Print
Hits: 3007

8 ต ค 55  19.00-19.45 น. ปกิณกะ โดย องค์หลวงปู่พุทธะอิสระ เนื่องในโอกาส เป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรม ศพหลวงพ่อสนอง กตปัญโญ ณ. วันสังฆทาน จ.นนทบุรี


ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ทรงตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เองทรงสั่งสอนเวไนยนิกรและชุมชนทั้งหลายให้ตรัสรู้ชอบตามได้ ด้วยพระองค์นั้น
ขอนมัสการพระมหาเถระ พระสังฆาธิการ พระภิกษุสหธรรมิก ท่านผู้ปฏิบัติธรรมทุกรูปนะครับ
เจริญธรรม ญาติโยมพุทธบริษัท ที่รักทุกท่าน
วันนี้ ที่จริงแล้วไม่ได้คิดว่าจะมาแสดงธรรม แต่คิดว่า จะมาเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรม

ด้วยเหตุผล ความคิดว่า การที่เราได้เสียบุคลากรอันสำคัญและมีค่ายิ่งของพระพุทธศาสนา

ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลที่หาได้ยากในสังคมไทย สังคมสยาม และสังคมพุทธ ควรจะต้องมา

แสดงความอาลัย
อีกทั้งก็รู้จักโดยส่วนตัวแม้นไม่สนิทชิดเชื้อ ก็ถือว่า ท่านอาจารย์สนอง ท่านเป็นผู้มีคุณ คง

จะสืบเรื่อง เนื่องมาจากเมื่อ คงจะหลายสิบปีมาแล้ว เมื่อสมัยที่อาศัยอยู่ในวัดคลองเตยใน

แล้วก็มีการจัดบวชถวายพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครั้งที่ทรงพระชนมา

ยุครบ 50 พระพรรษา
แล้วตอนนั้น ตั้งใจจะรับสมัครบวชซัก 51-52 รูป แล้วมีทั้งพระทั้งเณรเข้ามาบวช ปา

เข้าไปตั้ง 150 กว่า มันก็เลยเกิดความอึดอัดขัดเคืองว่า เอ แล้วเราจะเอาเครื่องบริขารที่

ไหนไปให้พระเณรใหม่ใช้ล่ะหว่า เพราะว่าต้องพาเค้า บวชเสร็จแล้วก็จะพาออกธุดงค์ ออก

เดินเข้าไปสู่ป่า ไปปฏิบัติธรรม ไปทำกายวิเวก จิตวิเวก เพื่อเข้าถึงอุปธิวิเวก ให้ถึงวิเวกทั้ง 3

ให้สมค่ากับที่เค้าได้แสดงความจงรักภักดี กตัญญู กตเวทิตา ต่อองค์พระประมุขของชาติ

ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ
ก็ ตอนนั้นก็กลุ้มอยู่เหมือนกัน ก็กลุ้มแบบชาวบ้านก็คงไม่ได้กลุ้ม แต่ก็ร้อนรนว่า เราจะเอา

ที่พักที่ไหนให้คนเหล่านี้ผู้เข้ามาบวช เผอิญตอนนั้น ทำงานเผยแพร่ศาสนาอยู่ในชุมชน

แออัด แถวสลัมคลองเตย จำได้ว่า ตอนนั้นท่านพยอม เพิ่งจะออกมาจากวัดสวนโมกใหม่ๆ

ยังเป็นพระหนุ่มๆ น้อยๆ เพิ่งจะมาฝึกงาน เค้าก็มาช่วยงาน มาช่วยงานอบรมพระเณร พอ

มาช่วยงาน เค้ารู้ความกังวลของเราว่า เราไม่มีเครื่องบริขาร คือ กลด กลดสำหรับที่อยู่อาศัย

ของพระเณร ที่จะไปอยู่ป่า
ท่านก็เลยบอกว่า ได้ยินมาว่า วัดสังฆทาน มีกลดเยอะมาก มีทั้งกลด ทั้งมุ้งกลด ทั้งเสื่อสาด

อาสนะพร้อมมูลเลย น่าจะมายืมวัดสังฆทาน
เราได้ยินดังนั้น รุ่งขึ้น ก็ชวนโยมที่เค้าอุปฐาก หมอพินิจ บอกว่า หมอ เอารถมานนทบุรี

หน่อย รู้จักวัดสังฆทานไม๊ เค้าก็บอกว่า เคยได้ยิน แต่ไม่รู้ว่า เข้าถูกหรือเปล่า ก็ถามเค้ามา

เถอะ หนทางมันอยู่ที่ปาก ก็ถามเค้ามาเรื่อย ก็มาถึงวัดสังฆทาน ก็ปาเข้าไปบ่าย 2 โมงกว่า

จะ 3 โมง มาถึงก็ เจอเณรกำลัง กวาดลานวัด ก็เลยถาม ตอนนั้นไม่มีอะไรใหญ่โตเยอะ

แยะมากมายขนาดนี้ ก็ถามท่านเณรว่า สมภารอยู่ไม๊, อยู่, ก็มากราบ, บอกว่า

ท่านอยู่ไหน, ก็ชี้ให้ดู
ก็มากราบ กราบแล้วก็บอกว่า ท่านอาจารย์ ครับ ผมอยู่วัดคลองเตยใน บวชพระเณรถวาย

พระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงมีพระชนมายุครบ 50

พระพรรษา ยังขาดบริขารสำคัญที่พระเณรจะไปถือธุดงควัตร ก็คือ กลด อยากจะมาขอ

ความเมตตา ยืมกลดท่าน ให้พระเณรได้ใช้ซักเดือนหนึ่ง
ท่านว่ายังไง แหม พอ ดี เลย เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว โยมเค้าเพิ่งมาถวายผมใหม่ๆ เลย ท่าน,

ไปเลย เลือกเอา ในคลังเลย, ไม่ได้ถามอะไรมาก ไม่ได้สอบถามอะไรเยอะแยะ
เราก็ ได้ช่องล่ะ ขอบพระคุณมาก แหม ดีใจดั่งได้แก้ว รีบลุกไปเลย กลัวจะเปลี่ยนใจ รีบลุก

ไป พระเณรพาไป ก็ไปขน เราก็เลือกเอาแต่ของใหม่ทั้งนั้น ของเก่าเราไม่หยิบ เพราะกลัว

ต้องไปซ่อมล่ะนะ ได้ไปก็ประมาณซักร้อย ร้อยกว่าๆ ร่วมๆ จนพอล่ะ ที่วัด ก็พอมีอยู่บ้าง
ใช้เสร็จ แล้วก็เอามาคืนท่าน แล้วก็เอาสตางค์มาถวาย มาบำรุงค่ากลด รู้สึกตอนนั้นจะ

5,000 บาท ท่านก็บอกว่า ผมเอาบุญ ไม่ได้เอาตังค์ แล้วท่านก็ถวายคืนมา เราก็เลย

หมอ รับตังค์มา  แล้วเดินออกมา ก็ หมอไปดูซิ เค้ามีตู้บริจาคตรงไหน เอาไปใส่ตู้ เดี๋ยวจะ

ไปติดหนี้สงฆ์
เพราะว่า ชั่วชีวิตหลวงปู่ เข้าวัดไหน ไม่เคยเอาสตางค์ออกมาจากวัดนั้น ไม่ว่าจะด้วยกิจอะไร

นิมนต์หรือว่า จะไปช่วยงาน กิจกรรม การงาน ร่วม 40 ปีนี้ ไม่เคยได้รับ เอาอะไรออก

จากวัด ทำมาอย่างนี้ มาตลอด แล้วก็ไม่อยากจะติดหนี้สงฆ์
อีกทั้ง ก็รู้สึกประทับใจต่อท่านสมภาร วัดสังฆทาน ตอนนั้นไม่ได้รู้จักชื่อเสียงเรียงนาม

อะไรนักหรอก รู้สึกชอบใจว่า ท่านเป็นคนที่มีน้ำใจ ท้ายสุดนี่ ท่านก็บอก พวกเดียวกัน เรา

มันพวกเดียวกัน เราพวกเดียวกัน ก็ต้องช่วยเหลือกัน
มันก็เลยรู้สึกพึงพอใจว่า ท่านเป็นผู้ที่ ใจกว้างขวาง มีความเสียสละ แล้วก็ จิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อ

แผ่ ต่อศากยวงศ์ ศากยตระกูล แล้วก็ ศากยบุตรพุทธชิโนรส ลูกหลานของพระพุทธเจ้า เรา

เป็นญาติกัน
ซึ่งสมัยนี้ จะหายากมาก เดี๋ยวนี้ เราจะไม่ค่อยมีล่ะ, มี ก็จะต้องมองหน้ากัน แทบไม่ค่อย

จะสนิท ติดใจเท่าไหร่ ถ้าไม่ใช่วัดเดียวกัน มากันคนละวัด นี่ยิ่งยากใหญ่ ด้วยเหตุผลอะไร ก็

ไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ อาจจะเป็นเพราะว่า เออ ยังไม่ได้เข้าถึงธรรมหรือเปล่า ก็ไม่แน่ใจ
งั้น ก็ถือว่า ท่านอาจารย์สนอง ท่านเป็นผู้เข้าถึงธรรมในระดับที่สามารถจะทำลายอัตตา คือ

พวกพ้องญาติมิตรอะไรเนี่ย ท่านรู้จักวาง รู้จักแยกแยะ รู้จักเข้าใจประโยชน์โดยรวม

ประโยชน์อันยิ่งใหญ่ ประโยชน์แก่พระศาสนา
อีกครั้งหนึ่ง ก็ไปเจอกัน ช่วงนั้นก็ถือว่า เป็นวิกฤตของชีวิตหลวงปู่ก็ว่าได้ เพราะว่า ดันไป

ทะเลาะกะเจ้านาย ก็คือ ทะเลาะกับรองเจ้าคณะจังหวัด จนกระทั่งมีเรื่องฟ้องร้องกัน แล้วก็

ฟ้อง แล้วเค้าก็แพ้ มาขอขมา สุดท้าย ก็มีคำครหานินทา จนกลายเป็นว่า ตอนนั้นเป็นเจ้า

คณะปกครอง ได้เป็นเจ้าคณะปกครอง แล้วหลวงปู่ทำงานเยอะมาก ก็สมเด็จพระสังฆราช

ท่านเสด็จไปที่วัด ก็ขอร้องให้ตั้งสถานปฏิบัติธรรม ที่เรีกว่า สำนักปฏิบัติธรรมรายแรก หรือ

สำนักแรกของแผ่นดิน ที่ใช้ชื่อ สรรพนามเรียกขานจากมหาเถระสมาคม เป็นใบตราตั้ง ให้

ตั้งเป็นสำนักปฏิบัติธรรม โดยใช้หลักสูตร มหาสติปัฏฐาน
เจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราช ท่านเสด็จไปวัด ก็บอก ท่านเรียกชั้นว่า หลวงปู่หนุ่ม
ท่านก็บอกว่า หลวงปู่ ช่วยเขียนหลักสูตร แล้วก็ก่อร่างสร้างสำนักปฏิบัติธรรมให้เกิดขึ้น

เพราะจังหวัดนครปฐม เป็นจังหวัดแรกที่พระพุทธศาสนาเข้า โดยความเชื่อ
งั้น ก็ควรจะต้องมีสำนักปฏิบัติธรรม ซึ่งสมัยนั้นยังไม่มี ยังไม่มีสำนักปฏิบัติธรรมใดๆ แล้ว

ก็ให้เผยแพร่ เป็นต้นแบบของมหาเถระสมาคม โดยใช้หลักสูตร มหาสติปัฏฐาน 4 เรียกว่า

กาย เวทนา จิต ธรรม
ทำอยู่จนกระทั่งได้รับการยอมรับจากหมู่สงฆ์ทั้งภาค 14 เลยก็มีสียงครหาว่า เราก็ทำงาน

เยอะขนาดนี้ ทั้งเสียเงิน ทั้งทำงาน ทั้งลงทุนเอง ทำทุกอย่าง เพราะว่าอยากจะเป็นใหญ่เป็น

โต เป็นเจ้าคุณ เจ้าขุนมูลนาย อะไรก็แล้วแต่เถอะ
มันก็เลยรู้สึก อื๊ม รำคาญ เบื่อ เราไม่เป็นอะไร เราก็ทำงานได้  ไม่จำเป็นต้องไปเป็นสมภาร

เป็นเจ้าคณะตำบล รักษาการรองอำเภอ อะไรไม่จำเป็นทั้งนั้นล่ะ เราเป็นพระธรรมดาๆ ก็

ทำงานถวายพระพุทธศาสนาได้ ก็เลยลาออก ลาออกแล้วก็ ลาออกจากทุกตำแหน่ง ลาออก

เสร็จก็ เออ เช้าสึก ตอนนั้น สมเด็จพระสังฆราช ท่านก็ห้าม, สมเด็จฯวัดชนะสงคราม

ท่านก็ห้าม, ท่าน อย่าไปปิ้งปลาประชดแมว อะไร เราก็คิดว่า เราอยู่ ไม่ใช่เพราะอาศัย

พรรษา
ความเป็นพระไม่ใช่อยู่ที่พรรษา ไม่ใช่อยู่ที่ยี่ห้อ ไม่ใช่อยู่ที่อายุขัย แต่อยู่ที่เราทำอะไร

แล้วพระศาสนาได้อะไร นั่นคือ ความหมายของความเป็นพระ
พระศาสนาได้อะไร เราทำอะไร แล้วเราได้อะไรจากสิ่งที่เราทำ
คำว่า ได้อะไร มันต้องเป็น ความได้ อย่างยั่งยืนถาวร ไม่ใช่ได้ ยศช้าง ขุนนางพระ อย่างนั้น

เค้าเรียกว่า ไม่ได้อะไร เพราะว่า ได้อย่างนั้น มัน ใช้แค่ชั่วครู่ชั่วยาม ตายแล้วก็ไม่ได้อะไร
เออ พัดยศ มันก็เอาไปใช้อะไรไม่ได้ในชาติต่อๆ ไป เอามา แล้วก็มาตั้ง ฝุ่นจับ แล้วก็ทำ

อะไรไม่ได้
ก็เล่าให้ ถามว่า ทำไมต่อมา ก็ลาออก แล้วก็สึก สึกเช้า แล้วบวชเย็น
แล้วรุ่งขึ้น เค้าก็นิมนต์ ผู้ว่าฯ ท่านนิมนต์ไปแสดงธรรมที่เมืองกาญจน์ ไปเจอท่านอาจารย์

สนอง ก็มาแสดงธรรมสำนักเดียวกันแหละ งานเดียวกันแหละ หลวงปู่แสดงก่อน เค้าแสดง

ตามหลัง ตอนนั้น ก็มีท่านอาจารย์สนอง แล้วก็อีกวัดหนึ่ง รู้สึกจะท่านอะไรล่ะ อยู่แถวๆ

ปทุมฯน่ะ อะไร ธัมมชโย มั้ง ประมาณน่ะ สาม แต่คนละธรรมมาสน์ ขึ้นกันคนละที
ท่านอาจารย์สนอง ก่อนที่จะขึ้น ระหว่างที่รอผู้ว่าฯ มา ประธานในพิธีเค้าจะมาเปิดงาน เค้าก็

เห็นหลวงปู่ลงมาจากรถ ท่านก็เดินมา แล้วก็มาถาม มาจับมือ บอก แหม ท่าน ใช้ได้เลยล่ะ

สุดยอด
ท่านก็จำหลวงปู่ไม่ได้ ด้วยเหตุผลว่า มันหลายสิบปี ตั้งแต่ครั้งแรกที่มายืมกลด แล้วก็หายไป

เลย แล้วมาเจอกันอีกที อะไรอย่างนี้ แต่เราน่ะ จำท่านได้ ด้วยเหตุผลว่า ท่านเป็นผู้มีคุณ

ต้องจำไว้
แล้วผู้มีคุณ เราโดนสอนว่า นิมิตตัง สาธุรูปานัง กตัญญู กตเวทิตา แปลเป็นใจความว่า

เครื่องหมายของคนดี ต้องกตัญญู รู้คุณ กตเวทิตา ตอบแทนคุณ
งั้น คนจะเป็นคนดีได้ ต้องมีสัญลักษณ์ เอกลักษณ์ และคุณลักษณ์ อย่างนี้ จึงจะเรียกว่า คนดี

พูดดี แล้วสามารถจะเป็นผู้ดี เจริญรุ่งเรือง ในภพชาติต่อๆ ไป
เพราะงั้น ก็ ท่านจับมือ แล้วก็บอก แหม ท่านนี่ ใจเด็ด เยี่ยมยอด ชอบเลย ผมเนี่ย เนี่ย ถูก

สเป๊กผมเลยเนี่ย แล้วท่านก็ยังพูดว่า เดี๋ยวถ้าผมอายุ 60 กว่า ผมก็จะลามันออกหมด

อย่างที่ท่านนี่แหละ ซึ่งคำพูดนั้นก็ยังจำใส่หัวมาถึงวันนี้ ว่า ท่านอายุ 60 กว่า ผมก็จะลา

ออกเหมือนกับท่านที่ลานี่แหละ ผมก็ไม่ได้ชอบอะไร
แล้วเราก็เฝ้ามองเค้านะ เฝ้ามองว่า สิ่งที่ท่านพูด ท่านอาจารย์สนองท่านพูดเนี่ย มันตรงกับ

สิ่งที่ท่านทำหรือเปล่า เมื่อครู่นี้ ยังถามพระผู้ไปอุปถัมภ์อุปฐาก ต้อนรับว่า ท่านอาจารย์สนอง

ท่านได้รับพัดยศอะไรบ้างหรือเปล่า ท่านคิดจะรับไม๊ ก็เห็นได้ยินว่า พระท่านบอกว่า ไม่ได้

รับ ท่านไม่เคยคิดจะรับ ก็แสดงว่า ท่านก็ไม่ได้อยู่เพื่อลาภสักการะ แต่ท่านอยู่เพื่อพระ

พุทธศาสนา
งั้น ก็เลยคิดว่า เราพวกเดียวกัน เมื่อพวกเดียวกัน ก็ต้องมาให้น้ำใจซึ่งกันและกัน ในฐานะที่

เคยมีคุณต่อกัน มีจุดยืนอันเหมือนกัน คนทำงานไม่ต้องการที่จะให้ใครมายก แต่เราทำ

เพราะบูชาพระพุทธเจ้า พระศาสดา พระศาสนา เจริญรุ่งเรือง ทำให้พระศาสนาอยู่รอด

ปลอดภัย และอยู่ดี อยู่ได้ อยู่แล้วเป็นที่พึ่งของมหาชน คนและสัตว์ทั้งปวงได้อย่างถูกตรง

ตามหลักคำสอนของพระธรรมและวินัย อย่างชัดแจ้งชัดเจน
แล้วท่านก็ทำหน้าที่ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ก็เฝ้าสังเกตุการทำงานของท่าน ท่านก็ทำ

หน้าที่ของผู้ที่สืบทอดพระพุทธธรรมอย่างตรงไปตรงมา เช่น คำสอนที่กล่าวว่า อัตตา หิ อัต

โน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน จะเห็นว่า ท่านมีการงานเยอะแยะมากมาย ดำริทำ เพื่อพระ

พุทธศาสนา เพื่อส่วนรวม เพื่อสังคม เพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อปวงชน เพื่อสรรพสัตว์ แล้วก็จะ

บอกว่า เพื่อประเทศชาติก็จะว่าได้ เพราะเมื่อพระพุทธศาสนาเผยแพร่ขจรขจาย ขยายไป

ไกล มันก็ทำให้มหาชนคนทั้งหลายได้เข้าถึงซึ่งพุทธธรรม ปฏิบัติธรรม
คนปฏิบัติธรรม จิตใจมันจะเย็นฉ่ำ มันจะชุ่มฉ่ำ มีที่พึ่งในจิตใจ ใจมันจะไม่หยาบ ไม่

กระด้าง เมื่อใจไม่หยาบ ไม่กระด้าง มันละเมียดละมัย มันละเอียดอ่อน มันก็ง่ายต่อ

การอบรมสั่งสอน ชี้นำใดๆ มันก็เข้าใจได้ วิเคราะห์ได้ ใคร่ครวญได้ด้วยสติปัญญาอันตนมี

และสร้างสมไว้จากการปฏิบัติธรรม
งั้นก็ถือว่า ท่านอาจารย์สนอง ท่านช่วยชาติได้ในระดับที่สามารถทำให้ชาติสงบเย็น ผู้คนมี

ศรัทธา ก็จะไม่ทุรนทุราย ไม่วุ่นวาย ไม่สร้างปัญหา ไม่ก่อเรื่องราวเสียหาย ไม่ทำร้ายสังคม

ไม่ทำลายจริยธรรม ศีลธรรม ไม่ทำให้ผิดกฏหมายบ้านเมือง ไม่สร้างเหตุปัจจัยทำให้เรื่อง

เดือดร้อนเสียหายเกิดขึ้น
งั้นก็ ทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวง นี่แหละ เลยเป็นที่มาว่า เอ ที่จริง ได้ยินตั้งแต่วันแรก ว่า ท่าน

อาจารย์สนอง ท่านมรณภาพ ก็ใจหาย ตอนนั้นทำอะไรอยู่ กำลังแสดงธรรมอยู่หรือยังไง อ๊อ

เดินทางไปเชียงใหม่ หรือ ไปเชียงราย ไปแสดงธรรมกับสามเณรที่เชียงราย แล้วก็อ่าน

หนังสือพิมพ์เจอ เค้าแจ้งว่า ท่านอาจารย์สนอง มรณภาพกระทันหัน
วันที่เจอกันวันสุดท้าย อีกครั้งหนึ่ง รู้สึกจะที่ไหน เจอกัน 3 ครั้งเท่านั้นแหละ ครั้งแรกก็

มายืมกลด ครั้งที่ 2 ก็มาจับมือ, ครั้งที่ 3 มาเจอกันงานอะไร เออ คุยกันเล็กน้อย

เพราะว่า มีเวลาน้อย ต้องแสดงธรรม ท่านก็บอกว่า ผม สุขภาพไม่ดี หัวใจโต หัวใจไม่ปกติ

ยังจับมือท่านว่า เอ๊ นี่ ท่านอาจารย์ นี่บวมๆ นะ, ครับ ผมเป็นไต เออ ผมเป็นไต, เราก็

เลยบอกว่า ต้องระวัง คุมอาหาร แล้วก็พักผ่อนเยอะๆ ดูแลสุขภาพ จะได้เป็นที่พึ่งของพระ

ศาสนาและชนทั้งหลายสืบไป
ก็เล่าภูมิหลังให้ฟังว่า ทำไมถึงมานั่งอยู่ที่นี่ และมาเป็นเจ้าภาพอย่างนี้ ก็เพราะว่า
อันดับต้นก็คือ ท่านเป็นผู้มีคุณ ระลึกถึงคุณท่าน ด้วยเหตุว่า ท่านได้สงเคราะห์โดยไม่ถามไถ่

ถ้าจะไปวัดอื่น นี่เค้าคงจะซักประวัติกันนานล่ะ มึงมาจากไหน แปลกหน้ามายังไง ดูสิ ขน

เอาแต่ของใหม่ของกูไปทั้งนั้นเลย มึงจะไปขายหรือเปล่า ซึ่งมันก็มีนะ สมัยก่อนก็มี

ประมาณว่า ยืมของวัดแล้วก็ไม่ส่งวัด หายจ้อยไปเลย แล้วกลดตั้งร้อยกว่าคัน ใหม่เอี่ยมอ่อง

เลยนะ ของเก่าเราก็ไม่หยิบ เรากลัวต้องเอาไปซ่อมล่ะนะ แกก็ไม่ถาม ไม่ถาม เราก็ไม่ตอบ 

เอาไปใช้ตามเหตุตามปัจจัย ถึงเวลา เราก็มาคืน
นี่คือ น้ำใจของท่านว่า ท่านเป็นผู้ที่ให้ประโยชน์ต่อญาติ เห็นว่า ญาติทำงานเพื่อส่วนรวม

เพื่อพระศาสนา งั้น ก็เป็นผู้ที่ไม่ติดอยู่ในโลกธรรม เหมือนดั่งพระสุบินนิมิตของพระบรม

ศาสดาที่พระองค์ ในค่ำคืนหลังจากทรงตรัสรู้ ทรงสุบินนิมิตว่า เดินไปกองภูเขามูดคูต สูง

มโหฬารมหาศาล ก็มีหมู่หนอนหัวดำ หัวขาว ไต่มาตามชายจีวรของพระองค์ เพื่อหนีจาก

กองภูเขามูดคูต ซึ่งคนทั้งหลายอาจจะคิดว่า มูดคูตเหล่านี้ เป็นเงิน เป็นทอง เป็นสมบัติ เป็น

เพชรนิลจินดา เป็นยศ เป็ยลาภสักการะ เป็นชื่อเสียง เป็นสุข เป็นทุกข์ แต่ผู้คนพอได้ฟัง

ธรรมจากพระศาสดา ก็ปฏิเสธสิ่งเหล่านั้น แล้วก็ไต่เกาะชายจีวรพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อ

ละทิ้งจากโลกธรรม
ท่านอาจารย์สนอง ท่านทำต้นแบบให้พวกเราดู งั้น คุณครู คุณพระคุณเจ้า ลูกศิษย์ลูกหาท่าน

ก็ดูเป็นตัวอย่างของครูบาอาจารย์ว่า ท่านได้ทำหน้าที่ ทำตัวเป็นต้นแบบ เป็นเยี่ยงอย่างว่า

เป็นผู้ที่ไม่ติดในลาภสักการะ ในโลกธรรมที่ครอบงำสรรพสัตว์ให้ข้องอยู่ในโลก
ทั้งหมดนี่ คือ สิ่งที่ยังให้เกิดศรัทธา ที่มาแสดงน้ำใจในวันนี้ แล้วก็ไม่ได้ตั้งใจว่า จะมาแสดง

ธรรม มาเทศน์อะไรเยอะแยะมากมาย แต่เค้าก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้น ไหนๆ มาแล้ว ก็โปรด

แสดงธรรมซะเล็กน้อยนิดหน่อย ก็ถือว่า เป็นการแสดงปกิณกะธรรม
ปกติ คนมางานศพนี่ มันต้องระลึก ระลึกอยู่ 2 อย่าง ก็คือ 1. ระลึกถึงคนตาย 2. ก็

คือ ระลึกถึงคนเป็น
ระลึกถึงคนตาย ก็คือ ใกล้ชิดสนิทสนม รักใคร่ เทิดทูนบูชา ทะนุถนอม เคยอุปถัมภ์บำรุง

ดูแลรักษากันมากับผู้วายชนม์ ผู้ตาย เมื่อเค้าตาย เราคิดถึง ก็มา อย่างนี้ เค้าเรียกว่า ระลึก

ถึงคนตาย ระลึกถึงคุณงามความดี ระลึกถึงประโยชน์ ระลึกถึงสิ่งได้อุปถัมภ์บำรุงกันมา

อย่างนี้เป็นต้น
อีกประเภทหนึ่ง ก็คือ ระลึกถึงคนเป็น โดยที่ไม่เคยรู้จักคนตายเลย ไม่รู้เลยคนตายหน้าตา

เป็นยังไง แต่คนเป็น นี เราสนิทสนม รู้จัก เออ พ่อเค้าตาย แม่เค้าตาย เมียเค้าตาย ญาติเค้า

ตาย ลูกเต้าตาย ผัวเค้าตาย แต่คนที่ตายเราไม่รู้ แต่รู้ ก็คือ ญาติของคนตายเรารู้จัก เราสนิท

สนม เราก็มา มาเพื่ออะไร มาให้กำลังใจ มาปลอบใจ มาแสดงน้ำใจ มาทำให้ระลึกถึงใน

หัวใจว่า คุณไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวนะ คุณไม่ได้เดียวดาย คุณยังมีเพื่อนฝูง มีคนใกล้ชิด รักใคร่

คอยให้กำลังใจคุณที่จะยืนหยัดต่อสู้ฝ่าฟันต่อปัญหาและอุปสรรค และแก้ปัญหาของชีวิตสืบ

ไป อย่าท้อแท้ อย่าท้อถอย อย่ารู้สึกพ่ายแพ้ต่อสิ่งที่เสียหาย
ถ้าจะพูดได้มากกว่านี้ ก็ต้องสอนได้ พูดได้ ต่อไปว่า อ้ายสิ่งที่เสียไป มันเป็นธรรมชาติ อ้าย

สิ่งที่มีอยู่น่ะ มันผิดธรรมชาติ แต่มันก็เป็นปริศนาธรรมชั้นสูงมากไป สำหรับคนทั่วไปที่จะ

เข้าใจมัน ก็ได้แต่ว่า มาแสดงน้ำใจแก่กันและกัน
มาพูดถึง กรณีของคนที่ระลึกถึงคนตาย แล้วอยู่ใกล้ชิดคนตาย เข้าใจ รู้จักคนตาย สนิท

สนมต่อคนตาย แล้วจึงมา  ก็อย่างที่เล่าว่า หลวงปู่ไม่ได้สนิมสนมกับท่านอาจารย์สนอง แต่

ก็ศรัทธาอยู่ลึกๆ ในปฏิปทาและการปฏิบัติตัวให้เป็นต้นแบบ และเป็นผู้ที่มีประโยชน์ต่อ

พระศาสนาอย่างยิ่ง
หลวงปู่ไม่รู้ว่า ท่านอาจารย์สนอง ทำดีโดยส่วนตัวอะไร เพราะไม่ได้ใกล้ชิด แต่รู้อยู่เต็ม

หัวใจ เต็มอก และเต็มสมองว่า ท่านทำประโยชน์ท่าน ประโยชน์ท่าน ก็คือ ประโยชน์พระ

พุทธศาสนาอย่างยิ่งใหญ่ ทำประโยชน์ต่อสรรพสัตว์ ทำประโยชน์ต่อพระธรรมวินัยอย่าง

ยิ่งใหญ่ จนเป็นที่ยอมรับของผู้คนชนมหาศาลมากมาย รู้จักกันไปทั่วหลายประเทศ
ทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวงนี่ มันต้องได้แรงได้กำลัง ได้ความเพียรพยายาม ได้รับกำลังขับ

เคลื่อน ได้จิตใจที่เข้มแข็ง ที่อดทน ที่อดกลั้น ที่ฝ่าฟัน ที่ต่อสู้ต่ออุปสรรคและปัญหานานา

ประการ
คนไม่เคยเป็นนักต่อสู้ ไม่เคยเป็นคนสร้างวัด ไม่เคยเป็นคนสั่งสม หรือสร้างอะไร จะไม่รู้

ถึงความทุกข์ระทม หรือ ความแร้นแค้น ความทุกข์ทรมาน อดกลั้น อดทน ของผู้ต่อสู้ หรือ

ผู้ที่กระทำงาน ยกเว้นแต่ว่า คนๆ นั้น หรือคนๆ ใดได้ต่อสู้ ได้สร้างวัด ได้ฝ่าฟันอุปสรรค

ขวากหนาม ได้ดิ้นรน ได้พยายามเอาชนะด้วยกุสโลบาย ด้วยกรรมวิธี ด้วยธรรมะอุบาย

หรืออุบายอันแยบคาย จนกระทั่งมีชัยชนะ มีผลงาน มีผลสำเร็จเป็นที่ยอมรับของผู้คนทั้ง

หลาย ไม่ใช่ทำได้ง่าย ไม่ใช่ทำได้ง่าย
เพราะงั้น ท่านต้องมีธรรมอยู่ในหัวใจในความคิดของหลวงปู่ เพราะว่า ไม่ได้สัมผัสโดยตรง

เพราะว่าไม่ได้อยู่ใกล้ชิด แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ท่านมีขันติธรรมมาก เพราะเดินดูวันนี้ มาตั้งแต่

ประมาณซักบ่าย 2 โมงกว่าๆ ร่วมๆ 3 โมง ก็เดินดูไปทั่วๆ ก็ทำให้เห็นว่า งานที่ท่าน

รังสรรค์แต่ละอย่าง แต่ละเรื่อง แต่ละชิ้น แต่ละผลงาน มันเพื่อประโยชน์ส่วนรวมทั้งนั้นน่ะ
แต่ถามว่า หาประโยชน์ส่วนตน จริงๆ แล้วกุฏิทำส่วนตน ไม่ต้องให้ใหญ่ขนาดนี้ก็ได้ ถ้า

จะทำวัดอยู่เฉพาะตน ก็ไม่ต้องให้มันกว้างขนาดนี้ก็ได้ ถ้าจะทำที่พักที่อาศัยสำหรับตน ก็

ไม่ต้องให้เยอะแยะปานนี้ก็ได้ แต่ท่านไม่ได้คิดเพื่อตนเองไง ท่านคิดเพื่อส่วนรวม ท่านคิด

เพื่อสังคม ท่านคิดเพื่อพระศาสนา ท่านคิดเพื่อการเผยแผ่
งั้น สิ่งเหล่านี้ มันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก ในสายตาของนักเผยแผ่ธรรม สำคัญที่สุด ก็คือว่า

ท่านคิดแล้วท่านทำได้ ทำได้แล้วก็ไม่ได้หวังว่าให้ใครมายอมรับหรือยกย่อง หรือว่า

สรรเสริญเยินยอ ให้เบี้ยหวัดรางวัล หรือว่า ยกท่านเป็นเจ้าครู พระคุณ อะไรก็แล้วแต่ แล้ว

แต่ที่เค้าจะยกกันตามเหตุตามปัจจัย แล้วท่านก็ไม่ได้เรียกร้อง ไม่ได้ขอร้อง ไม่ได้ต้องการ
ทั้งหมดนี่ มันเป็นอะไรที่ยากต่อการที่จะลืมเลือนสำหรับคนที่จะมีชีวิตอยู่หลังๆ เมื่อระลึก

ถึงท่านแล้วก็จะได้เห็นต้นแบบว่า ท่านนี่เสียสละ ถือว่า เป็นนักเสียสละอย่างยอดยิ่ง ยอด

เยี่ยม แล้วก็ถามพระที่อุปฐากเมื่อครู่ว่า  ท่านก็ทำงาน ทำ เหนื่อย อย่างนี้เค้าเรียกว่า

เหนื่อยตาย ทำงานเหนื่อยจนตัวเองต้องมรณภาพ ทั้งๆ ที่รู้ว่า สุขภาพไม่ดี
ทั้งหมดนี่ ถ้าไม่ใช่จากหัวใจที่เด็ดเดี่ยว มั่นคง เสียสละ และแบ่งปัน มีน้ำใจ แล้วก็ให้ด้วย

หัวใจที่เอื้ออารี มีไมตรีที่เต็มในหัวใจ ทำไม่ได้หรอก ยิ่งคนเห็นแก่ตัว ยิ่งทำไม่ได้ใหญ่เลย

อ้ายคนเห็นแก่ตัว คับแคบ ตระหนี่ เอาเปรียบ โลภ ขี้งก เนี่ยนะไม่มีสิทธิ์ทำเรื่องพวกนี้ได้

เลย เพราะคนเห็นแก่ตัว คับแคบ ตระหนี่ ขี้เหนียว ขี้งก จะไม่ยอมให้ใคร แล้วไม่คิดที่จะ

ให้ใครมาได้สิ่งที่ตัวเองมีกับของตัวเอง ไม่คิด แล้วก็ไม่คิดว่า ความสุข ความทุกข์ของคน

อื่นจะสำคัญเท่ากับชีวิตของตัวเอง
งั้น แสดงว่า ท่านอาจารย์สนองนี่ ถ้าจะยกให้เป็นพระโพธิสัตว์ ก็ต้องถือว่า เป็นพระ

โพธิสัตว์องค์หนึ่งล่ะ เพราะได้ทำหน้าที่เผยแพร่ ทำหน้าที่เป็นผู้ผ่องถ่าย สืบทอดอายุขัย

พระพุทธศาสนา และทำหน้าที่ของครูที่ดีที่เป็นต้นแบบให้แก่ศิษย์ ศานุศิษย์ที่จะติดตาม

เดินตามต่อไปในวันข้างหน้า และเพื่อจะรักษาอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ของครูบาอาจารย์ให้ดำ

รงค์คงไว้ และสืบสานต่ออนุชนคนชั้นหลังๆ
ครูทุกคนก็คิดอย่างนี้ ที่วัดหลวงปู่น่ะ พระแต่ละองค์ที่มาอยู่ ก็หวังอย่างนี้อยู่เสมอว่า ทุกคน

ถ้าเข้ามาอยู่ในอาวาสนี้ ถ้ามาแล้ว สามารถสืบอุดมการณ์ปณิธานของครูบาอาจารย์ได้ ไม่

มีครูคนไหนไม่เป็นสุข ครูทุกคนเป็นสุขที่เห็นลูกศิษย์ไปปฏิบัติตามวิถีธรรม วิถีชีวิต วิถีคิด

วิถีพูด วิถีแสดงของครู และสืบทอดผ่องถ่ายไปสู่อนุชนคนชั้นหลังๆได้ แสดงว่า ลูกศิษย์คน

นี้ได้รับมรดกทางธรรม ได้รับจิตวิญญาณ ได้รับกระดูก ได้รับไขกระดูก ได้รับเส้นเอ็น ได้

รับเลือดเนื้อ ได้รับชีวิตของครูไป
แต่ถ้าศิษย์คนใดมันไม่เอาอ่าว ไม่เอาเก๊า ไม่เอาประเทศ ไม่เอาอะไรทั้งนั้น มันก็ทุกข์ใจล่ะ

ครูก็ต้องทุกข์ใจ หลวงปู่ก็เชื่อเหลือเกิน อาจารย์สนองก็ต้องมีความคิดแบบนี้
งั้น ท่านก็คงอยากให้ลูกศิษย์ของท่าน สืบทอดอุดมการณ์ แล้วก็เจตน์จำนงค์ของท่าน ใน

การทำหน้าที่เผยแพร่ให้ได้กว้างไกลในรสพระธรรมคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้

เป็นที่ยอมรับของมหาชนคนทั้งหลาย
เราจะยอมรับได้อย่างบริสุทธิ์ใจ ก็ต้องลงมือกระทำ ต้องหาวิธีที่จะเผยแพร่อย่างชนิดที่

สอนให้ทำ ไม่ใช่สอนให้จำ, สอนให้ทำ แล้วก็ ทำดีให้ดู เป็นครูให้เห็น ซึ่งท่านก็ทำต้น

แบบมาจนถึงวาระสุดท้ายของท่าน
ทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวงนี่แหละ คือ สิ่งที่พวกเราต้องตระหนัก สำนึก ระลึกรู้ให้ชัดเจนว่า เรา

ได้เสียบุคลากรอันทรงคุณค่ายิ่งของพระพุทธศาสนา ซึ่งน่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะท่าน

อายุขัย ก็ยังไม่มากนัก แค่ 60 กว่าๆ เพราะความเป็นอยู่ของท่าน อยู่ 1 วัน ก็เป็น

ประโยชน์ต่อพุทธศาสนาได้ 1 วัน อยู่เป็นปี ก็เป็นประโยชน์ต่อพุทธศาสนาได้เป็นปี
อย่างนี้ เค้าเรียกว่า บุคคลผู้รังสรรค์ประโยชน์ ซึ่งตรงกันข้ามกับคนที่ไม่ได้ให้ประโยชน์

อะไรกับสังคม มีแต่ประโยชน์ตน แต่ประโยชน์ท่านไม่ให้, อยู่ 1 วัน ก็รกไปอีก 1

วัน, ลำบากคนรอบข้างไปอีก 1 วัน, อยู่ 100 วัน ก็ทำให้คนรอบข้าง ทุกข์ยาก

อดอยากไปอีก 100 วัน เพราะต้องไปแย่งคนอื่นกิน แต่อ้ายคนที่ให้ประโยชน์นี่ อยู่

100 วัน มันก็ได้ให้คนอื่นกิน 100 ครั้ง 100 วัน เพราะรู้จักที่จะให้ รู้จักจะแบ่งปัน

รู้จักจะเอิ้อเฟื้อ
ทั้งหมดเนี่ย เป็นคุณสมบัติของพระโพธิสัตว์ล้วนๆ เลยล่ะ เป็นคุณสมบัติของพระโพธิสัตว์

ล้วนๆ ที่จะแบ่งปัน ที่จะเอื้อเฟื้อ
งั้น จึงอยากจะฝากบรรดาศานุศิษย์ ทั้งคุณพระและชาวบ้าน ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายว่า

ให้รักษาอุดมการณ์อย่างนี้เอาไว้ เพราะการงานของท่านอาจารย์สนอง ท่านได้ทิ้งเอาไว้ให้

เรา ถือเป็นมรดกทางธรรม เป็นมรดกทางกิจกรรม มีเยอะแยะมากมาย เราจะจัดสรร

บริหารจัดการอย่างไร ให้มันก้าวไกล ดำรงคงอยู่ได้อย่างรุ่งเรืองเจริญ
เพราะไปมาหลายวัดแล้วล่ะ เวลาครูบาอาจารย์อยู่ วัดก็รุ่งเรือง รุ่งโรจน์ พอครูบาอาจารย์

ล้มหายตายจาก วัดก็ร่วงโรย อับเฉา ทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวงนี่ มันมาจากผู้สืบสานมรดก

ทางจิตวิญญาณและทางธรรม ไม่สามารถจะดำรงค์ศรัทธา
ชั้นจึงบอกลูกศิษย์ชั้น อยู่เสมอเนืองๆ ว่า อย่าอยู่เพื่อให้คนอื่นเค้าศรัทธา เบื้องต้น แต่จงอยู่

เพื่อศรัทธาตัวเองให้ได้ก่อน เมื่อเราสามารถจะศรัทธาตัวเองได้แล้ว ไม่ต้องเรียกให้คนอื่น

มาศรัทธาเรา แม้ฟ้าดินก็ยังต้องกราบไหว้เรา เทวดาฟ้าดินก็ยังต้องอภิบาลบำรุงดูแลรักษา

เรา
แต่ถ้าเราไม่กล้าแม้จะกราบตัวเองแล้วศรัทธาตัวเอง เราจะไปเรียกร้อง ร้องแรก

แหกกระเชอให้คนเค้ามาศรัทธาเรานี่ ยากมาก ให้ promote, promotion

โฆษณาให้บ้าบิ่น ให้สิ้นแผ่นดินไป ทั้งแผ่นดินมีแต่ใบโฆษณาของเรา ก็ไม่มีใครศรัทธา

เพราะความศรัทธา นี่มันไม่ใช่ได้มาด้วยการโฆษณา อ้ายโฆษณาแล้วมันเกิดศรัทธานี่ มัน

แค่วูบๆ เหมือนกับไฟไหม้ฟาง แว๊บเดียวก็หาย
แต่ศรัทธาที่ได้มาจากการปฏิบัติ ศรัทธาที่ได้มาจากการลงไม้ลงมือกระทำ ศรัทธาที่ได้มา

จากการใช้ปัญญาใคร่ครวญพินิจพิจารณา ศรัทธาที่เข้าถึงธรรม มีธรรมเป็นที่พึ่ง มีธรรม

เป็นเกราะ มีธรรมเป็นเครื่องอาศัย ยืนหยัดดำรงค์อยู่ได้ด้วยอาศัยพระธรรม แล้วพระธรรม

เป็นความงดงาม เป็นความหอมหวาน มีกลิ่นอันหอม ขจรขจายไปไกลทั้ง 3 โลก มันยัง

ให้สรรพสัตว์ได้กลิ่น แล้วศรัทธาเอง ไม่ต้องประกาศ ไม่ต้องโฆษณา
เพราะฉะนั้น ทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวงนี่แหละ คือ หลักคิด หลักคิดของผู้ที่สืบสาน และควร

จะทำหน้าที่สืบสานในวิถีธรรม วิถีพุทธ และวิถีของครูบาอาจารย์ที่จะสามารถทำได้ แล้วก็

ต่อเนื่องสืบไปจนรุ่งเรืองเจริญ อย่าให้มันร่วงโรย
นี่คือ สิ่งที่อยากฝากไว้ เพราะว่า เห็นมาหลายวัดแล้ว แล้วทุกวัดก็จะมีจุดจบเหมือนๆกัน
งั้น เราต้องรักษาอุดมการณ์ของครูบาอาจารย์ให้ได้มาก เท่าที่มากได้
เอาล่ะ ปกิณกะ อารัมภบท มาก็เยอะแล้ว เห็นว่ามีปัญหาที่จะถาม ใครอยากถามอะไร เชิญ

คุณ
...........
เค้ามีคำถามไม๊, ถ้าไม่มี ก็เลิก, เอ้า มี ก็ถาม เวลามันไม่คอยท่า เดี๋ยว ชั้นกลับวัดดึก
ปุจฉา     ดิฉันเป็นพยาบาล ต้องดูแลผู้ป่วยหนัก หลายครั้งที่ผู้ป่วยต้องเสียชีวิตอย่างทน

ทุกข์ทรมาน จึงมักเปิดซีดีธรรมะ บทสวดมนต์ให้ผู้ป่วยฟัง อยากทราบว่า หากผู้ป่วยรายนั้น

ไม่เคยศึกษาธรรมะมาก่อนเลย ในวาระสุดท้ายของชีวิตอย่างนี้ เค้าจะมีจิตสุดท้ายที่สงบ

หรือไปสู่สุคติหรือไม่ และขอคำแนะนำในการปฏิบัติกับผู้ป่วยในวาระสุดท้ายให้ถูกต้อง
วิสัชนา    อืม มันไม่ง่ายเลยนะ คุณ ในการที่คนเราไม่เคยทำบุญ คุณงามความดีมาชั่วชีวิต

แล้วอยู่ดีๆ เวลาตาย จะไปร้องหา เหมือนๆ กับ มีคนเค้ามาเล่าให้ฟังว่า คนไปเยี่ยมคนป่วย

ใกล้ตาย แล้วก็เห็นว่าคนป่วยใกล้ตายพะงาบๆ เลยบอกว่า ภาวนาสิ ภาวนา, อ้ายคนป่วย

ใกล้ตายก็เลยบอกว่า อีภาวนา มันตายไปเมื่อวานนี้แล้ว มึงจะให้ภาวนาอะไรอีก เค้าพูดถึง

อ้ายภาวนา นักแสดงที่มันตกน้ำตายน่ะ
เพราะฉะนั้น มันยาก อ้ายคนที่มีมิจฉาทิฏฐิอยู่ในหัวใจ มันจะมารอจิตสุดท้ายให้เกิดสัมมา

ทิฏฐิ ยากมาก ถ้าเราเชื่อเรื่องการสั่งสมบุญ สั่งสมบารมี สั่งสมกุศล มันก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป
ในการที่จะทำให้คนไปสู่สุคติภพในจิตสุดท้ายได้ มันต้องค่อยสั่งสมไปเรื่อยๆ
ไม่ใช่อยู่ดีๆ รอจิตสุดท้าย, เอ้า ทำชั่วมาทั้งชีวิต, เอ้า รอจิตสุดท้าย ค่อยไปพบพระ
ดีไม่ดี จะเจอแต่พระเพลิง ไม่ได้เจอพระตัวจริงล่ะนะ
เพราะฉะนั้น ธรรมะเนี่ย เหมือนกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เพิ่งจะแสดงธรรมที่วัดว่า ในนรกเนี่ย

พระโพธิสัตว์ ท่านลงไปโปรดสัตว์นรกเนี่ย เสียงสวรรค์ เสียงธรรมะเนี่ย มันเป็นแสงสว่าง

นรกขุมใหญ่ 8 ขุมทั้งหมดเนี่ย มันมีแต่ไฟทั้งหมด สัตว์นรกพอเห็นแสงสว่าง ก็นึกว่า

ไฟมาเผา  แทนที่จะฟังธรรมจากพระโพธิสัตว์ กลับวิ่งหนี เพราะกลัวว่า แสงสว่างนั้น

เหมือนแสงไฟ คิดว่าเป็นแสงไฟ แล้วคิดว่า แสงไฟกำลังมาเผา เออ พระโพธิสัตว์กำลังพ่น

ไฟใส่เรา
เพราะเราเชื่อกันว่า ธรรมะพระพุทธเจ้าเหมือนดั่งแสงสว่าง เหมือนดั่งหงายของที่คว่ำ เปิด

ขึ้น
เวลาพระไปโปรดสัตว์นรก ท่านก็เอาธรรมะไปโปรด พระกษิติครรภโพธิสัตว์นี่ ถ้าตาม

ตำนาน เค้าว่ากันว่า ท่านลงไปเทศน์สอนสัตว์นรกนี่ วันละ 3 เวลา แต่ไม่มีสัตว์นรกตนใด

ที่ฟังธรรมท่านได้ เพราะว่ากลัวแสงสว่าง แต่แสงของพระธรรมมันไม่ร้อน แต่แสงของไฟ

มันร้อน สัตว์นรกเข้าใจว่า นั่นคือ แสงไฟ ทั้งๆ ที่กำลังแสดงธรรม ก็ไม่คิดว่า นั่นเป็นธรรม

กลับวิ่งหนี จนกระทั่งเหยียบกันให้ทุรนทุราย
งั้น มันก็เป็นเรื่องยากที่จะทำให้มนุษย์ที่ทำชั่วมาทั้งชาติ แล้วรอให้จิตสุดท้ายมันจะได้ฟัง

ธรรม หรือ ฟังเสียงสวดมนต์ มันก็จะเดี๋ยวก็ เอาผัวกูคืนมา, เอามียกูคืนมา, เอาหัวกู

คืนมา, เอาสมบัติกูคืนมา เพราะว่า อ้ายอุปาทานในขันธ์ทั้ง 5 มันมีอยู่ตามเหตุตาม

ปัจจัยที่สั่งสมไว้
มนุษย์แต่ละตน สัตว์แต่ละตัว มันไม่ใช่เกิดภพชาติเดียว มันสั่งสมไว้ ไม่รู้กี่อสงไขย แล้ว

อ้ายที่สั่งสมไว้ มันบุญหรือมันบาป ก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ ถ้ามันมีบุญ ชาตินี้มันคงไม่ชั่ว มันคง

ต้องมาต่อบุญมัน แต่ที่มันชั่วอยู่ แล้วรอให้บุญมันมาส่งเสริมโดยไม่ลงมือทำ คงไม่ได้
งั้น ก็ต้องเข้าใจว่า  เราช่วยน่ะ ใช่ เป็นกุศลของเรา แต่ก็หวังใจว่า คนที่ใกล้ตายจะฟัง แต่

จริงๆ แล้ว มันเป็นไปตามกรรม
ไม่รู้ว่า มนุษย์ตนนั้น สัตว์ตนนั้น คนที่กำลังตายท่านนั้น ชั่วชีวิต ทำกรรมอะไรมาบ้าง
จะให้มีสติในจิตสุดท้ายน่ะ มันไม่ใช่ง่ายหรอก ถ้าไม่ฝึก จบ (สาธุ)
ต่อไป จะเป็นการถวายผ้าไตร องค์แสดงธรรมนะคะ
................
(สาธุ)
เครื่องไทยธรรม และปัจจัยลาภทั้งหลายที่พวกท่านถวาย หลวงปู่รับแล้ว ยกให้เป็นสมบัติ

ของวัดสังฆทานทั้งหมด ขอท่านทั้งหลายอนุโมทนา
(สาธุ)
เดี๋ยว ตั้งใจฟังพระสวด แล้วรับพร สืบไป