Print
Hits: 5183

9 ก ย 2555    13.05 น. ถอดซีดี ธรรมะสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน โดย องค์หลวงปู่พุทธะอิสระ

• มนุษย์นี่ มันไม่ควรปฏิเสธคำภาวนา
• ถ้าเมื่อใดที่มนุษย์ไม่ภาวนา เหมือนกับมนุษย์ไม่มียาประจำหัวใจ
• ยืนหยัดดั่งขุนเขา และมั่นคงดั่งภูผา
• คนมีภาวนาในใจจะเห็นชัดตามสภาพธรรมที่ปรากฏตามความเป็นจริง
(กราบ)
เจริญธรรม เจริญสุข ท่านสาธุชนพุทธบริษัทผู้รับชมรายการปุจฉา วิสัชนา ญาติโยมทุก

ท่านที่อยู่ ใน สถานที่ศาลาวัดอ้อน้อย (ธรรมะอิสระ) เนื่องในวันแสดงธรรมประจำ

เดือนในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน ซึ่งจะมีกิจกรรมตั้งแต่เช้า มีการตรวจไข้รักษาโรค ภาค

บ่ายก็มีแสดงธรรม ปฏิบัติธรรม เจริญธรรม เป็นวิถีของพุทธ เป็นวิถีธรรม วิถีไทย มีเรื่อง

ที่จะเล่ากล่าวให้ฟัง
อ้อ มาสายเหร๊อ เอ้า เอาสิ เปิดสิ
พิธีกร    ปู่เล่าก่อนครับ
หลวงปู่    เออ เล่าก่อน
มีเรื่องจะเล่ากล่าวให้ฟังก็คือ เมื่อวานซืนได้สอนพระใหม่ พระใหม่ที่เค้าบวชในโครงการ

สอนกรรมฐานตอนช่วงบ่ายๆ ได้พูดกับพวกเค้าให้รู้ว่า มนุษย์นี่มันไม่ควรปฏิเสธคำภาวนา

ถ้าเมื่อใดที่มนุษย์ไม่ภาวนา เหมือนกับมนุษย์ไม่มียาประจำหัวใจ
คำภาวนานี่มันเปรียบเหมือนยาประจำหัวใจ คำภาวนาเปรียบเหมือนอาหารของใจ เหมือน

เครื่องชำระใจ เหมือนเครื่องผูกใจ เหมือนเครื่องเจริญจิตใจ คือ ทำให้ใจนี้เจริญ
อ้ายภาวนาในที่นี้ แปลโดยหลักก็คือ ทำให้เกิดความเจริญ หรือ เครื่องผูกใจก็ได้ เครื่องมัด

ใจก็ได้
งั้น คนโบราณ เค้าจึงรู้ความหมายนี้ แล้วก็พยายามจะผูกคำภาวนา ผูกคำภาวนาให้เป็น

คาถาเยอะแยะมากมาย เช่น คาถาค้าขายดีบ้าง คาถาความร่ำรวยบ้าง คาถามหาเศรษฐีบ้าง

คาถาแก้จนบ้าง คาถากันภูตผีปีศาจบ้าง คาถากันงูเงี้ยวเขี้ยวขอ สัตว์มีพิษ หรือ คาถา

ป้องกันภัยพิบัติ กันไฟ คาถากันอันตราย คาถากันศาสตราวุธ คาถาอยู่ยงคงกระพัน คาถา

หนังเหนียว สารพัดคาถา
ที่จริงแล้วถ้าว่ากันตรงๆ แล้ว คาถาเหล่านั้น ก็คือ คำภาวนา โบราณเค้าเข้าใจ เค้ากลัวว่า คน

จะไม่ยอมภาวนา ก็เลยใส่คาถา เลยให้ความหมายว่า ถ้าคุณสาธยาย คุณท่อง คุณบ่น คุณ

ภาวนา คุณเจริญ มันก็จะทำให้ได้ในสิ่งที่คุณหวัง เช่น คุณภาวนาคาถาค้าขาย ก็บอกว่า

คุณสามารถ เธอสามารถ เอ็งสามารถ ท่านสามารถจะค้าขายได้รุ่งเรืองเจริญ ได้ร่ำรวย

อย่างนี้เป็นต้น คาถาป้องกันภัยก็ ถ้าภาวนาแล้วภัยพิบัติก็จะได้ไม่มาเบียดเบียน ตกน้ำไม่

ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ภูตผีปีศาจไม่รังควาน
สรุปแล้ว บรรพบุรุษเราเนี่ย เค้าเชื่อในคำภาวนา อ้ายคนสมัยนี้ ก็มามองว่า บรพบุรุษเป็น

คนคร่ำครึ
เอ้า กูภาวนาจนจิ้งจกตกลงมาเลยนะ แสดงว่า มึงเผลอ ฟังธรรมจน เออ พูดจนจิ้งจกหลับ
เออ คนสมัยนี้มองว่าคนโบราณเป็นคนโง่ คร่ำครึ งมงาย ไม่มีเหตุผล ไร้สาระ มีที่ไหน

คาถาไล่ผี คาถาป้องกันคุณไสย คาถาป้องกันศาสตราวุธ คาถาอยู่ยงคงกระพัน
ที่จริง นั่นมันเป็นอุปเท่ห์ อุปเท่ห์ ก็คือ เครื่องล่อ สิ่งล่อ เครื่องชักจูง เครื่องเชิญชวน จะ

บอกว่า เครื่องหลอกไม่ได้ เครื่องล่อ เครื่องเชิญชวน เตรื่องชักจูงให้เราได้สนใจ ให้เราได้ใส่

ใจที่จะภาวนา
ถามว่า เพราะอไร
ก็ดูจาก เอาแค่ นะโม 3 จบ ที่พวกท่านทั้งหลายบรรยาย สาธยายภาวนาเนี่ย จบไม๊ ครบ

ไม๊
ไม่ครบไง เพราะว่า โทษฐานของการที่ไม่มีภาวนา ไม่มีภาวนากรรม
คนโบราณเค้าไม่ใช่นะ เค้าสวดมนต์จบ ไหว้พระ หลวงปู่สอนพระใหม่ว่า ท่านรู้ไม๊
ตอนผมกราบพระลงไป ผมทำยังไง
ตอนขณะที่กราบพระลงไป มือลอยอยู่กลางอากาศ ผมก็ภาวนาอยู่ในใจว่า
สาธุ วันทา
ลงไปถึงข้างล่างก็
พุทธัง วันทามิ กราบครั้งที่ 1 ล่ะ
พอขึ้นมา ก็ สาธุ วันทา
ลง ก้มลงไปอีกที ถึงข้างล่าง มือแตะพื้นก็
ธัมมัง วันทามิ
พอเงยหน้าขึ้นมาก็ สาธุ วันทา
ก้มลงไปใหม่ก็
สังฆัง วันทามิ
อย่างนี้เป็นต้น
คือ ทำให้ภาวนามันเกิดขึ้นทุกขณะจิต
ถามว่า เพราะอะไร ทำไมต้อง ก็ถ้าจิตนี้มันไม่มีกุศลภาวนา มันก็จะมีอะไรเข้ามาครอบ,

อกุศลภาวนา, ที่จริงจะใช้คำว่า อกุศลภาวนา ไม่ได้ เพราะภาวนาในที่นี้ มันแปลว่า ทำให้

เจริญ มันเครื่องผูกใจให้เจริญ แต่ยังไงเมื่อคนเรา จิตนี้ สัตว์ทุกตน คนทุกคนเนี่ย ถ้าไม่มี

กุศลภาวนา มันก็จะมีอกุศลภาวนา
อกุศลภาวนาอย่างไรบ้าง ก็นึก “นะโม ตัสสะ” ยังไม่ทันครบ 3 จบเลย
“นะโม” อื๊ม นี่อ้ายละครมันจะจบหรือยังว้า ออกไปนู่นล่ะ, อืม “ตัสสะ” ปากก็ “

ภะคะวะโต” อื๊ม ลูกกูจะกลับบ้านหรือยังว้า แว๊บออกไปอีกล่ะ, “ อะระหะโต สัมมา”

อืม พรุ่งนี้กูจะเจอเจ้าหนี้หรือเปล่าว้า, มันก็ไปของมันเรื่อยล่ะ
เพราะอะไร ขนาดปากภาวนาเรื่อง กุศลภาวนาอยู่นะ แต่ใจมันก็ยังแส่ไปหาอกุศลอยู่ดีล่ะ
เข้าใจความหมายนี้ไม๊
ที่ยกเรื่องนี้มาพูดให้ฟังก็เพราะว่า เพื่อจะสอดคล้องกับ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาที่พยายาม

เน้นย้ำว่า สวด  “นะโม” อยู่กับ “นะโม” หรือเปล่า เราอยู่ครบ 3 จบไม๊ทุกอักขระ

ทุกตัวอักษรไม๊
ถ้าไม่ ก็แสดงว่า เรามีอกุศลภาวนาอยู่เนืองๆ
งั้น คนโบราณเค้าจึงหาอุปเท่ห์ หาเล่ห์ หาอุบาย หากลวิธีเพื่อจะผูกใจ เพราะรู้ว่า มนุษย์นี่

มันมีความโลภ มีความกลัว มีความอยาก ก็เอาความโลภ ความกลัว ความอยากที่มนุษย์

ต้องการนั่นแหละ
เอ้า อยากรวยใช่ไม๊ อยากรวย ท่องคาถาบทนี้นะ เอ็งท่องไป เดี๋ยวเอ็งจะรวย อ้าว จริ๊ง จริง

เค้าสอนกันอย่างนี้ ท่องไป “สีวะลี จะ มหาเถโร เทวะตานะระปูชิโต” เนี่ย ท่องบทนี้

แล้วจะค้าขายดี เป็นเสน่ห์ เป็นที่รัก ว่าไป เออ ถ้าท่อง “นะมะพะทะ, นะมะพะทะ”

มันก็ทำให้ตัวเราอยู่ยงคงกระพัน แข็งแรง ทนต่อศาสตราวุธ แต่ไม่ทนไม้หน้าสามกับตีน

อะไรก็ว่าไป ทนศาสตราวุธทั้งหมด แต่ไม้หน้าสามกับตีน นี่ทนไม่ได้ ก็เป็นอุปเทศ อุปเทศ

ที่จะสอน สอนให้เราเป็นคนที่มีภาวนาอยู่เนืองๆ
สมัยก่อนเด็กๆ น่ะ หลวงปู่ไปสวดมนต์วัดพระแก้ว พระอะไรหว่า อ้อ แกชื่อ หลวงตาแพร

เยื่อไม้ เป็นนักเทศน์ดังๆ สมัยนั้นล่ะนะ แกก็จะบอกว่า พวกเธอรู้ไม๊ นั่งเทศน์ให้ฟัง พวก

เธอรู้ไม๊ว่า ใต้ฐานพระแก้วมรกตมีคาถาอะไร  เราก็ อ้าว ใครจะไปรู้ล่ะ ไม่เคยไปเปิดตูด

ท่านดู จะไปรู้ได้ยังไง
หลวงตาแพรแกก็บอกว่า มีคาถาอยู่ เอ้า ว่าตาม “วาละ ลุกัง สังวา ตังวา” “วาละ ลุกัง สัง

วา ตังวา” กูท่องได้เลยล่ะ “วาละ ลุกัง สังวา ตังวา” ไม่รู้ว่า แปลว่าอะไรละ เค้าบอกว่า

ท่องคาถาบทนี้แล้ว จะได้เหมือนดั่งแก้วสารพัดนึก คิดอะไร นึกอะไร ก็ให้ได้ดั่งหวัง กูท่อง

มาถึงวันนี้ กูก็พยายามนึก บางทีมันนึกได้บ้าง นึกไม่ได้บ้างล่ะนะ แต่เราก็ท่องจนติด

อารมณ์ไง มันติดอยู่ในหัวใจ ไม่ว่าเดินขึ้นรถ ลงเรือไปเหนือล่องใต้ก็ “วาละ ลุกัง สังวา ตัง

วา” “วาละ ลุกัง สังวา ตังวา” ยืน เดิน นั่ง นอน “วาละ ลุกัง สังวา ตังวา” ว่ามันไป

เหมือนกับคนทางซีกเหนือโลก เค้าเรียกคนเหนือโลก เค้าจะมีคำภาวนาของเค้า เช่น ทิเบต

เนปาล ภูฐาน เค้ามีอะไร ภาวนถึงพระโพธิสัตว์ “โอม มา ณี เป เม ฮง” ยืน เดิน นั่ง นอน

เค้าก็ทำ
งั้น คนพวกนี้ ก็จะมีจิตอันรวมได้ง่าย มีจิตอันสำรวมได้ง่าย เรียกว่า มีกุศลภาวนา พูดเป็น

ภาษาธรรมะ ก็เรียกว่า มีกุศลวิตก วิตกหรือตรึกอยู่เฉพาะในเรื่องของกุศล
อ้ายคนที่ไม่มีกุศลภาวนาหรือ ไม่มีคาถาภาวนา ซึ่งคนสมัยนี้จะคิดว่า ถ้าใครท่องคาถานี่จะ

ถือว่าเป็นคนอะไร คร่ำครึ เล่นแร่แปรธาตุ เจ้าเล่ห์ เจ้ากล เจ้ามนต์ เจ้าคาถา อะไรก็แล้วแต่

เถอะ คนพวกนี้ก็จะไม่อยู่กับร่องกับรอย เพราะคนไม่มีภาวนากรรมในใจ คือ ไม่มีภาวนา

เจริญในหัวใจเนี่ย มันจะไม่รู้จักพอในทุกเรื่องล่ะ ลูก
มันจะไม่รู้จักพอในทุกเรื่อง เพราะเหตุของความไม่มีคำภาวนาในหัวใจ ไม่มีกุศลวิตกในใจ

คือ ไม่ตรึกในเรื่องกุศล ไม่มีบทท่องสาธยายมนต์ภาวนาอยู่ในใจ ใจนี้ไม่มีความเจริญ จิตนี้

ไม่มีความเจริญ มันก็จะมีแต่อกุศล มันมีอกุศลมาตรึก มีอกุศลมาวิตก มีโลภ มีราคะ มีโทสะ

มีโมหะ
เพราะเหตุที่ไม่มีภาวนา หรือ กุศลภาวนาในใจเนี่ย แม้นทำชั่วทำผิด ก็ไม่รู้สึกอะไร เพราะ

มันเสพแต่อกุศลเป็นเนืองนิจ กินบ้าน กินเมือง โกงบ้านโกงเมือง 30% 50% มันก็เอา

ได้หน้าตาเฉยๆ ขนาดเค้ามีคำถาม มีโพลล์ออก สำรวจความเห็นประชาชนว่า รัฐบาลจะโกง

จะกิน บริหารบ้านเมือง โกงกินบ้านเมือง ยอมรับได้ไม๊ ก็ยังมีคนยอมรับได้ เยอะแยะมาก

มาย
เพราะคนพวกนี้ ไม่มีภาวนากรรมในใจไง มันก็ไม่มีความอิ่มใจ พอไม่มีความอิ่มใจ ใจมัน

พร่อง ใจมันขาดอยู่เนืองๆ ใจมันตะกรุมตะกราม ทะยานอยาก ตะกละอยู่เนืองๆ มันก็เห็น

พ้องต้องกันว่า อ้ายคนตะกละ คนโลภนี่เป็นคนดี คนถูกต้องชอบธรรมตามวิถีโลก อ้ายคน

ไม่ตะกละ ไม่โลภ นี่ถือว่า เป็นคนไม่ถูกต้อง เพราะมันไม่สอดคล้องกับวิถีโลก แล้วถ้าตะกละ

โลภ ต้องการ คดโกง แล้วก็แบ่งกันบ้าง ก็ยิ่งดีใหญ่ ประมาณนี้
เพราะฉะนั้น โทษฐานของคนที่ไม่มีภาวนาในใจ นอกจากมันจะพาเราให้เป็นคนที่ไม่รู้จัก

อิ่มใจแล้วเนี่ย มันไม่อิ่มกายด้วยนะ มันไม่อิ่มปาก ไม่อิ่มท้อง 2 หมื่นล้านก็ไม่อิ่ม 3

แสนล้านก็ไม่อิ่ม พันล้านก็ไม่อิ่ม ร้อยล้านก็ไม่อิ่ม ไม่รู้จะกี่ล้านถึงจะอิ่ม เพราะว่า ใจมัน

ไม่อิ่มไง ใจมันไม่อิ่ม ใจมันไม่รู้จักพอ ใจมันไม่รู้จักหยุด ใจมันไม่รู้จักหยุดอยาก คือ มัน

อยากอยู่เนืองๆ ไม่หยุดไม่อยาก มีแต่อยากอยู่ตลอดเวลา แล้วก็อยากอยู่เนืองนิจ อย่างนี้

เป็นต้น
แล้วคนพวกนี้เวลาจะมาบริหารจัดการจิต หรือ มาพัฒนาจิต มาเจริญจิต มาทำสติ ทำสมาธิ

ภาวนานี่ ยากมาก ไม่ต้องคาถาเยอะ แค่บท นะโม 3 จบนี่ ก็ไม่มีปัญญาให้อยู่ครบล่ะ หัว

มงกุฎ ท้ายมังกร กลางขาดอะไรก็ไม่รู้ล่ะ ได้บ้าง เสียบ้าง บางทีล่อไปครึ่งวัน ยังไม่ครบ 3

รอบเลย ยังไม่ครบ 3 จบ พอผิด เริ่มใหม่ ผิดเริ่มใหม่ ก็สวดมันทั้งวันแหละ
ที่จริง ผิดแล้วเริ่มใหม่ ไม่ใช่คนเลวนะ ลูก ไม่ใช่เรื่องเลว
อ้ายที่เลวก็คือ รู้ว่าผิดแล้วไม่ยอมเริ่มใหม่นี่เลว เล๊ว เลว เลย สุดจะเลว เพราะหน้าด้านไง

ไม่รู้จักแก้ไขความผิดพลาดบกพร่องของตัวเอง
งั้น เรื่องของการภาวนา นี่มันเป็นอะไรที่มันเป็นความจำเป็น เหมือนกับอาหารที่เป็นกับกาย

ใจนี้มันก็มีภาวนาจำเป็น ภาวนาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับจิตใจ เพราะภาวนา คือ เครื่องผูกใจ

ภาวนา คือ ทำให้ใจนี้สงบเย็น ภาวนามัน คือ เครื่องชำระล้างใจก็ได้ ภาวนา คือ ทำให้ใจนี้

เจริญรุ่งเรืองก็ได้ ภาวนาก็คือ ทำให้สติ สมาธิ ปัญญามันดำรงอยู่ ตั้งมั่นอยู่ รุ่งเรืองอยู่ อยู่

ในใจนี้อยู่เนืองๆ ต่อเนื่องตลอดเวลา
งั้น อย่าไปมองว่า คาถาทุกบาท วลีทุกบท ที่คนโบราณเค้าอบรมสั่งสอนให้เราท่อง แล้วคน

สมัยนี้ชอบพูดว่า ท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง ถ้ามันท่องกลอนเป็นนกแก้วนกขุนทอง กับ

ไปไล่ด่าชาวบ้าน มึงว่า อันไหนจะดีกว่ากัน 
หา เอ๊อ ปากเป็นเอก เลขเป็นโท โบราณว่า นั่งท่องอยู่อย่างนี้ สักวา หวานอื่นเป็นหมื่นแสน

นั่งท่องอ้าว อ้ายนี่ เป็นนกแก้วนกขุนทอง กับอีกคนหนึ่ง มันไม่ท่องอะไรเลย เอาแต่นั่งด่า

ชาวบ้าน นินทาชาวบ้านเนี่ย ดีไม่ดี เค้าเรียกว่า เอาปากไปหาตีน เรียกว่า หาตีนใส่ปากน่ะ

กับ อ้ายนั่งท่อง สักวา หวานอื่นเป็นหมื่นแสนนี่ มันไม่มีอะไรจะมาใส่ปาก
เพราะฉะนั้น คนสมัยนี้ ชอบดูแคลนคนโบราณ เรามองว่า คนโบราณนี่ คร่ำครึ ไม่มีสติ

ปัญญา เวลาไปเรียน ก็ให้ท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง ถ้ามันท่องแล้วอยู่ในใจ ยืน เดิน นั่ง

นอน แล้วมันก็ภาวนากรรมอย่างนั้นๆ เช่นนั้นๆ อยู่ มันเป็นกุศลกรรม อย่างน้อยมันก็เป็น

บทเรียน บทสอนชีวิต มันก็ดีกว่าเอาใจไปหมักหมมอยู่กับ รัก โลภ โกรธ หลง ราคะ โทสะ

โมหะ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน แล้วก็ทะยานอยากไม่จบสิ้น
งั้น ให้เข้าใจความหมายของคำสอนของคนโบราณให้ลึกซึ้งว่า มนุษย์ไม่ควรปฏิเสธคำ

ภาวนา เพราะเหตุผลอะไร อ้ายที่ท่านสอนว่า ท่องคาถาบทนี้แล้วจะกันภูตผีปีศาจ กันโจร

กันศาสตราวุธ กันภัยพิบัติ กันเสน่ห์ยาแฝด กันเล่ห์เพทุบายใดๆ มันเป็นแค่อุบาย หรือ กุ

สโลบายวิธี เพื่อให้เรา คือ เอาความอยากของตัวเรา เอาตัณหาของตัวเรา เอาความทะเยอ

ทะยานของตัวเรา ของมนุษย์เรา เอามาเป็นเครื่องต่อรอง เครื่องล่อ เครื่องผูก เพื่อให้เราได้

ชอบที่จะทำ ชอบที่จะภาวนา
สรุป รวมๆ ก็คือ ควรต้องมีภาวนา เพราะคำภาวนาเป็นคำสอนของพระศาสดา แล้ว

พระองค์ก็ทรงสอนไว้เยอะแยะในที่หลายที่มาก แม้ที่สุด ก็ทรงสอนเรื่องวิตก ตรึก หรือ วิตก

กุศลวิตก โทสะวิตก ราคะวิตก โมหะวิตก หรือ รวมเรียกว่า อกุศลวิตก เรียกอีกอย่างว่า วิตก

2 อย่าง อย่างนี้เป็นต้น
ถ้ารู้จักวิตกและตรึก ก็ต้องคิดต่อไปว่า ในขณะที่เรากำลังภาวนา แล้วเรามันแว๊บออกไป

ข้างนอก
เคยสังเกตุไม๊ นะโม ตัสสะ แล้วก็แว๊บออกไป ที่จริง มันเกิดวิตกนะ แต่เราก็ต้องรู้ให้ได้ว่า

มันวิตกเรื่องอะไร เรื่อง กุศล หรือ เรื่อง อกุศล ถ้ารู้ได้อย่างนี้ มันก็กลายเป็นวิปัสสนา
แต่ถ้า นะโม ตัสสะ แล้วมันแว๊บออกไป แว๊บออกไปเหร๊อ เออ ก็แว๊บต่อไปเรื่อยๆ แล้วก็

สัมมา สัมพุทธัสสะ อะระหัง ให้มันจบไป ถ้าอย่างนี้ เป็นความเลวชั่วหยาบ เพราะไม่ปรับตัว

ไม่แก้ไข ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่กลับใจ ไม่รู้จักที่จะหาวิธีเอาชนะมัน
แต่ถ้าวิตก รู้ว่า วิตก คือ มันออกไปนอก นะโม ตัสสะ ไม่ต้องไปวิเคราะห์ว่า มันออกไป

เรื่องอะไร รีบดึงมันกลับมา เริ่มต้นใหม่ ถ้าอย่างนี้ ก็กลายเป็นอะไร เป็นสมถะ เป็นองค์ฌาน

เป็นสมาธิ เป็นตบะของจิต ซึ่งไม่ต้องใช้ปัญญา ไม่ต้องรู้ว่า มันเป็นเรื่องอะไร ต้องวิเคราะห็
เพราะงั้น วิตก ตรึก มันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ภาวนาต้องช่ำชอง วิตก ตรึกในปัญญา วิตก

ตรึกในกุศล วิตก ตรึก รู้ชัดว่า นี่เป็นอกุศล มันต้องภาวนาอย่างช่ำชองแล้วรู้ทุกขณะจิต รู้ให้

ชัดตามสภาพธรรมที่ปรากฏในขณะจิตหนึ่งๆ
งั้น ทุกย่างก้าวต้องมีองค์ภาวนา พระพุทธเจ้าจึงสอนไว้ในหลักมหาสติปัฏฐาน 4 มี กายา

นุปัสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสนาสติปัฏฐาน และธัมมานุปัสนาสติ

ปัฏฐาน
กาย เวทนา จิต ธรรม นี่มันอยู่ที่ไหน, อยู่ที่ไหน, อยู่ในควาย หมา แมว, อยู่ที่ใคร
เออ อยู่ที่ตัวของเรา
แล้วยังไม่พอนะ อยู่ตัวเราอย่างเดียวก็ไม่พอ พระองค์ยังจำแนกให้ละเอียดลงไปอีก เพื่อให้

เข้าใจความหมายของคำภาวนาให้ชัดเจนว่า ใน กายานุปัสนาสติปัฏฐาน ทรงจำแนกไว้ถึง 6

อย่าง 6 ข้อใหญ่
ข้อแรก ก็คือ มีสติรู้การหายใจ เรียกว่า อานาปานสติกรรมฐาน อานาปานุสติกรรมฐานก็

เรียก ทรงจำแนกเอาไว้ 13 ขั้นตอนนะ แยกออกเป็นฌานสมาบัติ แล้วก็เป็นวิปัสสนา มี

อะไรบ้าง
ก็รู้ว่า ลมหายใจเข้า รู้, รู้ว่า ลมหายใจออก รู้, รู้ว่า เข้ายาว รู้, รู้ว่า ออกยาว ก็รู้, รู้

ว่า เข้าสั้น ก็ รู้, รู้ว่า ออกสั้น ก็รู้ อย่างนี้เป็นต้น ทรงจำแนกแยกแยะเอาไว้
รู้ว่า ก่อนหายใจเข้า ปรุงกายสังขาร, รู้ว่า ก่อนหายใจออก ปรุงกายสังขาร คือ คิดเรื่อง

อะไร แล้วจึงหายใจ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น อย่างเดียวยังไม่พอ
นอกจากรู้ลมหายใจแล้ว ยังรู้อิริยาบทว่า ตอนนี้ นั่งอยู่ หรือยืนอยู่ หรือเดินอยู่ หรือนอนอยู่
แล้วก็รู้ สัมปชัญญะบรรพ คือ นั่งอยู่แล้วยกขา หรือนั่งอยู่แล้วเกาแขน นั่งอยู่แล้วสัปหงก

หลับ นั่งอยู่หลับแล้วน้ำลายไหล กำลังหลับ หรือไม่ หลับแล้ว เหรอ, หลับ ใช่ไม๊ , ตื่น สิ

โว้ย. เออ เดี๋ยว กู ก็ หลับ หรอก เออ
เพราะฉะนั้น อิริยาบท สัมปชัญญะบรรพ ก็คือ มีสติรู้ความเป็นไปภายในกาย ความเป็น

ไปภายในกายอันเป็นอิริยาบถย่อย แม้กระทั่งลืมตา กระพริบตา นี่ก็เป็นสัมปชัญญะบรรพ

นะ, มองซ้าย เหลียวซ้าย, มองขวา เหลียวขวา นี่ก็เป็นสัมปชัญญะบรรพ กระพริบตา

กี่ครั้งต่อ 1 นาที นับได้ ก็เป็นสัมปชัญญะบรรพ, หูกระดิก ลองทำหูกระดิกซิ, ทำซิ

ลูก, (ไม่ได้) เอ้า หางจุกตูด ลองทำซิ ลูก,
อ๊อ ไม่ใช่เหรอ กูนึกว่า ใช่ นะเนี่ย เออ สรุป
รวมๆ ก็คือว่า สัมปชัญญะบรรพ คือ รู้ความเป็นไปภายในโครงสร้างในกาย เรียกว่า อิริยา

บทย่อย
พอไม๊ ยังไม่จบ ยังรู้ความเป็นไปภายในกาย เรียกว่า ปฏิกูลบรรพ ความสกปรกที่มีอยู่ใน

กายเราตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ภายในแล้วก็ภายนอก เรียกว่า ปฏิกูลสัญญาก็ได้, เรียกว่า

ปฏิกูลบรรพก็ได้
มีสติ มีองค์ภาวนาให้ลึกลงไปอีก ลึกเข้าไปดูความปฏิกูล ความน่ารังเกียจ จบไม๊
ดูธาตุกรรมฐาน อ้ายความปฏิกูลก็ตาม ยืน เดิน นั่ง นอน ก็ตาม อ้ายลมหายใจเข้าออก มัน

ไปเลี้ยงธาตุกรรมฐาน 4 อย่าง คืออะไร เออ ร่างกายเราประกอบไปด้วย
ธาตุดิน อะไรเป็นดินบ้าง แยกออกไป ขน ผม เล็บ ฟัน หนัง
ธาตุน้ำ น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง ดี เสลด น้ำลาย น้ำมูด น้ำเหงื่อ อะไรอย่างนี้เป็นต้น
ธาตุลม ก็ลมเข้า ลมออก ลมขึ้นเบื้องบน ลมเบื้องต่ำ
แล้วก็ ธาตุไฟ ไฟที่ช่วยทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงาน หรือ ทำให้ร่างกายเร้าร้อน ไฟที่ทำ

ให้ร่างกายเสื่อมโทรม ความอุ่นในร่างกาย
ดูให้รู้ถึงขนาดนี้ เพื่อให้เรามีใจอันผูกไว้กับสิ่งเหล่านี้ เรียกว่า กระบวนการภาวนาโดย

ธรรมชาติ ธรรมชาติที่ไม่มีบทท่องจำ แต่อ้ายบทภาวนาที่โบราณจารย์ ปู่ย่าตายาย

บรรพบุรุษเรา ให้ท่องจำเนี่ย
ถามว่า มันตรงต่อบทภาวนาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าสอนไม๊
มันไม่ตรง แต่อย่างน้อย มันก็เป็นเครื่องผูกจิตให้อยู่
อ้ายบทภาวนาที่โบราณจารย์ บรรพบุรุษ ปู่ย่าตายาย อบรมสั่งสอน มันเป็นสมถะ
มันเป็นสมถะ เพราะมันเป็นเครื่องผูกใจเฉยๆ ไม่ได้ยังให้เกิด สติ ปัญญาอะไรหรอก มันมี

แค่สมาธิ แต่อ้ายบทภาวนาที่พระศาสดาทรงสอนในเรื่องมหาสติปัฏฐาน 4 น่ะ มันเป็น

บททั้งสมถะ แล้วก็วิปัสสนา คือ ต้องมีปัญญารู้ชัดสภาพธรรมที่ปรากฏ เช่นรู้ว่า เรากำลังคิด

เรื่องอะไรแล้วหายใจ อย่างนี้เป็นต้น
ถ้าไม่มีปัญญา จะรู้ไม๊, ก็ไม่รู้อีก
รู้ว่า คิดเรื่องอะไร หายใจเข้า, รู้ว่า คิดเรื่องอะไรอยู่ หายใจออก เช่น รู้ว่า ตอนนี้ จิตเรา

เป็นกุศล หายใจเข้า, รู้ว่า จิตเป็นอกุศล หายใจออก, รู้ว่า จิตเฉยๆ เป็นอัพยากฤตจิต ก็

หายใจเข้า อย่างนี้เป็นต้น ถ้ารู้สภาพจิตอย่างนี้ ไม่รู้ลมหายใจแล้ว มันกลายมาเป็น จิตตานุ

ปัสนาสติปัฏฐานล่ะ ขยับขึ้นมาอีก จากกายาฯ มาเป็นจิตตาฯ
แต่ถ้าไม่รู้สภาพจิตอย่างนี้ รู้อยู่ภายในกายเฉยๆ ลมหายใจเราเคลื่อนขึ้นลง เข้าไปสุดตรง

ไหน เริ่มต้นตรงไหน จบสิ้นที่ไหน ถ้ารู้แค่นี้ก็ยังเป็นสมถะ
แล้วรู้เรื่องกายนี่ ยังจบหรือไม่ นอกจากธาตุกรรมฐานแล้ว พระองค์ก็ยังสอนให้ไม่จบนะ

ยังต้องสอนต่อไปอีกนะ สอนให้รู้ต่อไปว่า สภาวะที่ปรากฏขึ้น ในกายนี้และนอกกายนี้ มี

อะไรบ้าง เช่นสอนเรื่อง นวสีวถิกาบรรพ หรือ ป่าช้า 9 อย่าง
เพราะงั้น กระบวนการภาวนา พอผูกขึ้นในใจแล้วเนี่ย มันทำให้ใจนี้ละมุนละม่อม ละมุนละ

มัย ทำกิจกรรมการงานใดก็ลุล่วงสำเร็จน่ะ ลูก แล้วพวกนี้จะมีความอิ่มใจ คนเราลองมันอิ่ม

ใจและมันอยากกินข้าวไม๊, มันอยากได้อะไรไม๊
คนสมัยนี้ มันตะกละในใจนะ จริง โดยเฉพาะพวกนักการเมืองเนี่ย มันโคตรตะกละเลยนะ

มึงอย่าไปตัดนะ ต้องออกด้วยนะ มันตะกละไม่ใช่ธรรมดานะ มันบรมโคตรตะกละเลยล่ะ

เพราะมันอยากอยู่ในใจตลอดเวลาเลย ตะกรุมตะกรามอยู่ในใจ คนอิ่มใจนี่มันจะหยุด

เพราะอิ่มใจมัน ก็คือ อิ่มกาย คนอิ่มอกอิ่มใจ นี่มันไม่อยากกินอยากดื่มนะ ลูก มันจะอยู่

เฉยๆ ถือปิติสุข มีอุเบกขารมณ์ มีเอกัคคตารมณ์ มีอารมณ์เป็นปิติอยู่ในจิตใจ มันจะปลาบ

ปลื้ม ปิติสุขอยู่ในใจ ข้าวน้ำก็ไม่อยากแตะต้อง เหมือนกับคนเข้าฌาน เข้าสมาบัติ อย่างนั้น
งั้น บทภาวนานี่ มันใช้กับทฤษฎีที่ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างดียิ่ง พระบาท

สมเด็จพระเจ้าอยู่ ท่านยกเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง จะสมบูรณ์แบบที่สุด เรื่องเศรษฐกิจพอ

เพียงจะสมบูรณ์ที่สุด มันต้องทำให้อิ่มอกอิ่มใจด้วย ถ้ามีคำว่าอิ่มอกอิ่มใจละ อะไรก็พอ

หมดล่ะ ลูก
ถ้าไม่อิ่ม โอ๊ย ทองมากองเป็นภูเขาข้างหน้า เงินมากองเป็นคลังๆ ก็ไม่พอ ลูก แล้วมันก็

ทำลายบ้านทำลายเมือง ป่าเขาลำเนาไพร หลวงปู่ไปทางเหนือ สมัยก่อนไปทางเชียงราย

ทางท่าตอน อะไรเนี่ยนะ บนภูเขายังมีต้นไม้ให้เห็นสารพัดเยอะแยะ เดี๋ยวนี้หัวโล้นหมดแล้ว

มันปลูกยางกัน แล้วเวลาฝนตก อ้ายยางมันไม่ซึมซับน้ำ เพราะเป็นรากหน้าดิน รากกินหน้า

ดิน มันไม่หยั่งลงลึก น้ำมันก็ไม่ลง มันก็ไหลบ่าเข้ามาท่วมหมู่บ้าน ท่วมตลาด ท่วมถนน ขี้

เลนถล่ม น้ำป่าทะลัก อะไรก็ไม่รู้สารพัด เพราะคนมันไม่อิ่มใจไง มันไม่เห็นความเหมาะสม
คนสมัยเก่าๆ โบราณ พวกมูเซอ พวกกะเหรี่ยง เค้าทำนา แม้เค้าจะรุกป่า เค้าจะทำเป็น

หย่อมๆ แค่กินนะ เหลือก็เอาไปแลกกับคนอื่น ไปแลกปลา แลกหมู แลกไก่อะไร เค้าไม่

ได้ทำจนมโหฬารมหาศาล เดี๋ยวนี้ นายทุนมันไปจ้างพวกนั้นรุก
หลวงปู่ไปนั่งคุย ได้วันหนึ่ง 350-400 นะ อ้ายพวกรับจ้างตัดป่าเนี่ย บางที่ 500

ตัดป่าแล้วก็เผาป่า หน้าแล้งก็รับจ้างเผา เออ หน้าแล้งหน้าหนาวรับจ้างเผา หน้าฝนรับจ้างตัด

รับจ้างปลูก ปลูกแล้ว เผาแล้วก็ปลูก ปลูกอะไร ปลูกยาง ก็ยังเป็นชื่อของเค้า พอยางชักเริ่มโต

ก็มาทำแสร้งซื้อ ซื้อที่เป็นเขาๆ เลย ซื้อสวนยาง แล้วก็ไปหากรรมวิธีเล่นแร่แปรธาตุออก
ทั้งหมดนี่มันมาจากคำว่า ไม่ภาวนา มันมีแต่อกุศลวิตก ถ้ามันมีภาวนานี่ มันเป็นเครื่องยัง

ให้โลกสว่าง ภาวนานี่มันยังให้โลกเจริญ แล้วเจริญแบบยั่งยืน ภาวนานี่มันทำให้คนตะกละ

น้อยลง คนฆ่ากันน้อยลง คนโกงกันน้อยลง คนเอาเปรียบกันน้อยลง แม้ที่สุด สังคมก็ร่มเย็น

เป็นสุขมากขึ้น
ภาวนานี่ มันทำให้โลกมีรอยยิ้มได้ พระอาทิตย์พระจันทร์ยิ้มเข้าหากันได้ ไม่ใช่มีคำใด

เป็นคำภาวนา ภาวนาในใจเนี่ย มันทำให้อิ่มอกอิ่มใจ แล้วใจร่มเย็น ชุ่มฉ่ำหัวใจ อยู่ในที่

ร้อนก็กลายเป็นที่เย็นได้ อยู่ในที่ขาดแคลน ก็กลายเป็นที่อุดมสมบูรณ์ได้
คนมีภาวนาในใจ ไม่ต้องคาถาบทใดหรอก ทุกบทเลยล่ะ รวยทุกคน ลูก
เอ้า เฉยอีก
(สาธุ)
อีห่าเอ๊ย ไม่อยากรวย อีนี่, อ้าว จริ๊ง จริง รวยทุกคน คนมีภาวนาในใจ รวยทุกคน สำคัญ

ต้องเป็นภาวนาจริงจังนะ ไม่ใช่ภาวนาแบบจำใจนะ
ภาวนาจำใจ ภาวนาอะไร
เอ๊ย พรุ่งนี้วันที่ 16 แล้วเว้ย วันนี้ภาวนาซะหน่อย เออ อ้ายอ้ายพันธุ์น่ะ มันน่าจะขยี้ด้วย

หัวแหวน เออ พรุ่งนี้วันที่ 16 เว้ย วันนี้ชั้นจะไม่พูดกับแก ชั้นจะภาวนาทั้งวันเลย

ภาวนาหาหวยน่ะ อ้ายพันธุ์นี้ไม่ได้นะ ลูก
งั้น ภาวนาที่ดี ต้องภาวนาจากใจ ลูก ภาวนาที่ทำให้ใจนี้เจริญทั้งกลางวัน กลางคืน ยืน เดิน

นั่ง นอน ภาวนาเพื่อจิตใจมันผูกอยู่เรื่องกุศล อกุศล ลาภ ยศ เกียรติ์ สรรเสริญ สุข ทุกข์

นินทา เรียกว่า โลกธรรม มันก็ไม่ครอบงำใจ
โลกธรรมเมื่อไม่ครอบงำใจ ใครเอาอะไรมา เอาเงินมากอง เอาทองมาให้ เพื่อล่อหลอกให้

เราทำชั่ว พูดชั่ว คิดชั่ว เราก็จะไม่เพลี้ยงพล้ำ ไม่เผลอไผล ไม่ตกอยู่ในอำนาจการครอบงำ

ใดๆ
คนมีภาวนาในใจ นอกจากจะร่ำรวย แล้วยังแข็งแรงอีก, เอ้า (สาธุ)
เอ๊ย ตื่นขึ้นมา สาธุ อุ๊ย ทำน่าเกลียดมากเลย อีห่าเอ๊ย มันนั่ง(คอตก สัปหงก) พอได้ยิน

เพื่อน อุ๊ย อยากจะเข้าไปขยี้มันซะ ไม่ได้เกรงใจเล๊ย ภาวนาอะไรของมึงน่ะ พวกหัวห้อยลง

ไปแล้ว มึงรู้ไม๊ เค้าสาธุกันเรื่องอะไรกัน เอ๊อ ไม่รู้เรื่องเลย
คนมีภาวนาในใจ นอกจากรวยแล้ว แข็งแรง
(สาธุ)
ยังแข็งแรงกาย แข็งแรงใจ เราจะไม่โดนหลอกล่อ ไม่โดนครอบงำด้วยเรื่องอะไร ไม่ว่า ลาภ

ยศ สรรเสริญ สุข ทุกข์ นินทา ว่าร้าย ชม เยินยอ ยกย่อง สรรเสริญ เราไม่เพลี้ยงพล้ำ ไม่

ไหลลื่น ไม่ถลา ไม่ลื่นล้มไปตามกระบวนการใดๆ เพราะเรามีจุดยืนเป็นของตัวเอง เรียกว่า
ยืนหยัดดั่งขุนเขา และมั่นคงดั่งภูผา 
งั้น คนมีภาวนา นอกจากร่ำรวย แข็งแรงแล้ว คนมีภาวนาในใจเนี่ย ยังชาญฉลาด (สาธุ)
อ้าว ฉลาดไม๊ (ฉลาด) เอ๊อ ยังฉลาด ลูก ชาญฉลาด รอบรู้ รู้ ตื้นลึกหนาบาง รู้เล่ห์

เพทุบาย รู้ว่า มาฉ้อฉลกลใน คนมีภาวนาในใจจะเห็นชัดตามสภาพธรรมที่ปรากฏตาม

ความเป็นจริง
มีคนเค้าเอาทองคำหุ้มพระพุทธรูปมา ท่าน องค์นี้เก่ามากเลย สมัยสุโขทัยนี่ ผมขุดได้ เค้า

ห่อผ้ามาอย่างดีเลยนะ พันมา 2-3 รอบ ใส่กล่องมาอีก 2 ชั้น ผมเห็นท่าน ดูในโทรทัศน์

แล้วผมชื่นชมท่านมากเลย ผมเอามาถวายท่าน เออ เราก็ เออ นั่งฟังซักพัก ขอค่ารถซัก

20,000, มึง บ้านอยู่ไหนล่ะ, เออ บ้านอยู่ชัยนาท, ชัยนาทใช้ค่ารถตั้ง

20,000 เชียวเหรอ เราก็ถาม ถ้า 200 ล่ะกูพอมี ถ้า 20,000 กูไม่รู้จะเอาที่

ไหนให้มึง แล้วก็พระดีใช่ไม๊ ศักดิ์สิทธิ์ใช่ไม๊ เอ๊อ มึงเก็บไว้บูชา มึงจะได้ไม่ต้องมาขอค่ารถกู

เพราะพระดีด้วย ศักดิ์สิทธิ์ด้วย แล้วแถมหุ้มทองอีก ตอนนี้ทองแพง ขึ้นวันละตั้งหลายตังค์

เอาไปเถอะ ลูก เอาไปขาย หรือไม่ก็ไปไหว้ ไปนั่งไหว้ มึงจะได้ดีวัน ดีคืน กูน่ะดีแล้ว ไม่

ต้องเอา
ไม่เอาเหรอพระทองคำน่ะเนี่ย ราคาอย่างน้อยนี่เป็นล้านนะ เออ สมัยกรุงสุโขทัยนะ, เอ๊อ

ยิ่งเป็นล้าน มึงยิ่งเอาไป เพราะมึงเอาเงินล้านมาแลกกับเงินสองหมื่นกูได้ยังไง กูไม่เอา

เปรียบมึงหรอก มึงเอาไปเฮอะ เออ เพราะอะไร เพราะมีภาวนาในใจ มันก็ไม่โลภไง มัน

อิ่มไง มันอิ่มอกอิ่มใจ มันก็ไม่อยากได้ของๆ ใคร พอไม่อยากได้ของๆ ใคร ก็ไม่โดนใคร

มาหลอกแหกตา จริงๆ กูก็รู้ว่า นั่นมันพระแหกตาพระปิดทองน่ะ
เออ เรามีภาวนาในใจ เราก็ภาคภูมิใจว่า เราจะดำรงค์อยู่ได้โดยไม่โดนใครเค้ามาหลอก

ล่อครอบงำ เหมือนๆ กับที่สมเด็จฯวัดชนะฯ ท่านก่อนจะสิ้น ท่าน เตรียมตัวไว้นะ ผมจะขอ

ยศให้ท่าน เตรียมรับพระราชทานพัดยศ
พระเดชพระคุณครับ ผมเป็นอย่างที่ผมอยากเป็น แต่ผมจะไม่ยอมเป็นอย่างที่คนอื่นให้เป็น

เพราะฉะนั้น ไปให้คนที่เค้าอยากเป็น
เพราะคนมีภาวนาในใจ มันพอในสิ่งที่ตัวเองมี ไม่ใช่อยากเป็นเหมือนที่คนอื่นเค้าให้เราเป็น

ถ้าอย่างนี้ เป็นกู กูก็ไม่พอใจ ไม่สุขใจ เพราะคนอื่นอยากให้กูเป็นโน่น เป็นนี่ เป็นนั่น

สารพัดเป็น
แล้วตัวกูอยู่ไหนล่ะ ความเป็นตัวของตัวเองอยู่ไหน คนมีภาวนาในใจ มันจะมีอิสระเสมอ ลูก
นอกจาก ร่ำรวย แข็งแรง ชาญฉลาด แล้วก็มีอิสระ อยู่เสมอ (สาธุ)
คนมีภาวนา นอกจากมีอิสระทั้งภายนอกภายในแล้ว มันยังกลายเป็นคนที่มีพลังวิเศษ (

สาธุ)
พลังวิเศษ ก็คือ 1. พลังกาย 2. พลังใจ
กูเนี่ยนะ เห็นท่าจะตายๆ เนี่ยนะ ถ้าเห็นไมค์ เอาไมค์จ่อปากกูเนี่ย กูฟื้นขึ้นมานั่งคุยต่อได้นะ

เออ เห็นท่าจะตายๆ พอชักไมค์ออกนี่ ฝ่อไปเลย เพราะใช้พลังวิเศษ คือ มีกิจกรรมการงาน

มันก็จะทำได้อย่างสมบูรณ์ อย่างเต็มที่ ไม่ขาดตกบกพร่อง เค้าเรียกว่า มีพลังใจ ใจมันมี

ภาวนา มันมีตบะ มีเดช มีศักดา พอมีพลังใจ มันก็สูบฉีดเลือด ร่างกายมันก็มีพลังกระตุ้น

ให้อวัยวะภายในได้ฟื้นคืนขึ้นมาทำกิจกากรรมการงานลุล่วงสำเร็จได้
เพราะงั้น เรื่องของการภาวนาเอาอะไรก็ได้ ลูก จะเอาท่องภาวนาแบบฤษี ที่เรียกว่า สมถะ,

นะ โม พุท ธา ยะ, นะ มะ พะ ทะ อะไรก็แล้วแต่เถอะ ท่องไปเฮอะ ให้ใจมันอยู่ในกุศล

ภาวนา ว่าไป
หรือ จะภาวนาแบบพระพุทธะ ที่ให้รู้ลมหายใจ หายใจเข้า รู้ , หายใจออก รู้, รู้ เข้ายาว

รู้, รู้ เข้าสั้น รู้, รู้ว่า ก่อนหายใจเข้า คิดอะไรอยู่, กำลังหายใจเข้า คิด อะไรอยู่,

หลังจากหายใจเข้าไปแล้ว คิดเรื่องอะไรอยู่ อย่างนี้เป็นต้น นี่เรียกว่า รู้หรือภาวนาแบบ

พระพุทธะ รู้ว่า ความเป็นไปภายในกาย เรายืนอยู่ นั่งอยู่ นอนอยู่ มีสติอยู่กับการยืน เดิน

นั่ง นอน, รู้ว่า กระพริบตา กระพริบตากี่ครั้ง รู้ว่า กลืนน้ำลายกี่ครั้ง ทั้งหมดนี่ เป็น

สัมปชัญญะบรรพนะ , รู้ว่า วันนี้ ตดกี่ที, รู้ว่า ผายลมไปกี่เที่ยว, รู้ว่า เรากระดิกนิ้ว

กี่เที่ยว กี่ครั้ง, รู้ว่าเรากำลังทำอะไร คิดอะไร อย่างนี้เป็นต้น นี่เค้าเรียกว่า ภาวนาแบบ

พระพุทธะ
แม้ที่สุด รู้ว่าสิ่งเป็นอยู่นี้ มันเป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ ประกอบกัน, รู้ว่า จิตนี้มีกุศล หรือ มี

อกุศล หรือมีสุข มีทุกข์, รู้ว่า สภาพธรรมที่ปรากฏ ทั้งภายในภายนอกเป็นอย่างไร อย่าง

นี้เค้าเรียกว่า ภาวนาแบบพระพุทธะ เรียกว่า มหาสติปัฏฐาน 4
ถ้าภาวนาแบบสมถะ ก็อย่างที่ว่า ท่องไปเฮอะ อย่างที่โบราณจารย์เค้าผูกให้เรา ล่อให้เรา

ท่องคาถาบทนี้ จะร่ำรวย รุ่งเรือง เจริญ ค้าขายดี มีไมตรี เป็นที่รักของมนุษย์ เทวดา ก็ว่าไป

แต่มันก็ดีกว่า ราคะภาวนา โทสะภาวนา โมหะภาวนา โลภะภาวนา มันดีกว่าอกุศลวิตก

อกุศลภาวนา แล้วเมื่อไรที่เราไปภาวนากับราคะ, ภาวนากับโทสะ, ภาวนากับโมหะ,

ภาวนากับโลภะ มันคือ ลงไปหาอเวจีมหานรก
พูดถึงอวจี กูกำลังเรียบเรียง นรก 8 ขุม  เดี๋ยว วันกตัญญู กูจะขึ้นมา จะเสร็จ 3 ทุ่มซะ

ล่ะมั๊ง อ้ายงานนี้ จะมาสวดพระมาลัยเรื่อง นรก 8 ขุมให้ฟัง ฟังไม๊ (ฟัง)
เออ สงสัยจะต้องหาขันกัณฑ์เทศน์ อ่างใหญ่ๆ
อ้าว วันทำเปรตพลี ทำพลีกรรมต่อผีไม่มีญาติ สัมภเวสีทั้งหลาย ภาษาจีนเค้าเรียกอะไรนะ

อะไรห่อๆ ฮอเฮียตี๋ ใช่หรือเปล่า อาม่า ฮอเฮียตี๋ เหรอ เออ ฮอเฮียตี๋ นี่เค้าต้องไหว้บ่ายโมง

ไม่ใช่เหรอ ใช่หรือเปล่า เออ เลยเที่ยงไปแล้ว ตอนเช้าๆ เค้าก็ตั้งเครื่องพลีกรรม เซ่นสรวง

ต่อดวงวิญญาณอดีตบูรพกษัตริยาธิราช ผู้มีคุณต่อแผ่นดิน ต่อศาสนา
ตอนบ่ายเค้าก็ตั้งเครื่องเซ่น เค้าตั้งหน้าลานศาลา ข้าวหม้อ แกงหม้อ ขนมหวาน อะไรก็แล้ว

แต่ ใครมาร่วมเค้าก็ โรงครัวเค้าช่วยทำ ก็มาไหว้ แล้วทุกคนก็ต้องเอากระดาษเขียน เขียน

อะไร (ความดี) เออ เขียนกุศลภาวนาให้เค้าฟังบ้าง ความดีที่เรากระทำมาที่นึกได้
มีบ้างไม๊ที่นึกไม่ได้เลย หา มีใครที่นึกถึงความดีของตัวเองไม่ได้เลย มีไม๊ ลูก
ไปหาวัดอื่นอยู่เถอะ ลูก แสดงว่า มึงนี่ เลว เหลว เหลว เลย เลวสนิทเลย นึกไม่ออกว่า ดี

อะไรตรงไหน มันต้องนึกได้สักอย่างล่ะ เอาดีสักอย่างล่ะ แล้วก็มาอ่าน ทำพลีกรรมต่อผีไม่

มีญาติทั้งปวง
นั่นแหละ เครื่องพลีที่ดีที่สุดล่ะ ของดีล่ะ ดีกว่า ข้าวหม้อ แกงหม้ออีก เพราะ เราเชื่อเรื่อง

ปัตตานุโมทนามัย บุญสำเร็จได้ด้วยการอนุโมทนา เรามาอ่านให้เค้าฟัง
เค้ารับรู้ เค้าก็อนุโมทนา บุญนั้นก็สำเร็จประโยชน์แก่เค้า
งั้น ลูกหลานก็อย่าลืม ทำให้เกิดกุศลภาวนา เพราะกุศลภาวนา มันจะทำให้เราเป็นไง
รวย (สาธุ), แข็งแรง(สาธุ), ฉลาด (สาธุ), มีอิสระ(สาธุ) แล้วก็มี พลัง

วิเศษ (สาธุ)
รวย แข็งแรง ฉลาด มีอิสระ และมีพลังวิเศษ ทั้งหมดนี่ได้มาจาก การภาวนา ซึ่งภาวนาก็

แบ่งเป็น 2 แบบ คือ ภาวนาแบบ สมถะ กับภาวนาแบบพระพุทธะ พระพุทธะ ก็ต้องใช้

ปัญญาภาวนา ภาวนาแบบสมภะ ใช้สัญญา ใช้สัญญา คือ ความทรงจำเฉยๆ จำอะไรได้บ้าง
วาละลุกัง สังวาตังวา, นะโม พุทธายะ, นะมะพะทะ, อะระหัง สัมมา อะไรก็ว่าไป

แต่ให้จิตมันผูกอยู่กับสิ่งนั้น ไม่ไปคร่ำหวอด ไม่ไปเคร่ง ไม่คร่ำเคร่ง หรือไปมั่ว หมกมุ่น

อยู่กับกามคุณหรือ ราคะ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หรือ โทสะ โมหะ อวิชชาใดๆ
เอาล่ะ พิธีกรหลับไปแล้ว เชิญพิธีกรทำหน้าที่ พักนี้ ไม่ค่อยเห็นหน้านะ พิธีกร งานชุกเหร๊อ
พิธีกร   งานชุกครับ
หลวงปู่    เช็ดกล้องน่ะเหรอ เอ้าๆ ว่าไป ๆ
พิธีกร    นมัสการหลวงปู่ครับ แล้วก็สวัสดีพุทธศาสนิกชนทุกท่าน....งั้น ก็ขออนุญาต

หลวงปู่วิสัชนาเลยนะครับ
หลวงปู่   งั้น กูก็ปุจฉาแล้วกัน
พิธีกร   ขออนุญาตหลวงปู่ปุจฉา เป็นคำถามแรกนะครับ
หลวงปู่     เออ ไม่ค่อยภาวนา พักหลังนี่ งานชุก ก็เลยไม่ได้ภาวนา
พิธีกร     ครับ ไม่ค่อยภาวนา
ปุจฉา      หลังปฏิบัติธรรม ช่วงถวายสังฆทานตั้ง นะโม 3 จบ แล้วเกิดน้ำตาไหล เป็น

เพราะอะไร
วิสัชนา     ร้องไห้ เออ ปิติ ร้องไห้ จบ
ปุจฉา     คนบางคน ผ่านไปสถานที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นวัด หรือสถานธรรม ศาลเจ้า

สุสาน รู้สึกว่า ขนลุก จิตเรากลัวไปหรือไม่
หลวงปู่    อะไรนะ กำลังแบ่งสมบัติอยู่
พิธีกร     โอ เค อ่านใหม่ครับ คนบางคน...
วิสัชนา      จิตหลอนมั๊ง คิดไปเอง บางทีพวกนี้ศรัทธาจริต ก็มี เป็นไปได้เหมือนกัน พวก

ศรัทธาจริตส่วนใหญ่จะหมดตัวง่าย เพราะโดนหลอกง่าย ใจอ่อน ใครมาพูดอะไรก็เชื่อ เดิน

ผ่านไปผ่านมา ก็ อุ๊ย ดูซิ ขนลุกเลยๆ องค์เข้าๆ  งั้น จิตหลอน คือ ไม่มีภาวนากรรมอยู่ในใจ

ไง จิตไม่ตั้งมั่นอยู่กับสิ่งที่ถูกต้อง มันก็ไหลไปเรื่อยตามกระบวนการที่มาฉุดกระชากลากถู

และอารมณ์ที่คิดพาไป เพ้อฝัน ก็มี
งั้น เรื่องภาวนา นี่จำเป็นสำหรับพวกที่จิตหลอนพวกนี้มาก จบ
ปุจฉา    การทำนิมิตให้ติดตา เหมือนการที่เรามีจิตจดจ่อกับงาน คิดอยู่กับงานที่คิดจะทำ

จะตื่นหรือจะนอน ภาพนั้นก็เกิดขึ้นมา เชื่อว่า คนทำงานจะเป็นกันมาก สามารถนำมาปรับ

ใช้กับการปฏิบัติธรรมตามแนวทางหลวงปู่ได้หรือไม่
ปุจฉา     ไม่ใช่นะ ลูก เพราะคำว่า อุคคหนิมิต นิมิตรติดตา นี่มันหมายถึง สภาวะอารมณ์

ด้วย
คนที่มีอุคคหนิมิต นิมิตติดตา มันไม่มีอกุศลวิตก มันมีแต่กุศลวิตก คือ มันจะตรึกอยู่แต่ใน

อารมณ์ที่สงบเย็น ผ่อนคลาย เบาสบาย
 แต่อ้ายคนที่บอกว่า มีอุคคหนิมิต นิมิตติดตากับการงาน มันเครียดไม๊ล่ะ มันกังวลไม๊ มันวิ

ตกไม๊ อุ๊ย งานกูยังไม่เสร็จเลย อุ๊ย อ้ายนั่นกูก็ยังไม่แล้ว อ้ายนี่กูก็ยังไม่ส่ง
ถ้าอย่างนี้ เค้าไม่เรียก อุคคหนิมิต เค้าเรียกว่า ประสาท หลอน กำลัง บ้า จบ
ปุจฉา    การเพ่งจิตในสุญญตสมาธิในทุกอิริยาบถกับการฝึกอานาปานสติ มหาสติ 5

เหมือนกันหรือไม่
วิสัชนา     การเพ่งจิตในสุญญตสมาธิ สุญญตะ แปลว่า ความว่าง
อานาปา นี่ว่างไม๊ (ไม่) เออ มันมีอะไรให้เพ่งล่ะ มีลมเป็นเครื่องเพ่ง
เพราะฉะนั้น มันไม่เหมือนกัน คนละอย่างกัน
สุญญตะ มันมีความว่างเป็นอารมณ์ แต่อานาปามันมีลมหายใจเป็นอารมณ์ จบ
ปุจฉา      คำว่า เมื่อไม่มีเกิด ก็ไม่มีดับ และการปล่อยวาง จะทำให้จิตใจให้มีสติในสิ่งนั้น

มากเป็นอย่างไร
วิสัชนา     กำมือเอาไว้สิ กำไว้ กำไว้นานๆ กำไว้บ่อยๆ กำไว้ทั้งวันทั้งคืน แล้วลองดูว่า มัน

เมื่อยไม๊ แล้วถ้าเราไม่กำ แล้วลองคลายในวันรุ่งขึ้น เราจะรู้สึกสบายขึ้นไม๊ นั่นแหละคือ ที่

วางกับไม่วาง มันแตกต่างกันแบบนั้น จบ
ปุจฉา   ได้ฟังจากเทป เรื่อง นายสมชายตายแล้ววิญญาณกลับมาบอกแม่ว่า ผมหนาว

แสดงว่า คนเราเมื่อเกิดมา ต้องทำบุญกุศลหลายๆ อย่าง เช่นให้ทาน รักษาศีล ฟังธรรม

ปฏิบัติธรรมเมื่อมีโอกาส เมื่อตายไป จะได้ไม่ทุกข์ทรมานอย่างเช่นวิญญาณนี้หรือไม่
หลวงปู่     สมชายไหน
พิธีกร    ไม่ทราบครับ ลูกคุณประยูรหรือเปล่าครับ
หลวงปู่    สมชาย
พิธีกร     ถ้ำไก่หล่นน่ะครับ
หลวงปู่      ถ้ำไก่หล่น มันไม่ใช่ชื่ออ้ายสมชายนี่ อ้ายสมชายนี่มันอยู่นู่น วัดคลองเตยมั๊ง

อ้ายสมชายที่หนาว จำไว้อย่าง ลูก บุญ นี่มันคือแก้วสารพัดนึก บุญคือ ทิพย์โอสถ จำได้ไม๊

บทโศลกที่หลวงปู่เขียนสอนไว้ว่า ลูกรัก บุญ คือ เครื่องยังให้สำเร็จถึงสมบัติทั้งปวง งั้น ทำ

วิธีใดก็ได้ที่ทำให้เกิดบุญ แล้วมันจะเป็นทั้งอาหาร เป็นผ้าผ่อนท่อนสะไบ เป็นเครื่องนุ่งห่ม

เป็นยารักษาโรค เป็นยานพาหนะ มันเป็นได้ทั้งนั้นน่ะ เค้าเรียก คนมีบุญ คนมีบุญมาเกิด

มันก็มีอะไรที่อุดมสมบูรณ์ คนที่ไม่มีบุญมาเกิด มันก็ขาดๆ เกินๆ น่ะ
งั้น อย่าไปมองว่า ถ้าไม่ใส่น้ำ ก็อดกินน้ำ ไม่ใส่ผ้า ก็เลยแก้ผ้า อ้วนแล้วไม่มีผ้านุ่ง อะไร

ประมาณนี้ อย่าคิดอย่างนั้น บุญน่ะ มันสำเร็จประโยชน์ได้ทุกเรื่อง จบ
หลวงปู่     มีเมียหรือยัง
พิธีกร       ยังครับ
หลวงปู่     มีแฟนไม๊
พิธีกร     ยังครับ โสดครับ หลวงปู่ 
หลวงปู่    โสดเหรอ แล้วถ้าจะมี มันจะได้มายังไงล่ะ
พิธีกร       อ๊อ ไม่รู้เหมือนกันครับ หาครับ ปู่
หลวงปู่     เออ หามา ที่นั่งอยู่นี่ ใครมีผัวมั่งหรือยัง อุ๊ย ยกมือ อ้าว ใครมีเมียบ้างหรือยัง อุ๊ย

ไม่กล้ายก สรุปแล้ว อ้ายผัวเมีย มันได้มาได้ยังไง หา
พิธีกร     บุพเพสันนิวาสครับ มีคนบอกมาครับ
หลวงปู่    ได้มาจากการแสวงหา แล้วถ้าเราเชื่อว่า เงินทองลาภยศสรรเสริญที่ได้มา ก็มา

จากแสวงหา ส่วนหนึ่งคิดว่าอย่างนั้นใช่ไม๊
อีกส่วนหนึ่งก็คิดว่า มันได้มาจากบุญเก่าด้วยหรือเปล่า ใช่ไม๊
อืม มีรถนั่ง ก็จากเป็นผู้มีบุญเก่าอย่างหนึ่ง ถามจริงๆ เถอะ มึงเคยเอาเมียใส่บาตรพระบ้าง

ไม๊ เคยคิดจะเอาเมียใส่บาตรบ้างไม๊
พิธีกร    ไม่เคยครับ
หลวงปู่    ไม่เคยคิดนะ เพราะฉะนั้น บุญมันเป็นอะไรทุกอย่างน่ะ ลูก เป็นรถ เป็นเงิน เป็น

ผัว เป็นเมีย เป็นลูก เป็นครอบครัว เป็นบ้าน เป็นช่อง เป็นสมบัติได้ คนมีบุญ ทำได้ คือ

เป็นแก้วสารพัดนึก จบ
ปุจฉา     คนที่ชอบพูดจาแบบไม่ดูกาละเทศะกับผู้มีพระคุณ ทำให้ผู้มีพระคุณมีความทุกข์

ไม่สบายใจ นอนไม่หลับ คำพูดเสมือนว่า ดูถูกเหยียดหยามผู้มีพระคุณ บุคคลผู้นี้ จะได้รับ

กรรมอันใด
วิสัชนา      อืม เกิดมาชาติหน้านี่ ปากจะเน่า ฉีกถึงรูหู แล้วก็เน่าเหม็น ไปเป็นเปรต ก็เหลือ

ปากแคบแค่เมล็ดข้าวเมล็ดหนึ่งก็ยังติดรูปาก กินไม่ได้ หิว ตัวโตแต่ปากเล็กเท่ารูเข็ม กิน

ข้าวเม็ดหนึ่งก็ติดปากตาย ตายแล้วก็มีลมกรรมชวาตมาพัด ให้ฟื้นขึ้นมา แล้วก็มาแสวงหา

ข้าวกินใหม่ จะดูดน้ำก็ดูดไม่ค่อยเข้า ติดกรวดติดทราย แค่ตะไคร่ก็ไม่สามารถดูดได้แล้ว

เพราะงั้น ทางที่ดีน่ะ เงียบ
ย่าเนี่ย  แก 2-3 วันนี้แกคุยกับพวกอ้ายนั่น ปีนี้ ทำไมหลวงปู่แกคุยกับชั้นเยอะเหลือเกิน

เราก็เลยบอกว่า เห็นแกอายุมากแล้ว ถ้าแกอยู่เฉยๆ คนเดียว บางทีแกจะหลง คือ แกจะ

เหม่อลอยไง นั่ง หลวงปู่ออกมาจากหอกรรมฐาน สวดมนต์จบ ก็จะขับรถไปนั่งคุยกับแก

พักหนึ่ง ปกติจะไม่คุย ปีชาติก็ไม่เคยคุย แต่พอเห็นแกเหม่อลอย ก็จะรู้ล่ะ อ๊อ คนแก่ ถ้า

ปล่อยให้เหม่อลอย แกจะเลอะเลือนไปเรื่อย คิดแต่เรื่องเก่า จิปาถะ
งั้น อย่าให้คนแก่อยู่เฉย หางานให้ทำ ไปเด็ดผักบุ้งมาให้กำบ้าง เออ มีวัวมีควาย ก็ใช้ให้ไป

เลี้ยงวัวเลี้ยงควายบ้าง คือ อย่าให้แกอยู่เฉยน่ะ ให้ทำงานเล็กๆ น้อย ไปนั่งคุยกับแก ไปพูด

คุย ไม่งั้น อ้ายจิตเก่าๆ สัญญาเก่าๆ มันจะเข้ามา แล้วแกก็จะเหม่อลอยไปเรื่อยเปื่อย ทีนี้ก็

ไม่อยู่กับปัจจุบันธรรมล่ะ เลยต้องคุยกับแกเยอะๆ หน่อย วันนั้น กลับมาจากสวดมนต์ใน

หอกรรมฯ ก็ เห็นนั่งหง่าวอยู่คนเดียว ฝนก็ตก อ้าว กินข้าวหรือยัง, ยัง, เอ้า จอดรถ

เสร็จก็เข้าไปผัดกับข้าว เปิดตู้เย็น อู้หู อะไรต่ออะไรไม่รู้ เน่าเต็มตู้ไปหมดเลย ยัดๆ เอาไว้

คนแก่ เราก็ไปงัดได้ปลาทูตัวเบิ่มๆ มาตัวหนึ่ง เอามานั่งแกะ ผัดข้าว ผัดข้าวเสร็จให้กิน พอ

กินเสร็จ แกก็ไปนินทาลับหลังล่ะนะ คนอื่นเค้ามาเล่าให้ฟัง ฮึม กูเกิดมาในชีวิต ก็ไม่เคยกิน

ข้าวผัดปลาทู คิดได้ไง เค้าว่า คิดได้ไง แต่แกไม่กล้าพูดต่อหน้าเรา กูเกิดมาในชีวิต ก็ไม่เคย

กินข้าวผัดปลาทู ไม่รู้ใช้อะไรคิดก็ไม่รู้ เห็นแกกิน ก็กินได้เยอะนะ เออ เราก็ดีใจ เออ

ปล่อยแก
คนแก่ ถ้าขืนปล่อยให้อยู่คนเดียวเฉยๆ น่ะ ลูก เดี๋ยวก็ไป เดี๋ยวก็กลับเรื่องเก่า ไปบ้านเก่า

ไปคิดอะไรต่ออะไร ก็ต้องจูงใจไว้บ้าง  ถามว่า จริตหลวงปู่ ชอบพูดไม๊  ไม่ได้ชอบพูดหรอก

ไปถามแกได้ ปีชาติหลวงปู่อยู่ ตั้งแต่เล็กๆ กูจะไม่พูด เจ็บป่วย ปวด เมื่อย ไม่สบาย เป็นไข้

กูเฉยๆ  กูจะอยู่เฉยๆ เป็นใบ้เลย เป็นเตมีใบ้ไปเลยล่ะ เค้ามาชวนพูด กูก็จะพูด ไม่ชวนพูด

ก็ไม่พูด พักนี้ เค้าไปคุยกับคนอื่น บอก ทำไมกูช่างพูดจังพักนี้ หลวงปู่ช่างพูดกับเค้า ก็เห็นว่า

อยู่ว่างๆ เฉยๆ อายุมากแล้ว ก็ให้พระเค้าพาไปดอนหอยหลอด ไปไหว้พระหลวงพ่อวัด

บ้านแหลม กลับมารุ่งขึ้น ถาม ไปไหนมา, บอก ก็ไปท่าข้าม, ไปอะไร วัดไร่ขิง, ไร่

ขิงที่ไหน, ก็ไปบ้านปู่ท่าน ย่าท่าน, เอาละวะ กู ไปไหนมั่ว, ก็ไปนั่นนู้น ไปวัดบ้าน

แหลมไปสมุทรสาคร สมุทรสงครามอะไร, ไม่รู้ๆ อย่าถามเลย ถามแล้วงง แสดงว่า ไม่ดี

ละ
งั้น ถ้าแกจะบ่นนะ สมมุติว่า ถ้าแกจะบ่นโวยวาย หลวงปู่จะนิ่ง เพราะถ้าไปเถียงกับคนมีคุณ

ผู้มีคุณ แม้คำน้อยหนึ่ง ก็เป็นบาปมหันต์ล่ะ งั้น นิสัยหลวงปู่ ที่ไม่พูด เพราะกลัวเป็นบาป

ถ้าแกว่า พ่อแม่ว่า เราจะนิ่งเฉยเลย เราจะเฉยๆ จะไม่พูด ปล่อยให้แกว่า สบายใจแล้วก็ เอ้า

เสยซัก 2 ที แกชอบนัดยานัด สบายใจแล้วล่ะ เอ้า ทีนี้ ก็เล่าให้ฟังว่า อะไรเป็นอะไร
งั้น จำเอาไว้ว่า ลงทุนเกิดมาเป็นมนุษย์ทั้งที อย่าไปลงทุนที่จะไปตกนรกใหม่ เราต้องลงทุน

ที่จะก้าวขึ้นสวรรค์เยอะๆ อุตส่าห์ได้เกิดเป็นมนุษย์ เค้าให้มาเกิดเป็นมนุษย์ ดันไปต่อล้อต่อ

เถียง ด่าว่าพ่อแม่ ตำหนิติติง ดูถูกดูแคลนผู้มีคุณ แสดงว่า ไม่คิดจะเป็นมนุษย์กับเค้าอีกแล้ว

จะเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์นรก อย่างนี้ไม่ถูก ต้องเปลี่ยนวิธีคิด

ใหม่ จบ
ปุจฉา    คนเรานี่ ชื่อนี้สำคัญไฉน บางคนบอกว่า ไม่เกี่ยว บางคนบอก พ่อแม่ตั้งให้ หรือ

ว่าบางคน ให้พระตั้งให้ หลวงปู่คิดว่า ชื่อมีส่วนเกี่ยวข้องกับชะตาชีวิตของคนเราหรือไม่
วิสัชนา   ชื่อมันก็ดีกว่า เรียก อ้ายหมา อ้ายควาย มันอย่างน้อย มันก็ยังมีชื่อล่ะนะ หรือจะ

ให้เค้าเรียก อ้ายหมา อ้ายควาย อีควาย หรือ อ้ายหำ อะไร คือ มีชื่อก็ดีกว่าไม่มีชื่อ ส่วนชื่อ

จะเพราะไม่เพราะถูกใจไม่ถูกใจ ก็ว่ากันไปตามเหตุตามปัจจัย
แต่จำไว้ว่า คนจะดี ไม่ใช่อยู่ที่ชื่อ อ้ายคนชื่อตามีน่ะ กูเห็นจน จ๊น จน ขอทานเค้ากินก็เยอะ

แยะ อ้ายคนชื่อ อ้ายรวยน่ะ โอ้โห เดิน รถเข็นเก็บขยะข้างถนน ไหน มึงชื่อ อ้ายรวยเหร๊อ,

ครับ, โอ้โห ไม่เห็นมึงรวยสมชื่อเลย อะไรประมาณนี้
งั้น อย่าไปมองว่า ชื่อมันจะทำให้คนดี คนเลว อ้ายความเลว ความดี มันไม่ได้อยู่ที่ชื่อ แต่

อยู่ที่คน คนทำ ลูก จบ
ปุจฉา     บุคคลที่ไม่ทำหน้าที่ของตนเองอย่างซื่อตรง ชอบเอาเวลาไปทำเรื่องอื่น แล้วทิ้ง

หน้าที่ของตัวเอง ผลกรรมที่เขาจะได้รับ จะเป็นอย่างไร
วิสัชนา      มันก็เป็นดินพอกหางหมูน่ะสิ อนากุลา จะกัมมันตา การงานทั้งหลายไม่อากูล

เอตัมมัง คะละมุตตะมัง ข้อนี้เป็นมงคลอันสูงสุด ชีวิตหลวงปู่ ถ้าทำอะไรไม่เสร็จ กูจะไม่

เลิกทำ เกิดมาในชีวิต ไม่เคยทำอะไรให้คั่งค้างอากูล ทำจนกระทั่งมันจบ มันเสร็จ เออ วันนี้

ไม่เสร็จ พรุ่งนี้มาทำต่อ ทำจนจบ ไม่เคยว่า จะค้างโน่น ค้างนี่  ทิ้งนั่น ทิ้งนี่ ทำแล้วเก็บ เช็ด

ถูปัดกวาด อย่าให้เป็นภาระกับคนรุ่นหลัง หรือข้างหลังเค้ามาทำ เค้าเรียกว่า เป็นมงคลทุก

ขณะ มีชีวิตให้เป็นมงคลทุกขณะ
ถ้าทำแล้ว ไม่รู้จักสำนึกรับผิดชอบหน้าที่อย่างนี้ เกิดชาติใดๆ ก็เป็นคนที่ทำอะไรไม่จบ

เรียกว่า เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ แล้วพวกนี้จะไม่มีความสำเร็จในชีวิต ไม่มีความภาคภูมิที่จะมี

ชีวิต คนที่ประสบความสำเร็จชีวิต เค้าจะมีความภาคภูมิในการมีชีวิต รู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า

เพราะเค้าเห็นคุณค่าในการมีชีวิต ด้วยการลงไม้ลงมือกระทำ แล้วก็เกิดผลสำเร็จ
อ้ายคนที่ไม่เคยเห็นความสำเร็จของชีวิตตัวเองเลยน่ะ มันจะไม่ภูมิใจในการมีอยู่ ไม่ภูมิใจ

ในการเป็นอยู่ แล้วก็รู้สึกจะมีอยู่ เป็นอยู่ อย่างมีทุกข์ ทรมานด้วยซ้ำไป พวกนี้จะไม่ค่อยมี

สิทธิ์ได้เป็นมนุษย์ต่อไปละ ส่วนใหญ่จะไปเป็นเดรัจฉาน เป็นเปรต เป็นอสุรกาย แล้วไม่มี

สิทธิ์เป็นผู้นำ ได้แต่เป็นผู้ตามเค้าตลอด โดนข่มเหง โดนกดขี่ โดนจิกหัวใช้ ไม่มีสิทธิ์จะคิด

เอง ทำเองหรอก
งั้น ถ้าอยากเป็นผู้นำ ผู้บริหาร ผู้จัดการ ก็ต้องหัดทำอะไรให้สำเร็จ ให้จบสิ้น ให้เรียบร้อย

เค้าเรียกว่า รวดเร็ว เร่งรีบ รวบรัด แล้วก็ เรียบร้อย
นั่นแหละ 4 ร. คือ หัวใจสำคัญของนักพัฒนา จบ
ปุจฉา     ปวดเข่า มีน้ำไขข้อน้อย จะทานอาหารอะไรที่เพิ่มน้ำไขข้อได้
วิสัชนา     ขาหมู เอ้า จริงๆ เค้ากินเฉพาะอ้ายที่เป็นช่วงข้อขาข้างหลัง อ้ายคากิ อะไรนั่นน่ะ

เออ ลองกินซักอาทิตย์หนึ่ง กินอาทิตย์หนึ่ง หยุดไป 3 เดือน กินถี่ๆ มันเปลือง ลูก ไม่ใช่

อะไรหร๊อก มันแพง ลองดู เป็นอาหาร แล้วก็ยา เดี๋ยวนี้ เค้ามียาอะไรล่ะ ยาที่ทำให้เซลล์

กระดูกอ่อนมันเจริญเติบโตแคลเซียม เออ นั่นแหละ จบ
ปุจฉา       ผู้หญิงอายุ 50 ปี เพิ่งเริ่มป่วยเป็นเบาหวาน อยู่ประเทศลาว ควรจะรับ

ประทานสมุนไพรตัวไหนของหลวงปู่
วิสัชนา       อยู่ลาวนู่นเลยเหรอ ก็ยาเบาหวานกับน้ำยาปรับธาตุ อ้ายยาปรับธาตุ เค้ากำลัง

จะไปทำเป็นกระป๋อง แล้วเก็บได้เป็นปี สามารถเก็บอยู่ได้เป็นปี ไม่ต้องแช่เย็น แต่ตอนนี้ก็

เล่นเป็นขวดไปก่อนก็แล้วกัน จบ
ปุจฉา     ผู้ชาย อายุ 30 ปี มีเหงื่อออกที่มือชุ่มอยู่ตลอดเวลา เป็นมาตั้งแต่เด็ก มียา

สมุนไพรของหลวงปู่ตัวไหนที่ทานได้
วิสัชนา      อืม เหงื่อออกชุ่มที่มืออยู่ตลอดเวลา ก็ดูว่าตาเหลืองด้วยหรือเปล่านะ ถ้าตาเหลือง

เหงื่อออกอย่างนี้ เค้าเรียก ดีซ่านนะ ร่างกายอ่อนเพลีย ผอมแห้งแรงน้อย ตัวเหลือง ตา

เหลือง อาจจะเป็นที่ตับด้วย มันต้องดูหลายอย่างมาก แค่เหงื่อออกอย่างเดียว นี่บอกไม่ได้

ทั้งหมด เพราะบางคนนี่รูขุมขนของแต่ละคนมันไม่เท่ากัน การขับของเสียในร่างกายก็ไม่

เหมือนกัน หลวงปู่นี่เป็นคนไม่ค่อยมีเหงื่อ ทั้งๆ ที่เป็นผู้ที่มีรูขุมขนกว้าง แต่ก็ยังไม่ค่อยมี

เหงื่อ เพราะงั้น มันก็จะ ธรรมชาติของแต่ละคนมันแตกต่างกัน ไม่เหมือนกัน ต้องตรวจ จบ
ปุจฉา     พี่สาวเพื่อนเข้าโรงพยาบาล หมอบอกว่า ร่างกายขาดเกลือแร่ ไม่ทราบว่า ควรจะ

ทานสมุนไพรชนิดใดเพื่อบำรุงร่างกาย
วิสัชนา      อมเกลือ ขาดเกลือแร่ สมุนไพรอะไร มีที่ไหนล่ะ มีเกลือแร่ สมุนไพรก็คือ พืช

มันไม่สามารถไปให้เกลือแร่ได้ มันก็ต้องไปให้หมอเค้าให้เกลือแร่เฉพาะทาง เกลือแร่ที่ทั่วๆ

ไปที่เค้าใช้กินกัน คงไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ จบ
ปุจฉา     คนป่วยที่ถอดเครื่องออกซิเจนออกจากจมูกด้วยตัวเอง ลักษณะแบบนี้ เข้าข่ายฆ่า

ตัวตายหรือไม่ ผลกรรมจะเป็นเช่นไร
วิสัชนา     อืม เราไม่รู้เค้าคิดอะไร จะไปวิจารณ์เค้าไม่ได้ในสภาวะจิตนั้นๆ บางทีแก

รำคาญก็ได้ ละเมอก็ได้ เราไม่รู้ว่า เค้าคิดอะไร คงตอบไม่ได้ ลูก จบ
ปุจฉา      ปฏิบัติธรรม วันแรกๆ เดินจงกรมเห็นเป็นโครงกระดูก ส่วนขาเคลื่อนไหวต่อเนื่อง

มีปิติ หลังจากปฏิบัติ รู้สึกว่า ตัวกูมันใหญ่ มาพิจารณาอาการ 10 อย่างของหลวงปู่ รู้สึกว่า

เราไม่เก่งเลยกลับมานับ 1 ใหม่ มาดูที่ใจ รู้สึกเบาๆ ต่อมานั่งสมาธิเห็นซาก บอกตัวเองว่า

ยังไม่พร้อม ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ระลึกถึงหลวงปู่ ภาพก็หายไป จนวันใกล้ออกจาก

กรรมฐาน ตอนเช้านั่งสมาธิ ภาพศพก็ขึ้นมาอีก ลุกไม่ได้ กลัว แต่คราวนี้ เป็นศพคุณ

ตา...ออกจากสมาธิ กายรู้สึกซาบซ่าน สภาวะข้างต้นควรแก้ไขหรือพิจารณาอย่างไร
วิสัชนา    อืม กูจะหลับอยู่แล้ว ที่จริง เป็นเรื่องดีนะ คนเราเห็นสภาพธรรมที่ปรากฏตาม

ความเป็นจริง ไม่ใช่มีมาก เราปฏิบัติธรรมเพื่อต้องการให้มีปัญญา หยั่งรู้ถึงสภาพธรรมที่

ปรากฏตามความเป็นจริง ถูกต้องไม๊ เพราะฉะนั้น เมื่อเห็นตามความเป็นจริง ก็ควรจะต้อง

เห็นจนกระทั่งมันจบ เห็นต่อเนื่อง เห็นตลอดเวลา เห็นจนกระทั่งมันถอนตัณหา และ

อุปาทานในกายสังขาร ในขันธ์ทั้ง 5 ได้ เพราะงั้น ที่ถูกแล้ว ควรจะต้องทำต่อ จบ
พิธีกร    หมดคำถามแล้วครับ หลวงปู่ครับ
หลวงปู่     หมดแล้วเหร๊อ อืม ก็ขอบคุณทุกท่านที่รับชมรายการปุจฉา วิสัชนา ท่านผู้รับชม

ทุกท่านจงรุ่งเรือง เจริญ เป็นผู้ที่มีภาวนาอยู่ในใจ จงร่ำรวย มีสติปัญญา แข็งแรง มีอำนาจ

ตบะ มีความสำเร็จ และมีความเจริญ ทุกท่าน ทุกคนเทอญ
(สาธุ)