ เราไม่ทำ แต่ว่า รอบข้างมันอาจจะเกิดผลกระทบกับเรา

บ้าง แต่ว่า เราเชื่อว่า มันไม่ถูก แล้วเราไม่ทำ แม้จะมีผลกระทบ
หลวงปู่        ชั้นว่า มันจะชง ก็ต่อเมื่อเราทำชั่ว เมื่อใดที่เราไม่ทำชั่ว แล้วไม่มีผลแห่งความ

ชั่วตอบสนอง มันก็ไม่ชงอะไรทั้งนั้น ชั้นเชื่อของชั้นอย่างนี้นะ คนอื่นจะเชื่อยังไงก็ไม่รู้ งั้น

ถ้าเราทำดี พูดดี คิดดี ไหว้ดี พลีถูก ทำเรื่องดีๆ ให้ปรากฏในปฐพีและแผ่นดิน ให้ชงให้ตาย

มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเรา มันเป็นปี ไม่ใช่ตัวเรา
คุณแทนคุณ      อย่างหลังๆ เดือนนี้ จะมีคนพูดถึงวันสิ้นโลกบ้าง
หลวงปู่      เอาอีกล่ะ
คุณแทนคุณ    คือ ผมอยากถาม ในทางพุทธศาสนา .....มีคำทำนายถึงการเสื่อมดับ

ไปของ
หลวงปู่     ไม่มีนะ ในพุทธศาสนา ไม่มีการทำนาย เพราะว่า ท่านจะบอกว่า มันเป็น

อจินไตย แล้วมันก็เป็นอะไรล่ะ เป็นความบ้าคลั่ง งี่เง่า และงมงายของบุคคลที่จะคิดถึงมัน

ไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้รู้ เพราะ ชั่วชีวิตคนหนึ่ง มันไม่อยู่ถึงโลกแตกหรอก แล้วคนจะมา

ชวนชั้นไปหลายเที่ยวกันแล้วนะ ปี 29 หรือ 19 มันมาชวนชั้น หลวงปู่เก็บของหรือยัง

ล่ะ, เก็บไหน, ก็โลกมันจะแตกแล้ว เนี่ย ต้องเก็บข้าว เก็บอะไร, แล้วแตกแล้ว มึง

จะไปหุงตรงไหน, ถามมัน, มันบอกให้ซื้อถ่ายไฟฉาย ซื้อจักรยาน บอกว่า น้ำมันมัน

จะไม่มีให้ใช้, โลกแตกแล้ว มึงจะไปขี่จักรยานโลกไหนวะ
ดูความประสาท ปัญญาอ่อนของมัน, มันชวน มันเตรียมเอาถุงผ้ามาให้เลยนะ, ถุงนี้ใส่

ข้าว, ถุงนี้ใส่ของแห้ง, บอก เออ มึง เอาเฮอะ ใส่ให้กูด้วยแล้วกัน, แล้วเดี๋ยวมันแตก

มึงอย่าลืมมาแบกไปให้กูด้วย จนวันนี้ ก็ยังไม่เห็นมันมีแตก ชวนกันไปเรื่อย
ก็อย่างที่บอก ถ้าเมื่อใดที่เรายังใช้ตัณหาขับเคลื่อนชีวิต โลภะ โทสะ อวิชชา อุปาทาน ขับ

เคลื่อนจิตวิญญาณ และพฤติกรรม เราก็จะได้สิ่งที่เลวระยำบ้าง ดีบ้าง เสียบ้าง ถูกบ้าง ผิดบ้าง

อย่างที่เห็น แต่ถ้าเมื่อใดที่เราไม่ถูกครอบงำโดยสิ่งเหล่านี้ เราก็จะมีวิจารณญาณในการ

ไตร่ตรอง ตรวจสอบทุกเรื่องได้อย่างเหมาะสม
งั้น ถ้ามนุษย์ ปล่อยให้ตัวเอง ใช้พลังขับเคลื่อนในทางที่เลวร้าย หรือว่า สิ่งเลวร้ายมาขับ

เคลื่อนชีวิต เราไม่มีสิทธิ์จะร้องขอความเป็นธรรม ไม่มีสิทธิ์จะร้องขอความอิสระไม่มีสิทธิ์

จะร้องขอความว่าง เราจะต้องไม่ว่างเสมอไป
บางที อยู่ว่างๆ ก็หาความคิดอุบาทๆ มาคิด ขี้ขลาด ตาขาว มาคิด เออ พระอาทิตย์ กับพระ

จันทร์ ดาวหาง มันตรงกัน กูจะไปหรือเปล่าวะเนี่ย อะไรประมาณนี้ เออ วันดีคืนดี เค้า

บอกว่า แผ่นดินมันจะถล่ม ย้ายบ้านหนี เขื่อนจะแตก ไปอยู่โน่น เชียงใหม่ กูไปเหนือ อ้าว

ไปเหนือ แผ่นดินไหว อ้าว ซวยซ้ำ ซวยซ้อน กูขายจากสมุทรปราการ น้ำท่วม  หนีมานี่

ปลูกไม่ทันเสร็จ แผ่นดินไหว เสาล้ม เอ่อ แล้วมันมาบ่นให้ฟัง
งั้น มนุษย์ ถ้ามันยืนอยู่บนพื้นฐานของพลังขับเคลื่อนที่เลวร้าย มันไม่มีสิทธิ์จะได้ดีหรอก

ถ้าจะได้ดี มนุษย์ตนนั้นต้องวิเศษ ต้องผลักดันตัวเองออกมาจากพลังเลวร้ายนั้น
เหมือนกับทุกวันนี้ ที่เราใช้พลังงานประหยัด แบบชนิดที่เอาพลังงานถูกๆ แต่คุณภาพไม่มี

มาใช้ แล้วเราก็เชื่อว่า เนี่ย ใช่ แต่สุดท้าย เราก็จะต้องรับมลภาวะเข้ามาเอง แล้วเราไม่ใช่

พลังงานอย่างนี้มาแค่ชาตินี้นะ กี่ร้อยกี่พันชาติที่เราใช้ราคะดัน  โมหะดัน โลภะดัน อวิชชา

ดัน ตัณหาดัน อุปาทานดัน จนขับเคลื่อนมา เป็นตัวเป็นตนของเราวันนี้ได้ แล้วเราก็ชอบมัน

ชมมัน ยอมรับมัน นิยมชมชอบ จนกลายเป็นมิตรแสนสนิท
จริงๆ แล้ว มันคือ ศัตรูน่ากลัวที่สุด ปัจจุบัน เราก็มีคนพยายามคิดหาพลังงานสะอาด แต่

เป็นพลังงานสะอาดที่เราไม่เข้าใจว่า เราจะได้มันมาจากไหน อย่างไร
ชั้นถึงได้บอกคนพวกนี้ไงว่า คุณต้องหา สิ่งหนึ่ง นั้น ให้พบ และ สิ่งหนึ่ง นั้น คือ สติ และ

สัมปชัญญะ, เป็นสิ่งที่มันไม่ได้เกิดขึ้นเอง ต้องสร้างขึ้น และนั่นแหละ คือ พลังงาน

สะอาดที่จะผลักดันชีวิตเราไปสู่ชีวิตปกติและมีเสรีภาพ
คุณแทนคุณ     ผมได้ยิน ใส่บาตร คนจะอธิษฐานว่า มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1 อยาก

ให้หลวงปู่ขยายความหน่อย มันคืออะไร
หลวงปู่       ชั้นเห็นได้ยิน แต่ว่า มักง่าย, มักง่าย 4 อย่าง, ขอให้ได้ผล 4 อย่าง ผล

มะม่วง ผลข้าวเหนียว อะไรก็ไม่รู้ อะไรต่ออะไรสารพัด รวมๆ สรุป ก็คือ ทั้งหมดที่พูดมา

เป็นเรื่องของคนที่ไม่ใช่คน แต่เรายังเป็นคน ค้น คน ไม่มีสิทธิ์จะเจอหร๊อก
คุณสมบัติของบุคคลที่ไม่ใช่คน
คุณแทนคุณ       อริยบุคคล
หลวงปู่      เออ เพราะงั้น อย่าไปวุ่นวาย อย่าไปขออะไรเยอะแยะ มรรค 4 ผล 4

นิพพาน 1
ที่จริง มันก็คือ คุณสมบัติของพระอริยเจ้า ที่คุณถามเมื่อครู่นี้นะ
มรรค ก็คือ เป็นคุณลักษณะของการตรัสรู้ หรือบรรลุธรรมในชั้นโสดาปฏิมรรค สกทาคามี

มรรค อนาคามีมรรค อรหัตมรรค แล้วก็พัฒนาเข้าไปจน โสดาปฏิผล สกทาคามีผล

อนาคามีผล และอรหัตผล ซึ่งในมรรคในผล มันก็เพียงแค่ เค้าบอกว่า ชั่วลัดนิ้วมือหนึ่ง

หรือว่า เส้นผมบังภูเขา ที่จิตจะบรรลุ และหลุดพ้นในระดับหนึ่ง
แต่ในขณะเดียวกัน ถามว่า เราทำได้แค่ไหน ถ้าทำไม่ได้ ก็อย่าเพิ่งไปคิดถึงมัน เอาเป็นว่า

ปัจจุบัน เอาตัวให้รอดซะก่อนเถอะ จบ
คุณแทนคุณ    ในท้ายที่สุด ในช่วงปีใหม่ หลวงปู่จะให้พร ให้อะไร
หลวงปู่      ให้พรดี หรือว่า ให้ไปเมาดี
คุณแทนคุณ      ให้ความว่างดี หรือว่า
หลวงปู่       คือ อยากบอกท่านที่รักทั้งหลายว่า ปีใหม่ เราก็ต้องมีชีวิตใหม่ มีความคิดใหม่

การกระทำใหม่ คำพูดที่ใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตอย่างยั่งยืน ถาวร อะไรที่มันจมปลัก

อยู่กับความผิดพลาดเสียหาย เลวร้าย เศร้าซึม แล้วก็โดนแรงผลัก กำลังขับแล้วก็เคลื่อนไป

ข้างหน้า หรือถอยหลังก็ตามที ด้วยวิถีแห่งราคะ โทสะ โมหะ อวิชชา ตัณหา และอุปาทาน

มันไม่ใช่เป็นพลังงานสะอาด ไม่ใช่เป็นพลังงานบริสุทธิ์ แต่มันเป็นพลังงานที่สร้างมลพิษ

ทุกขณะจิตที่เราทำ พูด คิด
ถ้ามีโอกาส ก็วางมันเสียบ้าง ว่างๆ บ่อยๆ บ้าง แล้วทำจิตให้โปร่ง เบา สบาย และมีเสรีภาพ

มีอิสระบ้าง เราก็จะรู้ว่า เราสามารถทำการงานทุกอย่างได้ด้วยใจที่ว่าง ด้วยจิตที่ว่าง ด้วย

สมองที่ว่าง และด้วยกายที่ว่าง แล้วงานที่ทำ จะไม่เกิดมลภาวะ ไม่เกิดมลทิน ไม่เกิดปัญหา

ไม่เกิดอุปสรรค และทำให้ทุกคนถึงความสำเร็จสมหวัง สมบูรณ์พูนสุข และมีอิสระ มี

เสรีภาพที่สุดในชีวิต เจริญธรรม (สาธุ)
คุณแทนคุณ     ครับ ในท้ายที่สุดก็ เรียนเชิญทุกท่าน น้อมใจกราบขอบพระคุณ องค์ครูบา

อาจารย์ หลวงปู่พุทธะอิสระนะครับ เพื่อเป็นการกราบขอบพระคุณ กรรมใดล่วงเกินหลวงปู่

ขอกราบอโหสิกรรมนะครับ กุศลใดหลวงปู่ทำ ขออนุโมทนาด้วยนะครับ
(กราบ)
หลวงปู่      สาธุ เจริญธรรม สวัสดีปีใหม่ ให้ทุกท่าน ร่ำรวย รุ่งเรือง โชคดี มีสุขภาพแข็งแรง

คิดหวังสิ่งใดสมความปรารถนา มีปัญญาตั้งมั่นดุจพระอาทิตย์ยามเที่ยงวัน ด้วยเทอญ (

สาธุ)
คุณแทนคุณ      สำหรับเรื่องประชาสัมพันธ์ นอกจากวันเสาร์ที่ 15 ที่มีการสวดมนต์

ถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของมูลนิธิ ธรรมอิสระ แล้วนะครับ ก็ยังมีวันที่

14 ซึ่งเป็นวันศุกร์โดยกลุ่มชมรมจงรักภักดีพระเจ้าอยู่หัว วัดเวฬุวัน จังหวัดขอนแก่น ก็

จะมาสวดมนต์ด้วย ที่พระบรมราชานุเสาวรีย์พระเจ้าตากสิน ในเวลา 5 ทุ่ม ถึง ตี 1
หลวงปู่     ฮือ
คุณแทนคุณ     แล้วก็ที่ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เวลา ตี 1 ครึ่งถึง

ตี 3 ครึ่ง
หลวงปู่         ทำไม ไปดึกขนาดนั้น
คุณแทนคุณ     หรือ ลานพระรูป ตี 4 ถึง 6 โมงครับ
หลวงปู่        หรือ กลัวรถเสียบ เพราะแถวนั้นมันรถเยอะ, ไม่ แล้วทำไมต้องไปดึก ตี 1

ตี 2
คุณแทนคุณ       อาจจะกลัวรถเยอะ กีดขวางการจราจรฮะ
หลวงปู่        เหรอ หรือ มีเคล็ดอะไร
คุณแทนคูร     ก็มาจากขอนแก่น ก็เชิญชวนนะฮะ, 5 ทุ่มก่อนนะฮะที่....
หลวงปู่        อุ๊ย คุณไม่ต้องไปชวนมันหร๊อกพวกนี้ มันหลับตั้งแต่ 3 ทุ่มแล้ว, ผิดกลุ่ม

แล้ว เอ๊ย มันเป็นปกติ ไปชวนมัน, ตอนนั้น มันกำลังฝันเลยล่ะ เวลานั้นแหละ, ไปชวน

ผิดคน ไปชวนแท๊กซี่ดีกว่า เอ๊อ ชวนใครไม่ชวน ชวนอีพวกนี้ให้ไปสวดมนต์ตอนตี 1,

ปัดโธ่ นั่งสมาธิ 3 ทุ่ม ยังหัวทิ่ม ตูดกระดก, ยังหัวทิ่ม ตูดกระดก จะไปสวดมนต์ ตี 1

โอ๊ย แล้วก็ไป ไม่รู้รถ 10 ล้อ จะมาเหมาไปกินเมื่อไหร่ ไปสวดอยู่กลางถนน, ใช่ไม๊

ลานพระเจ้าตากสินน่ะ, รอบๆ วงเวียน หรือ ในวงเวียน เค้าให้เข้า
คุณแทนคุณ     ในวงเวียน ก็น่าจะได้นะครับ
หลวงปู่     เดี๋ยวนี้ เค้ามีรั้ว มีเจ้าหน้าที่ดูแล ต้องไปขออนุญาต
คุณแทนคุณ     ปีใหม่ หลวงปู่ไปไหนไม๊ฮะ
หลวงปู่       ปีใหม่ ปีใหม่ยังไม่รู้ไปไหน ชั้นก็อยู่วัดนั่นแหละ
คุณแทนคุณ     ที่วัดมีงาน เดี๋ยวออกรายการไว้เลย
หลวงปู่     ปีใหม่ กี่วัน วันนี้ วันที่เท่าไหร่
คุณแทนคุณ       วันนี้ 9 พรุ่งนี้ วันที่ 10
หลวงปู่       กี่โมงแล้วเนี่ย
คุณแทนคุณ    จะเพลแล้วฮะ อีก 10 นาที เพล
หลวงปู่      เอ้า ได้เวลาให้เหยื่ออีกแล้ว เอ้า ล๊อคเลยล่ะ กิน นอน, กิน นอน, เจี้ย อุ๊ก,

เจี้ย อุ๊ก ไม่ไปไหน มันว่างไม่ได้หร๊อก พอนิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นแดก
ไปเฮอะ ไหว้พระ ไปหาเหยื่อ เตรียมตัว เอ้า นิมนต์พระ บิณฑบาตร
คุณแทนคุณ       ขอประขาสัมพันธ์ช่วงท้ายนะครับ 15 ธันวา....ศิริราช บ่าย 3

โมง แล้วก็ 28 ธันวาคม  – 1 มกราคม บวช เนกขัมมะ วันอาจารยบูชา ณ. วัดอ้อ

น้อย, วันเสาร์ที่ 5 มกราคม พิธีมอบวุฒิบัตรเวลา 18.00 น., วันอาทิตย์ที่ 6

มกราคม 7.30 น. ปัจฉิมโอวาท ลาสิกข, 9.00 น. คลีนิค อโรคยา, บ่าย

โมง อบรมกรรมฐาน โดยหลวงปู่พุทธะอิสระ, 16.00 น. เดินทางกลับโดยสวสดิ

ภาพ
หลวงปู่     เอ้า กราบลาพระ อะระหัง สัมมา ลูก แล้วไปพัก เข้าห้องน้ำห้องท่า เตรียมทาน

ข้าว
................
(กราบ)
ไปหาข้าว หาปลา ทาน แล้วเดี๋ยวบ่ายโมง มาพร้อมกัน ปฏิบัติธรรมต่อ
(กราบ)