Print
Hits: 2415
8 ก ค 2555 16.15 น. หลังปฏิบัติธรรม โดยองค์หลวงปู่พุทธะอิสระ หลายวันมานี่ ได้พิจารณาถึงภูมิธรรมข้อว่า มหาปธานอิทธิบาท 4 พิจารณาแล้วทำให้ เห็นภาพ ลุผลว่า คนที่จะมีชีวิตอยู่ยืนยาวได้ ต้องมีคุณลักษณะอยู่ 4 อย่าง คือ ฉันทะ ความพอใจที่จะอยู่ วิริยะ ความเพียร คือ ขวนขวายที่จะอยู่ จิตตะ เอาใจจดจ่อ พร้อมที่จะอยู่ วิมังสา ใช้ปัญญาใคร่ครวญ หาวิธีอยู่ บุคคลผู้มีธรรม 4 อย่างนี้สมบูรณ์ ก็จะสามารถอยู่ได้เป็นกัปเป็นกัลป์ หรือ อายุขัยยาวนาน แต่คนที่จะมีธรรม 4 อย่างสมบูรณ์ได้ จะต้องมีบารมีมากๆ สั่งสมอบรมไว้เยอะมาก มี ปัญญาเยอะมาก มีสติตั้งมั่นมากๆ มันก็จะดับยาก เราจึงต้องฝึกไง ต้องศึกษา ต้องสั่งสม ต้องอบรม ต้องเรียนรู้ ก็อย่างที่บอกว่า สัมมาทิฏฐิ เป็นหัวใจของกระบวนการฝึกหัด ปฏิบัติ ธรรมทั้งปวง ก็มีความเห็นชอบ ความเห็นตรง ความเห็นถูกต้อง ก็ถือว่าเป็นปัญญา ในมรรคาปฏิปทา มี 8 ประการ วิถีแห่งมรรค ท่านเอาปัญญาเป็นตัวนำ แม้รักษาศีล ถ้าไม่มีปัญญา ก็โง่ เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น ถ้าถือศีลอย่างเคร่งครัด พระถือศีลอย่างเคร่งครัด เดินไปเจอผู้หญิงกำลังจมน้ำ หรือ ตกน้ำจม พระจะไปอ้างว่า ชั้นรักษาศีล แตะต้องผู้หญิงไม่ได้ อย่างนี้เค้าเรียกว่า ถือศีล โง่ เพราะถ้าถือศีลอย่างเป็นผู้มีปัญญา ก็ต้องเอาชีวิตเข้า ชีวิตสำคัญกว่า เพราะศีลน่ะเป็น สมบัติของตน แต่ชีวิตเป็นเรื่องของคนอื่น งั้น คน ถ้ามีปัญญา ก็จะบริหารศีล รักษาศีลให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิตคนอื่น ไม่ใช่แค่มี ประโยชน์ต่อชีวิตตัวเอง แต่คนไม่มีปัญญา จะรักษาศีล หรือว่า ไม่มีปัญญาแล้วไปรักษาศีล ก็จะรักษาตามตัวอักษร ตัวอย่างเช่น เค้าห้ามว่า พระห้ามแตะต้องผู้หญิง อย่างนั้นเธอก็จง จมน้ำตายไปเสีย เพราะชั้นแตะต้องเธอไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น เพราะไม่มีปัญญา ชีวิตคน เลยต้องตาย งั้น พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เราใช้ปัญญาเป็นเครื่องนำก่อน ในมรรคาปฏิปทา ปัญญาเป็น ตัวนำ วิถีแห่งความพ้นทุกข์ต้องมีปัญญา เหมือนกับบุคคลผู้เดินป่า ต้องมีไฟฉาย ยามมืด ค่ำก็จะได้ใช้ส่อง หาทางเดินให้ได้ งั้น ปัญญาจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าไม่มีปัญญา เราก็ตัดอุปาทานในขันธ์ทั้ง 5 ไม่ได้ มันก็เป็นทุกข์ทุกวันล่ะ เพราะเรื่องที่ เป็นทุกข์ มันเข้ามาทาง ตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย แล้วก็ทางใจ ไม่มีใครทำให้เข้า เราก็ทะลึ่งไปหาเข้ามาเอง แส่ กระเสือกกระสน ทุรนทุราย ไปเอาเข้ามาเอง รู้ว่าข้างบ้าน หมั่นไส้มันทั้งที่มันก็ไม่ได้ทำอะไรให้เราเลย แค่มันเดินผ่านหน้าเราแล้วก็ตดหน่อยเดียว เพราะมันปวดตดมานานแล้ว มันต้องมาตดตอนผ่านหน้าเรา เราก็ไปด่ามัน เป็นทุกข์เดือด ร้อน ทั้งๆ ที่ตูดกับตดเป็นของมัน แต่ดันเอาจมูกแส่เข้าไปดม ไปหาทุกข์มาใส่ตัว อย่างนี้ เป็นต้น นั่นเพราะคนไม่มีปัญญาไง วิเคราะห์ไม่ได้ พินิจไม่ได้ วิจารณ์ไม่ได้ เพราะเรามี อุปาทานไง มึงตดรดกู อุปาทานในขันธ์ทั้ง 5 มันเกิดขึ้น คำว่า ตดรดกูเข้ามา กูก็ต้อง ทะเลาะกับมึง ถ้าตดก็สักแต่ว่าตด เรื่องของมึง เออ กูไม่มี แล้วมึงจะมาพูดว่าอะไรกับกู ถ้ากูไม่มีตัวกูซะ อย่าง มึงก็ไม่มีความสำคัญสำหรับกู ถ้าเข้าใจความหมายนี้ เรียกว่า ไม่มีอุปาทานในขันธ์ทั้ง 5 ทั้งหมดนี่มันจะเกิดได้เพราะมีปัญญาเป็นใหญ่ ต้องใช้ปัญญาเป็นหลัก ถ้าไม่มีปัญญาเป็นใหญ่ ไม่ใช้ปัญญาเป็นหลัก ก็คิดไม่ได้ วิเคราะห์ไม่ได้ 20-30 กว่า ปีก่อน หลวงปู่จึงเขียนบทโศลกสอนลูกหลานเอาไว้ ลูกรัก เจ้าจงคิด เรื่องที่คิด เมื่อเกิดขึ้น เจ้าจงคิดเถิด เมื่อใดที่เจ้าไม่คิด เรื่องที่สั่งสมไว้ คั่ง ค้างไว้ ติดค้างไว้ มันจะทำให้เจ้าเป็นทุกข์จนตาย เมื่อใดที่เจ้าคิด เรื่องที่คิดก็จะไม่เกิดขึ้น มากมาย คือ ไม่มีเรื่องให้คิด คือ คิดจนไม่มีเรื่องให้คิด วิเคราะห์จนไม่มีเรื่องให้วิเคราะห์ วิจารณ์จนไม่มีเรื่องให้วิจารณ์ ตรึกหรือวิตก ที่ชาวบ้านเค้าเรียกว่า วิตก แต่ภาษาพระเค้า เรียก ตรึก ตรอง จนไม่มีเรื่องอะไรให้ตรึกให้ตรองแล้ว แสดงว่า เราใช้ปัญญาสูงสุดแล้ว มีด เราลับจนคมกล้าล่ะ ก็ไม่มีอะไรจะฟันอีกแล้ว เพราะมันฟันมาเกลี้ยงหมดแล้ว มันขาด สะบั้นไปหมดแล้ว อย่างนี้เป็นต้น ทั้งหมดนี่มันสอดคล้องกับคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า วิริเย ทุกขมัต เจติ บุคคลล่วง ทุกข์ได้เพราะความเพียร เราอย่าไปเข้าใจว่า ความเพียร ต้องไปออกแรง ออกกำลัง 2 แขน 2 ขา 1 หัว ไม่ใช่ ความเพียร มันหมายรวมไปถึงกระบวนการตรึก วิตก คิด วิจารณ์ ใคร่ครวญ พินิจพิจารณา อ้ายคนเกียจคร้าน ขี้เกียจคิด ก็มีเรื่องให้คิดเยอะแยะ พอถึงเวลาจะมาคิด กูหมดแรงคิดเสีย แล้ว คือ ใกล้ตาย คิดไม่ได้ว่า จะเกิดเป็นอะไรก็ไม่รู้ ถ้าคิดได้แต่แรก แล้วก็ฝึกคิดมาแต่ต้น พัฒนากระบวนการทางความคิด ให้เป็นสัมมาทิฏฐิมาแต่เบื้องต้น มันก็ไม่มีเรื่องให้คิดจนที่ สุด เมื่อถึงคราวตาย ก็ตายง่าย ตายสบาย ตายสะดวก ตายแบบผ่อนคลาย ไม่ต้องแบกสังขาร หรือ ขันธ์ทั้ง 5 ไปตาย เค้าเรียกว่า ตายแบบไม่มีอะไร ไม่เหลืออะไร ไม่ได้อะไร คนเค้ามาด่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้หมดอาลัยตายอยาก เป็นผู้ฉิบหาย เป็นผู้ที่เสียหาย เป็นผู้ที่ไร้ประโยชน์ พระผู้มีพระภาคเจ้าบอก จริง พราหมณ์ เราเป็นผู้หมดแล้วซึ่งอาลัยอาวรณ์ในขันธ์ทั้ง 5 และสังสารวัฏ พระพุทธเจ้าโต้ตอบกับ พราหมณ์อย่างนี้ เป็นผู้ฉิบหาย ใช่ สังสารวัฏและวัฏฏะ เราฉิบหายหมดแล้ว เราไม่มีอะไรเหลือแล้ว เป็นผู้เสียหาย ใช่ พราหมณ์ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เวทนาทั้งหลาย ทุกข์ เราเสียหาย หมดแล้ว ไม่มีอะไรเป็นรากเหง้าที่เราจะไปยึดถือได้ อย่างนี้เป็นต้น เพราะงั้น คนมีปัญญา จะมองเรื่อง ไม่มีอะไร ไม่ได้อะไร ไม่เหลืออะไร เป็นเรื่องอริยสัจ เป็นเรื่องอริยธรรม เป็นเรื่องวิมุตติธรรม เป็นเรื่องจริงถูกต้องที่เราต้องศึกษา ไม่ใช่เป็น เรื่องน่าเกลียด น่ากลัว เขียนใส่เสื้อเอาไว้ เห็นใส่ซักขาดไปหลายตัวแล้ว ไม่ซึมเข้าไปเลย อีกหน่อยกูจะต้องใช้วิธี เอามาต้มน้ำให้ซด เฮอะ เอามาต้มน้ำให้ซด ซดอยู่ไม๊ ไม่อยู่เหร๊อ เยี่ยวออกหมด เออ เขียนเอาไว้น่ะ ไม่มีอะไร ไม่ได้อะไร ไม่เหลืออะไร กูตายแน่ เหมือน เดิม ขาดไปเป็นกี่ตัวแล้วไม่รู้ เอ้า กล่าวคำถวายทาน ................ ตั้งใจกรวดน้ำ ว่าตาม แล้วรับพร ลูก ........... โชคดี ลูก ธรรมะรักษา ให้รุ่งเรือง ร่ำรวย เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพปลอดภัยทุกคน กราบลาพระ อะระหัง สัมมา เดี๋ยวอาทิตย์หน้าจะไปแสดงธรรมที่ (ดอกบัวคู่ กับ รพ. ทหารเรือ) ถ้าเจ้าเดียวก็พอ ไหว ถ้า 2 เจ้า เดี๋ยวกูต้องหอบออกซิเจน เอ้า เดี๋ยวรอไปตายเอาดาบหน้า อะระหัง สัมมา