Print
Hits: 2128

13 พ ค 2555    13.20 น. ถอดซีดี ธรรมะสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน โดยองค์หลวงปู่พุทธะอิสระ

• อย่าคิดมาก ให้มันเรื่องมาก คิดน้อยๆ แล้วเรื่องมันก็จะน้อยในบางเรื่อง

หลายเรื่อง ควรคิดให้มาก เพราะถ้าไม่คิด มันจะมีเรื่องมากๆ อ้าว จริ๊งจริง
• อย่าคิดมากในเรื่องที่ไม่ควรคิดมาก แล้วจะได้ไม่มีเรื่องมาก จงคิดให้มากๆ

ในเรื่องที่ควรคิด แล้วเรื่องมากก็จะไม่ขึ้น เมื่อเราคิดได้เยอะขึ้น รอบคอบขึ้น
เจริญธรรม เจริญสุข ท่านสาธุชนพุทธบริษัทผู้รับชมรายการ ปุจฉา วิสัชนา คุณมนัส ตั้งสุข

ผู้ดำเนินรายการ ญาติโยมพุทธบริษัทที่ประชุมกันณ. สถานที่ศาลาวัดอ้อน้อย (ธรรมะ

อิสระ) เป็นกิจกรรมแสดงธรรมประจำเดือนในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน
เอา ทีนี้แหละ คุณล่ะ
คุณมนัส     กราบนมัสการท่านหลวงปู่.....หลายท่านรู้สึกเกิดอาการเบื่อ อาการเซ็ง

อาการเอียนกับปัญหาที่อยู่รอบนอกวัด ไม่ใช่ในวัด โดยเฉพาะวัดอ้อน้อย ปัญหาข้าวของ

แพงตอนนี้ มันแพงใจเหลือเกิน ได้ข่าวมาว่า ท่านหลวงปู่เป็นวัดทุกวันเสาร์แรกของเดือน

ขายของถูกที่วัด
หลวงปู่    อืม ก่อนอื่น ต้องบอกเรื่องสุขภาพคุณก่อน เจอกันเที่ยวนี้ สีหน้าแจ่มใสมากเลยนะ
คุณมนัส    อ๋อ ขอบคุณครับ
หลวงปู่     เอ้า จริงๆ ผิดหูผิดตาไปเลย
คุณมนัส     เจอยาดี
หลวงปู่    ยาอะไร ยาใจเหรอ
คุณมนัส     ครับ คราวก่อนไปสนทนาธรรมกับท่านหลวงปู่ที่กาญจนบุรี หลายท่านคงได้ดู

รายการวิถีธรรม วิถีไทยแล้วนะฮะ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นั่นแหละคือ ตัวผม ผอม เหี่ยวแห้ง

แต่ว่าด้วยสัจจะแล้วก็สัญญาที่รับปากไว้กับทีมงาน แล้วก็ทีมหลวงปู่ว่า ยังไงก็ไป คุณแม่

บอก ไกลมากนะ คุณแม่ก็ไปด้วย หลวงปู่ก็ทักแบบนี้ละฮะก่อนจะเริ่มรายการ ทำไมมันถึง

ผอมแบบนี้ ก็เลย เลือดไม่ดี ได้ยาหลวงปู่ไป แต่ไม่กล้ากินเยอะ หลวงปู่บอกให้กิน 5 เม็ด

ผมก็ กลัวมันแน่นหน้าอก แน่นจริงๆ กลืนไม่ลง ยาดีมากเลยฮะ แน่นอยู่ตรงอก มันไม่ไหล
หลวงปู่    แล้วกินไปกี่เม็ด
คุณมนัส    ก็กิน แต่ปกติจะเพิ่มแล้ว เดี๋ยวจะเพิ่มโด๊ส
หลวงปู่    คุณกินไปกี่เม็ด
คุณมนัส    กินได้ประมาณอาทิตย์หนึ่ง
หลวงปู่    ครั้งละกี่เม็ด
คุณมนัส    ผมว่า ครั้งละ 2
หลวงปู่    เด็กๆ
คุณมนัส    นี่ครั้งละ 2 เม็ด ยังได้ขนาดนี้นะฮะ เห็นม๊า
หลวงปู่    ยาบำรุงเลือดเนี่ย ผู้ใหญ่เค้ากินครั้งละ 5 เม็ด
คุณมนัส    ครับ
หลวงปู่     ถ้าเด็กๆ อายุซักไม่เกิน 7 ขวบนี่ เค้ากินกัน 2 เส็ด 3 เม็ด
คุณมนัส    อุ๊ย นี่เด็กเน้อ ต้องเพิ่ม
หลวงปู่     ถ้าก็ดี แต่สีหน้าเค้าดีขึ้น ดูสดใส มีราศีมากขึ้น ไปคราวที่แล้ว ชั้นนึกว่า ตายแล้ว
คุณมนัส    ยังไม่หาย
หลวงปู่    ต้องกินอยู่ตลอด อย่าให้หยุดจนกว่าเลือดฝาดมันจะดีขึ้น ทำให้เลือดมันแข็งแรง

แล้วเลือดมันทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกัน ช่วยเหลือร่างกาย สิ่งแปลกปลอมเข้ามาภายในร่างกาย

มันจะช่วยกำจัด งั้น เลือดนี่สำคัญ เลือดนี่มันเหมือนกับอะไร เหมือนกับทหารยาม เหมือน

กับมือปราบที่คอยจะนอกจากหล่อเลี้ยงชีวิต แล้วยังช่วยกำจัดสิ่งแปลกปลอม อีกทั้งมันยัง

ช่วยทำให้เกิดชีวิตชีวา ผิวหนังเปล่งปลั่ง สดชื่น แจ่มใส นี่ ผิดหูผิดตาเลยนะ
คุณมนัส    ขอบพระคุณมากครับ
หลวงปู่     ยังดีใจเลยว่า เอาล่ะวะ รอดล่ะ  กูไม่ต้องเปลี่ยนพิธีกรใหม่ นึกในใจว่า เอ๊ จะไป

เสียอีกคนล่ะมั๊ง กูจะเปลี่ยนพิธีกรใหม่อีกรอบหนึ่ง เออ ก็ดี กินเช้าเย็นหรือเปล่า
คุณมนัส    ครับ
หลวงปู่     เช้า เย็น วันหนึ่ง 2 รอบ เช้า 5 เย็น 5 ดื่มน้ำเยอะๆ ชั้นให้ยาคุณอะไรไป

บ้าง ยาบำรุงเลือดกับยา
คุณมนัส   บำรุงปอด
หลวงปู่    บำรุงปอดเหรอ ก็ดีล่ะ กินเข้าไปเฮอะ มีคน วันนี้ เค้าก็ยังมา วันนี้เค้าแต่งตัวสวย

เดินแถมาเลย มาจากโคราช ตอนมาหาชั้นใหม่ๆ นั่งรถเข็นน้า หายใจไม่เข้า ไม่ออก คือ

เข้ามันไม่เข้า ออกมันไม่ออก จะไปแล้ว
คุณมนัส     เค้าบอก หายใจออก บอกไม่ถูก ถ้าหายใจไม่เข้า หายใจไม่ออก โธ่ ตายเสียแล้ว
หลวงปู่   เออ ประมาณนั้นแหละ วันนี้ เค้าก็พาญาติเค้ามาให้รักษา  ก่อนหน้านั้น ลูกเค้า ผัว

เค้า ประคองมา นั่งรถเข็นมาเมื่อ 2-3 เดือนที่แล้ว เห็นคนป่วยหายดี ก็สบายใจ มันเป็น

ความสุขของหมอ เป็นความสุขของหมอ แต่ก็ดีแล้วล่ะ อยากให้ทุกคนสุขภาพแข็งแรง โดย

เฉพาะ อากาศร้อนๆ อย่างนี้ ร้อนด้วย แล้งด้วย อ้ายร้อนภายนอกนี่ พอทำเนา อ้ายร้อน

ภายในเนี่ย ลำบากแย่ โชคดีที่ช่วงนี้ เทศกาลผลไม้ เมืองไทยเรามีผลไม้ที่เป็นยาคลายร้อน

เยอะแยะได้มากมาย นี่ คุณลองทาน ลองดูหน่อย
คุณมนัส    ลองไปแล้วครับ
หลวงปู่    เออ เมาไม๊
คุณมนัส    ไม่เมาครับ นี่เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่
หลวงปู่    เอ็นไซ บำรุงตับ
คุณมนัส    ข้างในมีส่วนปรพกอบอะไร มีอะไรฮะ ลิ้นจี่
หลวงปู่    มันมีลิ้นจี่ ลิ้นจี่มันก็มีสารที่บำรุงตับ
คุณมนัส    มังคุด
หลวงปู่    มังคุดมันเป็นยาเย็น ปอดต้องร้อน ตับต้องเย็น คุณกินได้หน้านี้หน้าเดียวนะ

หมดหน้านี้ แล้วก็จะกินไม่ได้ ด้วยเหตุผลว่า มันแพงไง
คุณมนัส    ห้ามดื่มเกินวันละ 2 ขวดหรือเปล่าครับ  คือ ทานได้ตลอด
หลวงปู่    ทานได้ตลอด เพราะว่า ถ้าไม่มีหน้าของมัน ก็ไม่รู้จะไปหามังคุด กับลิ้นจี่มาที่ไหน

ลิ้นจี่ เดี๋ยวนี้ หมอสมัยใหม่เค้าไปสำรวจแล้ว ผลปรากฏว่า เค้าไปวิจัยมาแล้วว่า มีสารที่ต้าน

อนุมูลอิสระ แล้วก็ช่วยบำรุงตับ แล้วก็สร้างเอ็นไซในตับ
ที่จริง หลวงปู่ทำลิ้นจี่เป็นยามาตั้งแต่ อ้ายยาบำรุงเลือดเนี่ย ยาบำรุงตับ ใช้ลิ้นจี่แห้งผสม ทำ

มาตั้งหลายปีแล้ว หมอปัจจุบันเค้าเพิ่งจะคิดค้นได้ว่า มีลิ้นจี่บำรุงตับได้ แต่ก็เป็นเรื่องดี มัน

ก็จะช่วยให้ผลไม้ ลิ้นจี่ไทยขายได้ดีขึ้น เพราะเห็นว่า ราคาตกต่ำ
ไม่รู้ว่า ปีนีมันเป็นปีอุบาทว์ ปีอุดจาด ปีกาลี ปีทุเรศอะไร ไฟลุกในแผ่นดิน ผลหมากรากไม้

ถูกไปหมด คือ พืชสวนน่ะ ขายถูก มัน ก็กิโลละบาทกว่า สับปะรดก็กิโลละ บาทกว่า ข้าว

จำนำได้ ก็ไม่มีข้าวให้จำนำ เออ ของทุกอย่างมันสวนกับความเป็นจริง ค่าครองชีพมันขึ้น

ของที่ผลิตได้ มันถูกลง แต่ไม่รู้ว่า เป็นไง อ้ายของที่ขายได้ในตลาด มันกลับแพง
แพง รู้สึกไปเองไม๊
หา รู้สึกไปเองหรือเปล่า
แพงจริงๆ นะ เออ เนี่ย ชั้นก็เลยเปิดร้านรู้สึกไปเอง ให้ชื่อร้าน รู้สึกไปเอง ขายสินค้าราคา

ครึ่งหนึ่ง คราวที่แล้วใครไปซื้อบ้าง ยกมือ
เอ้ย ทำไมน้อยจัง เค้าขายได้ตั้ง 600 กว่าครอบครัวที่มาลงทะเบียน
คุณมนัส   คนที่ซื้อแล้ว เค้าไม่มา เค้าไปอีกเสาร์ เสาร์แรกของเดือน
หลวงปู่    เออ ที่จริงเดี๋ยวเดือนต่อไป จะขยับมาเป็นวันอาทิตย์ต้นเดือน
คุณมนัส    จะได้ปฏิบัติธรรมด้วย
หลวงปู่   จะได้ให้คนมาซื้อ ได้ฟังธรรมด้วยไง ก็เสาร์ที่แล้ว ลงทุนไป 4 ได้มา 2
คุณมนัส   4 อะไรฮะ 4 แรกนี่คือ อะไรฮะ
หลวงปู่    4 แสน
คุณมนัส   2 หลังนี่คือ อะไรฮะ
หลวงปู่    2 แสน
คุณมนัส    ห้าสิบ ห้าสิบ
หลวงปู่    เอ้า ก็เราซื้อน้ำตาลมา โล 22 ขาย 10 บาท 11 บาท
คุณมนัส    ได้ข่าวว่า เนื้อหมูตลาดข้างนอก กิโลกรัมหนึ่งประมาณ 180-170 แต่ที่

วัดอ้อน้อยขาย 70 บาท เป็นไปได้ไม๊ฮะ
หลวงปู่    ก็ขายไปแล้ว ขายไปตั้ง 500 กว่าโล
คุณมนัส    เดี๋ยวผมชวนคุณแม่ไม่ต้องไปตลาดแล้วฮะ มานี่ดีกว่า
หลวงปู่   ไก่ซื้อมา 500 ตัว 500 โลแต่เค้าขายเป็นตัว เที่ยวหน้าไปควักไส้เอาเอง

แล้วกัน เอ้า พอควักไส้แล้วมันจะแพงไง คือ ควักไส้แล้วมันต้องเสียเวลาล้างไง ไม่ควักไส้

ราคามันจะถูก งั้นเที่ยวหน้า มึงก็ซื้อไก่ ซื้อไปทั้งไส้ ทั้งพุง ทั้งเนื้อ ทั้งหนัง พร้อมเสร็จ เอ้า

มันถูกไง ราคามันก็จะถูกลง แล้วเราก็ได้ประโยชน์ด้วย ได้ไส้ อ้ายเศรษฐกิจอย่างนี้ จะกิน

ทิ้งกินขว้างได้ไง
คุณมนัส    อาทิตย์ละวัน ใช่ไม๊ฮะ
หลวงปู่     หมายถึง
คุณมนัส    อาทิตย์ละวันไม๊ฮะ
หลวงปู่    เดือนสิ อาทิตย์ละวัน คุณก็ เดี๋ยวชั้นก็ขายทุกอย่าง ขายหมด
คุณมนัส    ผมได้ยิน เค้าฝากแซว บอก ขยับมาเป็นอาทิตย์ละวัน เดือนนึงมันน้อยไป แต่ถ้า

4 ได้มา 2 ผมว่า อย่าเลยฮะ
หลวงปู่     ไม่ อ้ายที่เค้าไปซื้อๆ กันน่ะ ไม่รู้ใครมาขาย คนเค้าไปซื้อแถวๆ นี้แหละ ผล

ปรากฏว่า อ้ายข้าวสารน่ะ มันมียี่ห้อ ช่วยเหลือผู้ประสบภัย
คุณมนัส    อ้าว
หลวงปู่     มันเกิดอะไรขึ้น ก็ไม่รู้ล่ะ ช่วยวิจารณ์หน่อยซิ
คุณมนัส    ถูกทั้งแผ่นดิน
หลวงปู่     อ๋อ ของถูกนะ
คุณมนัส    วงเล็บ (หลอก) หรือเปล่า ไม่รู้
หลวงปู่    ไม่รู้ มันมายังไง ไม่รู้ล่ะ
คุณมนัส    มีหลักฐาน ต้องว่ากันไป ก็คงต้องว่ากันไป ถ้าไม่สบายใจ ก็มาวัดอ้อน้อย ดีที่สุด
หลวงปู่    มันซื้อมา บอก ข้าวเป็นไงวะ ก็มันจะเป็นขุยแล้วล่ะ แล้วเขียนไว้ว่า ช่วยเหลือผู้

ประสบภัย
คุณมนัส   หลวงปู่จะยื้อโครงการนี้ไปอีกซักกี่เดือน เห็นรัฐบาลบอกไตรมาส 3
หลวงปู่    จนกว่าจะย้ายวัดหนี ก็พยายามจะช่วย ยิ่งช่วงนี้ เป็นช่วงเศรษฐกิจฝืดเคืองมาก

สังคมขนาดจำนำครกนี่ ก็ถือว่า แย่แล้ว เพราะว่า ติดตามข่าว นี่เค้าว่า ทางอีสานนี่ เครื่อง

มือหากินชิ้นสุดท้าย คือ ครกกับสาก ยังเอามาจำนำ มันก็ไม่ไหวแล้ว
ครกกับสาก จำนำนี่ ชั้นจำได้ สมัยชั้นเด็กๆ คือ เคยเห็นคนข้างๆบ้านนี่ แบกครกแบกสาก

เอาไปจำนำ อ้ายเมียก็ถามผัว ถึงเวลาจะตำน้ำพริก เอ๊ ครกหายไปไหน นึกว่า ลูกเอาไปทำ

อะไรเล่น ด่าลูกซะใหญ่โต ผัวกลับมา บอก มึงด่าทำไม อยู่โรงจำนำ ไปจำนำก็ยังพอได้ตังค์

เดี๋ยวนี้ ก็ยังมีคนจำนำครก จำนำสาก นี่แสดงว่า มันเข้าขั้นวิกฤต
รัฐบาลเค้าบอกว่า เรารู้สึกไปเอง เค้ารู้สึก เดี๋ยวก็เปิดร้าน รู้สึกไปเอง เดี๋ยวเขียนป้ายๆ ตัว

ใหญ่ๆ นายอำเภอเค้าถาม หลวงปู่จะให้ชื่อร้านอะไร เพราะเที่ยวนี้ ให้นายอำเภอไปสำรวจ

ว่า คนยากจนในอำเภอกำแพงแสนมีอยู่กี่ครอบครัว แล้วให้แจ้งไป เราจะสงเคราะห์

อนุเคราะห์ ช่วยเหลือชาวบ้าน แต่ของชั้นนี่มันไม่จบนะ คราวที่แล้วนี่ นั่งรถเก๋งมาซื้อเลยนะ

ไม่รู้มัน บางคนนี่นั่งเบ็นซ์มาเลยนะ มันมาซื้อ เราก็ โอ่ ช่างมันเฮอะ ช่วยมัน
2 แสนที่ขายแล้วก็ได้กำไรมา ก็คือ บุญน่ะ
บุญไม๊ ลูก เออ สบายใจจะตายไป มันมีความสุขที่ได้ให้ มีความสุขที่ได้เห็นชาวบ้านเค้ามี

ความสุขได้ซื้อของถูก ไม่ใช่ของถูกธรรมดานะ มันถูกครึ่งราคา ทุกอย่างมันครึ่งราคาหมด
คุณมนัส    แค่ครึ่งราคาหมด
หลวงปู่    ตอนนี้ชั้นก็เร่งผลิตใหญ่เลย นี่สีข้าวทั้งวันทั้งคืนนี่ เครื่องสีพัง  เครื่องสีเจ๊งล่ะ ก็

พอดี ข้าวในนาเรามีไง มีแล้วก็เป็นพวกข้าวเปลือกเก็บเอาไว้ ถึงเวลาจะใช้ ก็ค่อยเอามาสี

อย่างเช่น ข้าวหอมปทุม หอมมะลิ ก็จะสีด้วยข้าวกล้อง แต่ถ้าข้าว 5%  ข้าวสุพรรณ

ข้าวสุพรรณ A 1 ก็จะสีเป็นข้าวขาว แล้วเราก็เอามาผสม คนกินก็จะได้ประโยชน์ แล้ว

ข้าวนี่ไม่ต้องกลัวว่า จะมีสารพิษ เพราะว่า เวลาปลูกก็ปลูกจุลทรีย์ ปลูกด้วยอินทรีย์วัตถุ ก็คือ

ไม่ฉีดยาฆ่าหญ้า ไม่ฉีดยาฆ่าแมลง เวลาสี ก็สีอย่างสะอาด ก็คือไม่ต้องใช้น้ำยา ใช้อะไร มี

หมัด มีเห็บ มีอะไร มีมอด ก็ใช้วิธีตากแดดขับไล่
ก็จะทำเท่าที่ทำได้ จนกว่าจะหมดทุนทำ ลูก เดี๋ยวก็ค่อยๆ ขายไปเรื่อยแหละ
คุณมนัส   ขายอะไรฮะ
หลวงปู่    ขายพระ ขายชี ขายไปเรื่อย เดือนนี้จัดเตรียมไว้ว่า หมูก็ประมาณพันโล ไก่ก็

ประมาณพันตัว เพราะว่า ครั้งแรกยังตั้ง 600 ยังหมด คือ 600 ครอบครัวที่มาลง

ทะเบียน งั้น ครั้งที่ 2 นี่ คนเค้ารู้กัน ก็คงต้องมากขึ้น แล้วก็คงจะเปิดตั้งแต่เช้า เค้าเลื่อนมา

เสาร์แรกของเดือน
คุณมนัส    ตกลงจะเปลี่ยนมาเป็นวันอาทิตย์
หลวงปู่    ประกาศไปแล้วว่า เสาร์แรก ก็ให้ได้เสาร์แรกก่อน เดี๋ยวจะวุ่นวายใหญ่เพราะเลื่อน

คราวที่แล้ว ออกวันที่ 5 ของทุกเดือน เผอิญคนเค้ามาท้วงว่า แล้วใครจะมาขาย เพราะว่า

อาสาเค้าไม่ว่าง เค้าต้องทำงานไง ก็เลยถ้าอย่างนั้นก็ให้เลื่อนมาเป็นวันหยุด วันเสาร์ วัน

อาทิตย์ ก็คงจะเป็นวันเสาร์แรกของเดือน แล้วเดือนต่อไป ค่อยขยับมาเป็นวันอาทิตย์แรก

ของเดือน ตั้งใจว่า จะทำให้พ้นจากเทศกาล หรือว่า ช่วงวิกฤตของเศรษฐกิจของครอบครัว

ช่วงเปิดเทอมพ้นไปซักเดือน 2 เดือน แต่มองเห็นท่า แววว่า จะไม่รอด อีก 6 เดือน ก็

ไม่รอด
ถามว่า เพราะอะไร
ตอนนี้รัฐบาลพยายามดึงราคาแก๊สหุงต้ม แก๊ส NGV เพื่อจะช่วยผ่อนคลาย ไม่ให้ลอยตัว

ไม่ปล่อยลอยตัว คือ พยายามพยุงไม่เอาเงินเข้ากองคลังชั่วขณะหนึ่ง เพราะที่ผ่านมา เก็บ

ไปแล้ว ก็ลดสัดส่วนลง ไฟฟ้าก็พยายามยืดให้ขาดทุนต่อไปเพื่อจะช่วยอีกเดือนหนึ่ง น้ำ

ประปาก็จ่อ ไฟฟ้าขึ้น น้ำประปาก็จะขึ้นตาม งั้น สารพัดค่าก็จะขึ้นตามมา
เพราะฉะนั้น อีก 6 เดือน มันจะรอดไม๊
ไม่รอด อีก 6 เดือนก็ไม่รอด อ้ายที่เค้าบอกว่า จะถูกลงๆ คนที่เค้าผลิต เค้าก็บอกแล้วว่า ถูก

คือ รัฐบาลต้องมาขายเอง แล้วถ้าขายเอง ปัญหามันก็จะตามมาว่า รัฐบาลไปเอาของที่ไหน

มาขาย มันก็ต้องใช้งบประมาณ หรือไม่ก็ ต้องไปเบียดบังจากบริษัทต่างๆ บริษัทที่เค้าผลิต

ส่วนใหญ่ เค้าจะเตรียมไว้ซัก 20 % สำหรับที่จะเอาไว้เผื่อสูญเสีย แต่ 20% ตอนนี้

เค้าไม่ยอมเตรียม ด้วยเหตุผลว่า เค้าต้องเอามาจ่ายค่าโสหุ้ยมากขึ้น งั้น ผลิตมาได้ เค้าก็ต้อง

ขายหมด เค้าไม่ได้มาเตรียมไว้ 20 % ปัญหามันก็จะตามมา แต่ว่า พวกเราทุกคนก็ต้อง

ช่วยกันประหยัด คือ เราต้องประหยัดด้วยตัวเราเอง อะไรควรใช้ ก็ใช้ อะไรที่ไม่ควรใช้ ก็

ต้องเก็บ อดออมเอาไว้ อย่าไปดึงเงินอนาคตมาใช้ ดีที่สุดในช่วงเทศกาลช่วงวิกฤตอย่างนี้นะ

ก็คือ ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง หรือ สันโดษ ยินดีในสิ่งที่พึงมีพึงได้ ใช้ของอย่างประหยัดสูง

ประโยชน์สุด
นี่ หลวงปู่กำลังให้เค้าก่อแปลงผักปลอดสารพิษ ผักกางมุ้ง เพราะที่ผ่านมา เราซื้อผักมาขาย

วันนั้นน่ะ เป็นผักปลอดสารพิษนะ แต่มันซื้อไม่ได้ทุกเดือน ซื้อมา แพงนะนั่นน่ะ ผักที่ไม่มี

สารพิษ แต่มันซื้อไม่ได้ทุกเดือน ก็เลยคิดว่า เดือนต่อไปนี้ ก็คงจะปลอดไม่ได้แล้ว อ้ายที่

มันแพงๆ น่ะ อย่าไปกินมันนะ อ้ายมะนาวแพง ก็มากินมะขาม น้ำส้มไปก่อน แล้วก็อ้าย

ถั่งฝักยาว ก็อย่ากิน เพราะยิ่งแพง ยายิ่งเยอะ ถั่วฝักยาวนี่ เค้าฉีดวันนี้ พรุ่งนี้เก็บนะ คุณรู้

เปล่า
งั้น ใครที่เป็นชาวสวนน่าจะรู้ดีล่ะ พอเราไม่กิน ของมันเหลือ เดี๋ยวมันก็ถูกเองแหละ แต่ถ้า

ต่างคนต่างช่วยกันกิน เดี๋ยวของมันไม่มี ก็จะแพงมากขึ้น
ไข่ เค้าขายเป็นแผงใช่ไม๊ คราวที่แล้ว เป็นแผงหรือเป็นลูก
คุณมนัส     10 ใบ 18 บาท ข้างนอก 40 ใช่ไม๊ครับ
หลวงปู่    คราวที่แล้ว เค้ายกแผงนะ ขายยกแผง เป็นลูกเหรอ 10 ใบ เท่าไหร่วะ
คุณมนัส    เป็นลูก ใส่ถุง แบ่งขาย
หลวงปู่   อ๋อ ซื้อมา 2 บาทกว่า ขายใบละบาทกว่า   
ก็ช่วยเท่าที่ช่วยได้ล่ะ ลูก ไม่รู้จะช่วยยังไง ก็ช่วยเท่าที่ช่วยได้ แต่จริงๆ แล้ว หลวงปู่อยาก

ให้ทุกวัดที่รวยๆ ทั้งหลายเนี่ยนะ เค้าคิด เป็นอย่างนั้นบ้างนะ คือ คืนกำไรให้ชาวบ้านบ้าง

วัดต่างๆ ที่มีอยู่ อย่างเป็นวัดที่ได้วันหนึ่ง 10 ล้าน 5 ล้าน 3 ล้าน อะไรอย่างนี้ เค้า

รู้จักคิดแบบนี้บ้าง ก็น่าจะดี
คุณมนัส    วันนี้ ผมสังเกตุเห็นว่า เรียกว่า อะไร
หลวงปู่    อะไร
คุณมนัส   น้องหน้าใหม่ เป็นเด็กๆ เยาวชนเข้ามาเยอะ ในวันอาทิตย์เนี่ย คงจะติดตามคุณ

พ่อคุณแม่มาทำบุญด้วย ก็ถือโอกาสมาฟังธรรมด้วย
หลวงปู่    ไหน ลองซิ ชี้ ตรงไหน หน้าใหม่
คุณมนัส    หลวงปู่ผมเชื่อไม๊ว่า เค้าไม่กล้ายกมือ จริง ไม่กล้ายกหรอก เขิน
หลวงปู่     พวกที่นั่งๆ อยู่เนี่ย สนิมเกาะหน้าทั้งนั้น ไหนหน้าใหม่
คุณมนัส    ผมไม่เคยเห็นหน้ามีหลายท่าน มีหลายคน แต่ผมกำลังอยากจะให้ท่านหลวงปู่

ช่วยขยายความหน่อยว่า พอฟังเรื่องแบบนี้แล้วเนี่ย เรื่องทางโลกก็ดี ปัญหาในสังคมก็ดี

อย่างข้าวของแพง น้องๆ เค้าอาจจะสงสัย อาจจะตั้งข้อสังเกตุก็ได้ว่า ทำไมคนเป็นพระ

ทำไมวัดวาอารามต้องออกไปช่วยเหลือสังคม มันหน้าที่ของพระหรือเปล่า
หลวงปู่    อืม หน้าที่ไม๊เหรอ จะว่าหน้าที่ ก็หน้าที่ จะว่าไม่ใช่หน้าที่ ก็ไม่ใช่หน้าที่
มันขึ้นอยู่กับสำนึก
สำนึกของความเป็นสัตว์สังคม
สำนึกในการที่เราจะมีส่วนร่วมในสังคมอย่างไรที่ทำให้สังคมไม่แร้นแค้น ไม่ทุรนทุราย
สำนึกในการที่เราคิดว่า เราจะเป็นผู้ที่อยู่ในสังคมอย่างชนิดที่ให้สังคมอาศัยเรา ไม่ใช่เรา

อาศัยสังคม
สำนึกในความรู้สึกของความเป็นผู้ที่มีจิตเมตตาเป็นที่ตั้ง เมตตา กรุณา มุทิตา แล้วก็ใช้

อุเบกขา ไว้ทีหลังอย่างนี้
สำนึกของผู้ที่มีคุณธรรมในชั้นของผู้เป็นพรหม คือพรหมวิหาร
สำนึกของผู้ที่มีคุณธรรมในความหมายของคำว่า เราจะช่วยเหลือสัตว์และสังคมอย่างไร ให้

พ้นจากทุกข์
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอนไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงยังประโยชน์ตนและ

ประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท
ใจสำนึกในคุณธรรมเหล่านี้ มันก็เลยต้องถามว่า โดยความหมายตรงๆ เนี่ย มันไม่เกี่ยวข้อง

กันเลย เพราะเราเป็นผู้ออกจากเรือน คือไม่เกี่ยวข้องกับเรือนแล้ว
แต่โดยความหมายของก้อนข้าว และหยดน้ำที่ชาวบ้านเค้าให้เรากิน มันเกี่ยวแน่ ปฏิเสธไม่

ได้ เราจะนิ่งดูดายขณะที่เรากินอิ่ม นอนหลับ พักผ่อนสบาย ผ่อนคลายเป็นสุข แต่อ้ายคนที่

ให้ก้อนข้าว หยดน้ำ เรากิน เราดื่มนี่ ทุรนทุราย เป็นทุกข์ แล้วเราก็จะช่างหัวมัน ไม่สนใจมัน

อะไรอย่างนั้น มันจะโหดจนเกินไปไม๊ มันจะเลวร้ายมากไปไม๊ มันจะมีความรู้สึกว่า เอ นี่

เค้าอยู่เป็นเหมือนมนุษย์กาฝากเกินไปหรือเปล่า
คุณมนัส    ก็มีคนโต้มาว่า ท่านก็วางอุเบกขาไปสิ ทำว่าง
หลวงปู่     ก็ธรรมะมันมีระดับขั้นนี่ มันมีเมตตาก่อน กรุณา มุทิตา แล้วจึงจะอุเบกขา ทำไม

เลือกทำข้อสุดท้ายก่อนล่ะ แสดงว่า สันหลัง สันดานไม่ดี นิสัยเสีย แล้วก็ไม่มีน้ำใจ
ถามว่า พระกับชาวบ้านเกี่ยวกันไม๊
ไม่เกี่ยวกัน ในวินัยก็กำหนดไว้ชัด ในพระธรรมก็กำหนดไว้ชัด ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด

ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำให้ถึงที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด

ในคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าในหลักการบวชในเอหิภิกขุอุปสัมปทา แต่ในพระวินัยก็

กำหนดไว้ชัดว่า ภิกษุจับต้องกายหญิงเป็นอาบัติถ้ามีเจตนา ก็ขึ้นอยู่กับว่า เจตนานั้นเป็น

อะไร เป็นได้ตั้งแต่ทุกกฎยันปราชิก ถ้าจับต้องกายหญิงโดยเจตนา แต่ถ้าไม่เจตนา ก็เป็น

แค่ทุกกฎ
คุณมนัส    เวลาพระคุณเจ้าอาพาธ มีพยาบาลมาดูแล
หลวงปู่    ในกรณีที่ภิกษุเดินผ่านไป เจอผู้หญิงกำลังจะจมน้ำตาย ภิกษุกลัวว่า จะเป็นอาบัติ

ตั้งแต่ทุกกฎ ไปยันปราชิก คือไม่รู้ว่า จับต้องตรงไหนบ้างล่ะนะ ขณะที่ไปอุ้ม ไปลากเธอมา

เกิดเห็นว๊อบๆ แว๊มๆ เกิดมีไขจิต มีความรู้สึกกำหนัด ก็เป็นอาบัติหนักตรงนั้นทันที อะไร

ประมาณนี้ล่ะนะ แต่ถ้าเรากลัวแบบนี้ แล้วไม่ลงไปช่วย แล้วปล่อยให้ ช่วยด้วยๆ ๆ เฮอะๆๆ

หายไป
ท่านว่าไว้ว่า ภิกษุคนนั้น ชั่ว ชั่ว
เพราะงั้น ถามว่า อย่างนี้ มันเกี่ยวกันไม๊ล่ะ
มันก็ต้องเกี่ยวกัน ด้วยเหตุผลว่า มันขาดคุณธรรม มันแล้งน้ำใจ ไร้สำนึกรับผิดชอบต่อสังคม
งั้น ความหมายของคำว่า มันจะเกี่ยวกันไม๊เนี่ย อืม ในครั้งพุทธกาล พระผู้มีพระภาคเจ้ายัง

ทรงเคยไปโปรดพระญาติพระวงศ์ที่ทะเลาะกัน เรื่องการแย่งน้ำเข้ามา มีช่วงหนึ่งถ้าไป

ศึกษาในพระสุตตันตปิฎกก็จะเห็นว่า ภาพของพระสงฆ์บางครั้งก็ต้องไปบริการสังคม ใน

เวลที่เกิดทุภิกขภัย อุทกภัย หรือ วาตะภัย ตัวอย่างเช่น พระปริตรในมนต์บทที่ว่า อาฏานา

ฏิยปริตรสูตร จะเห็นว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเสด็จเพื่อจะปลดเปลื้องภัยพิบัติ เรียกว่าทุ

ภิกขภัย ก็คือ ภัยแล้งที่ทำให้เมืองโกศลนครทั้งมลรัฐแล้ง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน แล้งจน

คนตายเกลื่อนเหมือนกับใบไม้ร่วง มันไม่มีน้ำมีท่ากิน จนกระทั่งชาวโกศลต้องมาขอทูลเชิญ

เสด็จ พระผู้มีพระภาคเจ้าต้องเสด็จไปโปรดชาวบ้านแถวนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จ

เทวดาผู้อภิบาลรักษาพระพุทธเจ้า ก็ตาม เทวดาอภิบาลตาม พวกพรหมทั้งหลาย พระพิรุณ

พระอินทร์ พระสำคัญๆ ที่อยู่ประจำทิศ ก็ตาม เห็นภัยพิบัติเกิดขึ้น ก็บันดาลให้ฝนตก พระ

พุทธเจ้าท่านไม่ได้ทำอะไร เพียงแค่เสด็จ พวกเทวดาก็จะทำหน้าที่ อย่างนี้เป็นต้น แล้ว

ท่านก็ผูกพระปริตรให้พระโมคคัลลานะเหาะขึ้นไปกลางอากาศ หว่านน้ำพระพุทธมนต์ขับ

ไล่เสนียดจัญไร
อย่างนี้เป็นต้น อย่างนี้ถามว่า มันเกี่ยวกันไม๊
งั้น มนุษย์กับสังคมพระสงฆ์เนี่ย มันปฏิเสธในการที่จะมีปฏิสัมพันธ์ในระดับที่สามารถทำได้

แต่ไม่ถึงขั้นว่า เราจะต้องไปเลี้ยงลูกเลี้ยงเต้าให้ ไม่ถึงขั้นว่า ต้องไปซักผ้าซักผ่อน ยกเว้น

แม่พ่อของตัวเอง
คุณมนัส    ก็น่าจะขยายความให้กับน้องๆ หลายๆ คน ที่อาจจะได้รับโอกาสมาวัดอ้อน้อย

วันนี้เป็นครั้งแรก แล้วก็ เอ๊ ทำไมผมถึงได้นำเข้าสู่การสนทนาธรรมในวันนี้ ด้วยเรื่องของ

ปัญหาราคาแพง พระก็มีส่วนช่วย คนก็มีช่วยเหมือนกัน กลับไปน่าจะไปตอบคำถาม

เพื่อนๆได้ด้วยดี
หลวงปู่    ที่จริงนะ ชั้นอยากจะเรียกร้องด้วยซ้ำนะ วัดที่มีรายได้เยอะๆ ทั้งหลาย ข้างๆ วัด

ก็มีสลัมเยอะแยะ มีคนยากคนจนก็มากพอสมควร เค้าน่าจะช่วยได้ทำได้ โดยไม่ต้องไป

ออกข่าววิทยุ หนังสือพิมพ์ หรือ ต้องประกาศโฆษณาอะไร ถ้าคุณมีใจเป็นกุศล กรุณาต่อ

ชาวบ้าน สงเคราะห์ อนุเคราะห์ชาวบ้าน อาหารบิณฑบาตร ไม่ต้องลงทุนลงแรงเหมือนกับ

ชั้นก็ได้ แค่บิณฑบาตรมา มีข้าวเหลือไปส่งตามโรงเรียน ตามสลัม ตามเด็กยากจน ชั้นทำ

มาตั้งแต่พรรษาแรก ถ้าคุณไปสืบประวัติ จะเห็นได้ว่า พรรษาแรกชั้นบวชมา บิณฑบาตร

มีข้าวเหลือ พอตกเพล ชั้นก็จะใส่กระป๋องๆ หิ้วไปแจกในโรงเรียน โรงเรียนวัดคลองเตย

หรือไม่ ก็เดินนับหมอนรถไฟ ไปตามสลัม ถ้าไม่ไปเอง ก็ให้เด็กไปส่งไป ทำมาตั้งแต่

พรรษาแรก แล้วเราก็มีความรู้สึกว่า เออ ชาวบ้านเค้าตกทุกข์ได้ยาก เดือดร้อน มีภัยพิบัติ

เราก็ต้องช่วยเหลือเกื้อกูล ชั้นว่า มันขึ้นอยู่กับสำนึก สำนึกของความเป็นมนุษย์ ถ้าเรายังไม่

ได้เป็นพระอริยเจ้า พระอรหันต์ สิ่งเหล่านี้ มันก็เป็นปฏิสัมพันธ์ แล้วชั้นก็ไม่ได้หวังว่า จะ

ให้ใครมาให้ ไม่ได้หวังว่า ชั้นให้คุณวันนี้แล้วคุณจะต้องมาตามให้ชั้น ไม่เคยคิดเลย ไม่

สนใจด้วยว่า จะมารับหรือไม่รับ ไม่สนใจว่า รู้จักชั้นหรือไม่รู้จักชั้น
ชั้นมีหน้าที่ให้ ก็ให้ ให้มันจบๆ ให้ด้วยความรู้สึกว่า เออ ให้ เราอยากให้ เราอยากจะช่วย

เหลือเกื้อกูล ไม่ได้ต้องมาถ่ายรูป ออกหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ เอาหน้า ทำบุญเอาหน้า เดี๋ยว

ก็หน้าใหญ่เป็นหอย
คุณมนัส    เป็นยังไงฮะ
หลวงปู่    ก็เอาหน้าเดินต่างตีนไง    เอ้า พวกอยากได้หน้า ก็ต้องเป็นอย่างนี้ไง เอาหน้าเดิน

ต่างตีน หน้ามันใหญ่กว่าตีน เอ้า จริ๊ง จริง นี่พูดเรื่องจริง สมัยก่อนที่ชั้นไปแจก ตอนที่เค้า

อุทกภัยกันน่ะ       น้ำท่วม ชั้นเอาข้าวสาร อาหารแห้งไปไล่แจก ชั้นไม่ไป ก็ให้ชาวบ้านไป

ใช้อ้ายพวกลูกศิษย์ เค้ามาเล่า พวกส.ส พอเห็นเข้า โบกมือ นักการเมืองโบกมือ แล้วถามว่า

ทำไม โดดขึ้นรถเลย  พวกนี้ไปแล้วมีโทรโข่ง พี่น้อง เราได้เอาข้าวมาแจกท่านแล้ว เออ

มันพูดไปได้หน้าด้านๆ อ้ายพวกเอาของไปแจก มันเกาหัว งง อะไรวะ ของ ก็ของกู แล้ว

มึงมาพูดได้ไงว่า เราได้เอามาแจกแล้ว เนี่ยประมาณนี้เลยล่ะ นักการเมือง เมืองไทย
เราก็เลยปลอบกับเค้าว่า ไม่ต้องคิดมาก พวกนี้วันข้างหน้า ชาติหน้ามันจะเอาหน้าเดินต่างตีน

มันจะเอาหน้าไถไปตามแผ่นดิน มันจะไม่มีตีนเดิน เพราะชอบ อยากได้หน้าไง
งั้น จึงอยากจะบอกว่า ชั้นทำ เพราะชั้นอยากทำด้วยความรู้สึกว่า ชั้นอยากให้ แล้วมีความ

รู้สึกว่า เห็นสัตว์ตกทุกข์ได้ยาก แล้วเราทนอยู่ไม่ได้ ทุรนทุราย
โอย สมัยก่อนนี้ ตอน IMF เด็กไม่มีเงินกินข้าวในโรงเรียน พ่อแม่ไม่มีตังค์ รัฐบาลให้

หัวละ 5 บาท จากเดิมหัวละ 15 ตัดลงลดเหลือหัวละ 5 เด็กจะไปกินอะไร หัวละ 5

โรงเรียนจะมาทำอะไรได้
ชั้นลงทุน ไปขอชั่วโมงที่จะสอนหนังสือ วิชาธรรมศึกษาในโรงเรียน เค้าบอกว่า ไม่มีเวลา

เพราะไม่มีกิจกรรมสอน ไม่มีอยู่ในนโยบายจะให้พระไปสอนในโรงเรียน ชั้นบอกว่า เอา

อย่างนี้ไม๊ คุณไม่มีข้าวกินตอนกลางวันเด็กๆ ชั้นทำกับข้าวมาแลกกับชั่วโมง วันหนึ่งชั้นทำ

6,000 กว่าคน ทำตั้งแต่ตี 3 ชั้นลุกขึ้นมาทำกับข้าว เสร็จแล้วพอ 8 โมง รถแต่ละ

โรงเรียน แถวอำเภอกำแพงแสนนี่ทุกโรงเรียนมีประมาณร่วม 30 กว่าโรง เอารถมาเข็น

ทั้งข้าวทั้งขนมทั้งอาหาร พอถึงเวลาเราก็ส่งพระไปสอน ทำอยู่จนกระทั่งเค้าปลดหนี้     เค้า

มีเงินสนับสนุนทุนการศึกษามากขึ้น เราก็เลยเลิกทำ ทำอยู่เป็นปี ทำทุกวัน พอตกเย็นก็เริ่ม

ล่ะ
งั้น ทำมาก่อน ทำแล้วก็มีความรู้สึกเป็นสุข ถามว่า ทำเรา เหนื่อยไม๊ มันก็เหนื่อย พอทำ

เสร็จแล้ว มันก็สบาย ผ่อนคลาย
งั้น จึงอยากจะบอกว่า อ้ายคนที่จะทำแบบนี้ ไม่จำเป็นว่า ทำแล้วให้คนชม  มาพูดถึงคุณ

ถามเรื่องนี้ ไหนๆ พูดแล้ว ก็เลยอยากจะพูดว่า
ทำแล้ว ไม่ต้องให้ใครเค้าชมว่า เราดี
ทำแล้ว ไม่ต้องให้ใครเค้าดูว่า เราเป็นผู้ดี คือ ทำไม่ต้องอวด ทำแล้วไม่ต้องไปประกาศ

โฆษณา เพราะความดีมันเหมือนน้ำ ไม่ใช่ว่า เราจะได้ดีเพราะคำชม แต่เราดี เพราะเราทำดี

ดีเพราะหัวใจที่เอื้ออารีและเป็นดีที่มีอยู่ในหัวใจเราจริงๆ นั่นแหละ เค้าเรียก ผู้ทำดีแบบ

ชนิดปิดทองหลังพระ
อ้ายทำดีแล้วโฆษณา ดีแล้วประกาศ ดีแล้วเรียกร้อง ดีแล้วก็เชิญชวนให้คนมาสนับสนุนตน

ยกย่องสรรเสริญตน นั่นเค้าเรียก ดีเอาหน้า
ชั้นกลัวจะเกิดเป็นหอยทาก ปู่ย่าตายายสอนอย่างนี้แหละ เราก็เลยไม่กล้าจะดีเอาหน้า เคย

เห็นหอยทากไม๊ ขึ้นต้นเสา ขึ้นโอ่งน้ำ ขึ้นอะไร เนี่ย อ้ายพวกนี้ ทำดีเอาหน้า มันก็จะเป็น

พันธุ์นี้ เอาหน้า หน้าใหญ่กว่าตีน สุดท้ายก็เลยไม่เหลือตีน มีแต่หน้าไถไปตามพื้น
งั้น ทำดี อย่าเอาหน้า ทำดี อย่าอวดดี แต่จงเป็นดีที่อยู่ในหัวใจที่เอื้ออารี และเป็นดีที่มีอยู่

ในหัวใจจริงๆ แล้วไม่ต้องให้ใครเค้าชม ไม่ต้องให้ใครเค้ามานิยมยกย่อง ดีจริงๆ ไม่ต้องมา

ให้อะไรเรา เพราะยังไง เราก็เป็นคนดี
ชั้นอบรมพระกรรมฐานทั้ง 4 จังหวัด จนกระทั่งลูกศิษย์ชั้นแต่ละจังหวัด มันตั้งเป็นสำนัก

ปฏิบัติธรรมกันไปทั่ว ชั้นเป็นครูพวกเค้า คนเค้าถาม ทำไมไม่ตั้งเป็นสำนักปฏิบัติธรรม
บอก ปฏิบัติธรรมนี่ ต้องมีสำนักเหรอ
ไม่จำเป็น
เพราะเป็นสำนักปฏิบัติธรรม แล้วมันก็จะได้ยศ ได้อุปัชฌาย์ ได้ขั้นตำแหน่ง ได้เงินสนับ

สนุนไง
เราก็เลยบอก ไม่จำเป็น ชั้นมีปัญญาหากินหาอยู่ได้ ไม่ต้องมาให้อะไร แล้วก็มีชีวิตอยู่

ดำรงชีวิตอยู่อย่างชนิดที่ไม่ขุ่นเคือง ขาดแคลนถึงขนาดต้องไปบอก ขอร้อง ขอเชิญชวน หรือ

โฆษณา
งั้น จึงอยากจะบอกว่า แล้วเราจะเป็นคนดีที่กล้าจะยิ่งใหญ่อย่างภาคภูมิ
แต่ถ้าดี เพราะอยากได้หน้า เราจะไม่ภาคภูมิ
ใครช่วยลด Echo ลงหน่อยเฮอะ เสียงมันก้องกังวาล
คุณมนัส    แข่งกับเสียงฝน
หลวงปู่    ไม่ เสียงนี้มันเสียงกล่อมไง หัวมันจะตกไง
งั้น อยากจะบอกท่านทั้งหลายว่า ทำดีไม่ต้องให้ใครเค้าชม ลูก
ให้ใครเค้าชม ให้ใครเค้านิยมน่ะ อัปรีย์
ทำดี ไม่ต้อง เหมือนกับการดื่มน้ำในยามกระหาย หรือ ยามร้อน ยามทุรนทุราย มันจะสด

ชื่น แจ่มใส ด้วยตัวเราเอง อย่างนั้น เค้าเรียก คนดี จริงๆ ให้จำเอาไว้
คุณมนัส    ครับ ก็เริ่มกันวันนี้ด้วยหลักธรรมที่ใกล้ตัวพวกเรามากที่สุด ช่วงนี้ ขอนำทุกท่าน

เข้าสู่รายการปุจฉา วิสัชนา .....บันทึกเทปรายการไปด้วยนะครับ หลายๆท่านก็แวะ

เวียนเข้ามาถามว่า รายการออกอากาศวันไหน ก็ทุกวันเสาร์เวลา 9 โมงเช้า ถึง 10 โมง

ตรง ทาง TNN 2 มีสัญญาณ True ก็สามารถรับชมได้ พวก Cable ก็สามารถ

รับชมได้ แล้วก็มีรายการย้อนหลังให้ดูเพิ่มเติม
เพราะฉะนั้น วันนี้มีคำถาม มีปุจฉาเข้ามา ท่านหลวงปู่ หลากหลายเรื่องมาก ผมพยายาม

แยกออกมี 4-5 ประเด็น ประเด็นแรก เรื่องของหลักธรรม ประเด็นที่ 2 เรื่องของ

ครอบครัว การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันสามี ภรรยา ลูก แล้วก็มีปัญหาเรื่องสุขภาพ แล้วก็ปัญหา

ตกท้ายเป็นสาระคำถาม คือ ถามแบบถามๆ คือ อยากจะถาม ก็ตั้งคำถามมา เพราะฉะนั้น

คำถามที่อยู่ข้างหน้าผม ยังมีไม่มากเท่าไหร่ ถ้าวันนี้จะมีคำถามเพิ่มเติมมาอีก ส่งเข้ามาได้

เลย
ปุจฉา    ความว่างในอรูปพรหม ต่างจากความว่างในการเข้าสู่นิพพานอย่างไร มีวิธีการที่

จะไปยังนิพพานนั้นหรือไม่ เราจะเป็นไปโดยอัตโนมัติหรือเปล่า
วิสัชนา   ว่างในอรูปพรหม มันยังมีความหมายของคำว่า ว่าง ยังถือว่า มีรูปในความว่าง แต่

ว่างในคำว่า นิพพาน มันเป็นสภาวะธรรม ที่เป็นความว่าง ก็คือ ว่างจากความไม่ยึดถือ ไม่

พันธนาการ ไม่รัดรึง ไม่ผูกพัน ไม่ตกเป็นทาส ไม่อยู่ในอำนาจการครอบงำของสิ่งใดๆ
แต่ว่างในอรูปพรหม มันยังมีพันธนาการ มันยังมีความยึดถือ มันยังมีความรัดรึง ยังมีอัตตา
ถามว่า เพราะอะไร
ก็มันยังมีไตรวัฏฏะไง มีเกิด มีแก่ มีเจ็บ มีตาย
อรูปพรหมนี่ มีเกิดไม๊
มีสิ พอหมดกรรม หมดบุญ แล้วมีอะไรเป็นเครื่องผูกพัน
ว่างในอรูปพรหม ยังพ้นกรรมได้ไม๊
ไม่ได้ ยังมีกรรมอยู่
อรูปพรหม ยังมีกรรมอยู่ แต่เป็นกรรมชนิดหนึ่งที่จัดว่า เป็นมหากุศลกรรม แล้วพอพ้น

หมดจากมหากุศลกรรม แล้วมันก็ต้องมาอยู่ในวัฏฏะ คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เพราะพระ

พรหมยังมีจุติ ยังมีอุบัติ ยังมีเคลื่อน
แต่นิพพาน มันไม่มีจุติ ไม่มีอุบัติ ไม่มีเคลื่อน แล้วมันพ้นจากพันธนาการของไตรวัฏฏะ คือ

เกิด แก่ เจ็บ ตาย แล้วมันก็พ้นจากพันธนาการของกฏแห่งกรรมทั้งปวง
จึงต่างกันอย่างนี้แหละ จบ ที่จริงแล้ว มันต้องไปถามอรหันต์นะ
คุณมนัส    ต้องถามผู้รู้ก่อน กว่าจะไปถึงพระอรหันต์
หลวงปู่     คือ คนที่จะตอบได้อย่างนี้ มันจะต้องเป็นพระอรหันต์นะ หรือไม่ก็ ต้องเป็นครู

ของพระอรหันต์
คุณมนัส   สาธุซิครับ สาธุ
หลวงปู่     ไม่รับมุขเล๊ย
คุณมนัส     ก็รู้สึก พระอรหันต์ในพุทธกาลอย่างนั้น ก็นึกไปแบบนั้น
หลวงปู่     อ้อ เหรอ
ปุจฉา    ลูกหายใจเข้าและออก  1 นาที  หายใจ 6 ครั้ง แบบนี้มากหรือน้อยไป เจ้าค่ะ
วิสัชนา    เออ เอามาเป็นประมาณไม่ได้ เพราะอยู่ที่สรีระของแต่ละคน บางคนปอดใหญ่

บางคนปอดเล็ก บางคนปอดเหล็ก บางคนปอดแฟ๊บ มันไม่เท่ากัน อย่ามาเอามาตรฐาน แต่

ที่เค้าบอกว่า ไม่เกิน 15 หรือ 25 ด้วยเหตุผลว่า เค้านับเอาร้อยเป็นประมาณ ร้อยคนนี่

มันไม่ควรเกินนี้ หลักสถิติเป็นอย่างนี้ แต่ๆ ละคนๆ มันมีเหตุปัจจัย บางทีบางครั้งคนที่

สามารถจะหายใจเข้าอย่างดื่มด่ำ อย่างสดชื่น แจ่มใส ไปปรุงชีวะ กว่าจะหายใจออก ก็ใช้

เวลาผ่านไปเป็นนาทีแล้วก็มี ยิ่งคนที่อยู่ในนิโรธะสมาบัติ เค้าหายใจนาทีละครั้ง ก็ยังทำได้

เพราะว่า นิโรธมันต้องใช้พลังงานภายใน แล้วมีการเผาพลัง ภายในน้อยที่สุด ไม่งั้น จะอยู่

ในสมาบัติได้ถึง 3 เดือน 6 เดือน อาทิตย์ ปี อย่างนี้ โดยไม่กินไม่ดื่ม ได้อย่างไร ยิ่ง

หายใจออกถี่เร็ว ก็ยิ่งเผาผลาญพลังงานได้เร็ว การกิน การดื่ม ก็ต้องมากขึ้นตามมัน
งั้น ให้รู้ไว้ว่า หายใจถี่เร็วมากเท่าไหร่ อวัยวะภายใน เซลล์อวัยวะภายในก็อายุสั้นมากเท่า

นั้น การเผาผลาญพลังงานภายในกาย ก็มากขึ้นเท่านั้น แล้วที่แน่ๆ ก็คือ เซลล์สมองเรา บาง

ทีลมออกซิเยนมันไปไม่ถึงนะ หายใจ 10 ครั้ง มันมีออกซิเยนไปนิดเดียว แต่กลับ

หายใจครั้งหนึ่งมีออกซิเยนไปเลี้ยงสมองได้ทุกครั้ง หายใจเข้ามีออกซิเยนไปเลี้ยงสมอง

การเจริญเติบโต การพัฒนาเซลล์สมองกลับดีกว่า
สรุปรวมๆ ก็คือ หมอทั่วโลกเค้าวิจารณ์มาแล้วว่า หายใจช้าๆ ผ่อนคลาย มันเป็นประโยชน์

ต่อหัวใจกับสมอง แต่หายใจหอบถี่เร็ว ไม่เป็นประโยชน์ต่ออะไร และเป็นโทษต่อหัวใจ ปอด

หลอดลม แล้วสมองก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร มีแต่เสื่อมเร็ว
คุณมนัส    หลวงปู่กำลังบอกว่า ก็คือ สมาธิเราดีๆ นี่เอง การผ่อนลมหายใจเข้า หายใจออก

ที่พระท่านสอนอย่างนี้
หลวงปู่    เออ เราชอบคุยกันเรื่องสมาธิ แล้วเราก็คิดว่า สมาธิมันต้องมีลักษณะ แต่ลมหายใจ

มันเป็นสภาวะธรรมของแต่ละคนๆ ซึ่งมันไม่มีลักษณะอันแน่นอน
คุณมนัส    ไม่เหมือนกันเหรอฮะ
หลวงปู่    ไม่มีลักษณะอันแน่นอน เพราะว่า คน ก็บอกแล้วว่า ปอดเล็ก ปอดใหญ่ หายใจสั้น

หายใจถี่ หายใจยาว หายใจแคบ แต่ละคนลักษณะไม่แน่นอน แต่สมาธิ มันมีลักษณะอัน

แน่นอน ก็คือ มันมีองค์คุณประกอบไปด้วย ปฐมฌาน ทุติฯ ตติฯ จตุฯ ปะทะมะ เพราะ

ฉะนั้น ญาน 5 หรือ ฌาน 4 ที่ชาวโลกเค้าเรียกกัน มันก็มีลักษณะอันแน่นอนที่ต้อง

ผ่านกระบวนการตรงนี้
แต่ลมหายใจของแต่ละคนมีลักษณะอันไม่แน่นอน เดี๋ยวสั้น เดี๋ยวยาว เดี๋ยวเบา เดี๋ยวแคบ

เดี๋ยวลึก เดี๋ยวกว้าง ขึ้นอยู่กับลักษณะในสรีระของแต่ละคนๆ และการฝึกปรือมา แต่ลม

หายใจนี่ อยากจะบอกว่า ถ้าหายใจเป็นเนี่ยนะ ก็อย่างที่เคยสอนไปใช่ไม๊ว่า หายใจเข้า

เหมือนดั่งช้าง หายใจออกเหมือนดั่งงู นั่นแหละ เค้าเรียก หายใจเป็น ถ้าหายใจเข้าเหมือน

สุนัข หายใจออกเหมือนกระต่าย อย่างนี้ ออก ถี่เร็ว อย่างนี้ ตายเร็ว เสื่อมเร็ว แก่เร็ว จบ
ปุจฉา    ถามว่า การระลึกรู้ กับการนึกคิด ต่างกันอย่างไร
วิสัชนา    ระลึกรู้ มันเป็นสภาวะที่มันมีอยู่แล้ว เราก็ไปรับรู้มัน
นึกคิด นี่บางทีบางครั้ง มันไม่มีอยู่ หรือ มีอยู่ แต่เราคิดให้มากกว่าสิ่งที่มันมี
อะไร ทำไมถามโง่ๆ แค่นี้ ก็โง่  รู้ กับ คิด นี่ ยังไม่รู้อีกเหรอ ตายล่ะ มนุษย์โลกไหนวะ กิน

อะไรเป็นอาหารเนี่ย แกลบหรือเปล่า
รู้ กับ คิด มันก็แตกต่างกันอยู่แล้ว
ระลึกรู้ ก็คือ เออ พัดลมมันมีอยู่แล้วเราไปรู้มัน  เออ น้ำมีอยู่แล้วเราไปรับรู้มัน นี่คือ ส่วน

หนึ่ง เรียกว่า รู้เบื้องต้นพื้นฐาน
อ้ายคิดนี่ คือ เออ พัดลมนี้มันหมุน ทำไมมันถึงหมุน เออ เพราะมันมีไฟ แล้วมีไฟแล้ว

ทำไมถึงลมมาข้างหน้า ลมมันไม่ไปถอยหลัง นี่เค้าเรียกว่า คิด ทีนี้ พอคิดแล้วจะรู้ตามไป

อีกว่า อ๋อ เป็นเพราะว่า ใบพัดมันทำองศา ทำมุมกับการหมุน แล้วมันก็ทำให้ลมมาแต่ข้าง

หน้า มันไม่ไปถอยหลัง อย่างนี้เป็นต้น คือ ใบพัดตรงๆ มันคงไม่เป่าลมมาข้างหน้าแน่ มัน

แค่หมุนเฉยๆ เออ แล้วมันหมุนได้ก็เพราะมีกระบวนการสันดาปของพลังงานจากเครื่อง

มอเตอร์ที่พันรอบโดยสายฉนวนแห่งไฟฟ้า อย่างนี้เป็นต้น อันนี้ เค้าเรียก รู้ล่ะ
เพราะงั้น รู้ คิด แล้วก็รู้แจ้ง
รู้ รู้อะไร ก็รู้ว่า เป็นพัดลม รู้แต่เบื้องต้นว่า เป็นพัดลม
รู้อย่างนี้ เค้าเรียก รู้อะไร ปัญญา หรือ สัญญา
สัญญา ความทรงจำ  แต่เราก็ชอบเรียกมันว่า รู้ แล้วก็คิดต่อไป คิดแล้ว จึงจะรู้แจ้ง เรียกว่า

รู้จริง
เพราะงั้น สัญญาเกิดก่อน หรือ ปัญญาเกิดก่อน
สัญญาเกิดก่อน อู้หู ทำไมวันนี้ ถามอะไรลุ่มลึก
คุณมนัส    ได้ยินคำว่า จิต ถามว่า จิตเจอจิต หมายความว่า อย่างไร
หลวงปู่     จิตเจอจิต จิตเจอจิต ก็ปิ๊งสิ
คุณมนัส    ปิ๊งไปเลย
หลวงปู่    มันจะอะไรนักหนา จิตเจอจิต ถามยังไงวะ
คุณมนัส    ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน
หลวงปู่    มันก็คงไม่ต่างอะไรกับหมาตัวผู้ เจอหมาตัวเมียมั๊ง ประมาณนั้นหรือเปล่า
คุณมนัส    นี่เป็น คำตอบนะ ตอบแล้วนะฮะ แล้วก็มีอีก 1 คำถาม เอกัคคตา กับความว่าง

เหมือนกัน
หลวงปู่    เออ ถามบ่อยมากนะ อ้ายข้อนี้
เอกัคคตา ก็คือ ความเอก ความเป็นหนึ่ง เอกะ ก็คือ หนึ่ง ความเป็นเอก เป็นอารมณ์เดียว

เป็นสิ่งเดียว               ไม่มีสอง
ว่าง ก็คือ สภาวะ ก็ได้ เรียกว่า ว่าง อารมณ์ก็ได้ เรียกว่า ว่าง
สภาวะ ก็อย่างเช่น เมื่อกี้บอกไปแล้วว่า นิพพานเป็นอะไร เป็นสภาวะ
อรูปพรหมที่มีความว่างเป็นอารมณ์ เห็นหรือเปล่า อรูปพรหม มีอะไรเป็นอารมณ์
มีความว่าง เป็นอารมณ์ จบ
คุณมนัส    มีปุจฉาสุดท้าย ในหลักธรรมวันนี้นะครับ ในการปฏิบัติธรรมจะวางใจอย่างไร

ไม่ให้เกิดความโลภในการปฏิบัติ หรือความอยากดี
หลวงปู่    ให้ ทำแล้วให้ อย่าทำแล้วกอบ อย่าทำแล้วโกย ทำแล้วโปรด ทำแล้วสละ ทำแล้ว

ให้       หลวงปู่นี่ถือว่า เป็นคนโลภไม๊
โลภ โอย กูงกจะตาย งก ทำทุกอย่าง ถ้ามันจำให้ได้เงิน เดี๋ยวพรุ่งนี้ จะไปขุดมันต่อ งก คน

เค้าชวนไปหาหมอ บอก เอาไว้ก่อน ไปขุดมันเสร็จก่อน เดี๋ยวขุดมัน ไปขุดมัน ตอนนี้มัน

กำลังจะได้ราคา โลละ 2 บาทกว่า ซื้อเฉพาะ หรือเค้าฟังเราด่าบ่อยๆ ก็เลยให้ 2 บาท

ไม่รู้ แต่คนอื่นเค้าให้บาทกว่านะ เพราะของอาตมาหัวใหญ่ไง ใช้ปุ๋ยดี ใช้ปุ๋ยมีผลมันใหญ่

กว่า เพราะว่า หัวหนึ่งตั้งร่วม 10 กว่าโล เออ เค้าก็เลยให้ 2 บาท ก็เลยต้องรีบไปขุด

เดี๋ยวพรุ่งนี้ ไปขุดๆ ซักอาทิตย์หนึ่ง ไม่แน่ใจ
เพราะฉะนั้น หลวงปู่เป็นคนโลภไม๊
โลภ ได้ตังค์มา ทำอะไร
ทำบุญ
เออ ทำพระบ้าง ซื้อข้าว ซื้อหมู ซื้อไก่ เอามาแจกชาวบ้านบ้าง ยังไงๆ เราก็ต้องแจกทานอยู่

ตลอดอยู่แล้ว ใช่ไม๊ ที่วัดนี้ แจกทาน ปีหนึ่ง 2 หน 3 หน บางปี 4 หน 5 หน ยังไง

มันก็ต้องแจกอยู่แล้ว อย่างนี้ ก็ทำตลอดทุกเดือนดีกว่า ขายบ้าง แจกบ้าง แล้วแต่
เพราะงั้น โลภ แล้วให้ ไม่เสียหาย
แต่ถ้าโลภแล้วหวงนี่ น่ารังเกียจ โลภแล้วหวง โลภแล้วห่วง โลภแล้วโดนพันธนาการในสิ่งที่

ตัวเองแสวงหา อ้ายนี่น่ะ คับแคบ โลกส่วนตัวของเราก็จะกลายเป็นผู้น่ารังกียจสำหรับคน

ทั้งหลาย  แต่โลภแล้วให้ ไม่เสียหาย จบ
ปุจฉา   ศีล ข้อ 3 กาเมฯ ถ้าหากเราต้องไปเกี่ยวข้องกับคนที่เจ้าชู้ ถือว่า เราผิดศีลข้อ 3

หรือเปล่า
วิสัชนา   เออ เอาทุจริต 3 มาทียบ ลูก กายทุจริต วาจาทุจริต แล้วก็มโนทุจริต อ้ายมโน

ทุจริตเนี่ย แม้มันจะไม่มีคำว่า มีกิ๊ก มีก๊อก มีชู้  มันมีคำสอนในหลักธรรมว่า โลภอยากได้

ของเขา พยาบาทปองร้ายเขา ก็ตามที แต่อ้ายโลภอยากได้ของเขา มันรวมถึงว่า อ้ายนั่น

เมียใคร อ้ายนั่นคนของใคร มันอย่างนี้ โลภไม๊  มีตัณหา มันมาจากรากเหง้าของตัณหา

ความทะยานอยาก โลภที่มีมาจากอะไร มันมาจากความอยาก แล้วความอยากเป็นอะไร

เป็นตัณหา เป็นตัวตัณหา ตัณหา คือ ความอยาก งั้น เมื่อโลภมันมาจากตัณหา ตัณหามันทำ

ให้เกิดความโลภ หรือความอยาก แล้วอ้ายอยากเป็นผัวชาวบ้าน อยากเป็นเมียชาวบ้าน

อยากได้กิ๊ก ได้ก๊อกเนี่ย มันเป็นตัณหาไม๊
(เป็น)
เป็นความโลภไม๊
(เป็น)
เป็นความอยากไม๊
(เป็น)
เออ มันก็จัดอยู่ในคำว่า มโนทุจริต แม้เพียงแค่คิด ก็ผิดศีลแล้วล่ะ จบ
คุณมนัส    คิดให้ดี ถ้ามีกิ๊กนี่ วัยรุ่นเค้าบอก ไม่ใช่แฟนนะ กิ๊กไม่ใช่แฟน แต่เอาไว้เจอ

เวลาแฟนเผลอ หรือภรรยาไม่อยู่ แล้วแอบออกไปเจอกิ๊ก แต่วันนี้ เปลี่ยนไปล่ะ
หลวงปู่    ว่า
คุณมนัส    เค้าบอกให้เลือกเอา มี 2 อย่าง  ก.ไก่เหมือนกัน อยากมีกิ๊ก หรือ อยากจะมีกุ๊ก

ถ้ากุ๊ก นี่คือ แม่บ้าน คือภรรยาที่อยู่บ้าน คอยทำกับข้าวให้กิน ถ้าไม่มีกุ๊ก ก็ไม่มีข้าวกิน ก็

ต้องเลือก จะเอากิ๊ก หรือ กุ๊กฮะ งง เพราะว่า หลวงปู่ไม่มีภรรยา ไม่ค่อยเข้าใจ
หลวงปู่    กำลังตามมุขไง
คุณมนัส   ฝึกก่อน ผมกำลังพยายามอยู่ ไม่ทันหลวงปู่ซักที
ปุจฉา    คนที่เกิดมาแล้ว ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ อยากทราบว่าอดีตชาติว่า ไปทำกรรมอะไร

เอาไว้
หลวงปู่    กลับมาคุยอ้ายกิ๊ก อ้ายกุ๊ก ก่อนได้ไม๊
คุณมนัส    เอาไว้ตอนท้าย มะโนโสเร่ มีเยอะเลยครับ
หลวงปู่   ไม่ คนนี่มันจะทำลายเครดิทของตัวเอง รู้ไม๊ อ้ายที่ไม่ซื่อตรงต่อลูก ต่อผัว ต่อเมีย

ต่อครอบครัวตัวเองเนี่ย เค้าเรียกว่า ผู้ที่ไว้วางใจไม่ได้ วางใจไม่ได้ เป็นคนที่ไม่ซื่อสัตย์ ไม่

ซื่อตรง เกิดภพชาติต่อๆ ไป ตัวเราเองจะโดนตระบัดสัตย์จากคนอื่น คนอื่นเค้าจะไม่ซื่อตรง

ต่อเรา จะหลอกลวง จะปลิ้นปล้อน จะตลบแตลงต่อเรา
งั้น ถ้าเราอยากได้ความซื่อตรงจากคนอื่น เราก็ต้องให้ความซื่อตรงต่อคนอื่น แต่ถ้าเราคิดว่า

เราอยากได้ความซื่อตรง ความเที่ยงธรรม ความจงรักภักดี ความซื่อสัตย์ แต่เราดันให้

ความตระบัดสัตย์ ความไม่ซื่อตรง ความไม่เที่ยงธรรม ความตลบแตลง ปลิ้นปล้อน ตลด

ตอแหล หลอกลวง แล้วใครเค้าจะให้เรา ใครเค้าจะเอาความซื่อตรง ความซื่อสัตย์ที่ไหนมา

ให้เราได้
งั้น คนเนี่ยทำลายตัวเอง ทำร้ายตัวเอง แล้วสิ่งเหล่านั้นเป็นกรรมไม๊
อ้ายไม่ซื่อตรงนี่ เป็นกรรมไม๊
เป็น
อีกิ๊ก อีก๊อก อีไก่ ทั้งหลาย เป็นกรรมไม๊
อืม เป็น ก็รับกรรมไปเฮอะ จบ
คุณมนัส    เรื่องพ่อลูก แม่ลูก ยังไม่หมด มีอีกนะฮะ
หลวงปู่    เมื่อกี้ ถามว่า ยังไม่ตอบเลย
คุณมนัส    อ้อ เมื่อครู่ถามว่า ถ้าเกิดมาแล้ว ไม่ได้อยู่กับพ่อกับแม่ อดีตชาติทำกรรมอ้นใด

เอาไว้คับ
หลวงปู่    ที่จริง แต่ละคนมีกรรมอันไม่เหมือนกัน สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม เรามีกรรม

เป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ กัมมะพันธุ กัมมะปฏิสัมปันโน มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรม

เป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นเครื่องอาศัย เพราะฉะนั้น การที่เราเกิดมาแล้ว ไม่ได้อยู่กับพ่อกับ

แม่ บางทีบางครั้ง เราอาจจะไปพรากลูกนก ฉกลูกปลา ทำร้ายครอบครัวชาวบ้านให้เสื่อม

เสีย หรือว่า ให้พลัดพรากจากกัน ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัย คนโบราณเค้าเชื่อกันอย่างนี้นะ เวลา

ไปยิงนกตกปลา เค้าจะบอก เฮ้ย อย่าไปยิง มันมีลูกอ่อน อะไรอย่างนี้ จะไปเอาไก่มาเชือด

เอาเป็ดมาเชือด หรือว่า เอาหมู วัว ควาย มาเชือด นี่ต้องถามว่า มีลูกอ่อนไม๊ โบราณเค้าจะ

ไม่ชอบ เค้าจะถือ เค้าจะสอนลูกสอนหลานว่า ถ้าไม่อยากพรากพ่อพรากแม่ ก็อย่าไปพราก

ลูกนก ฉกลูกกา แล้วก็ทำร้ายครอบครัวใครให้เสียหาย
นี่เป็นกรรมที่เค้าเชื่อกันมาว่า มีผลส่งให้ไม่ได้อยู่กับพ่อ ไม่ได้อยู่กับกับแม่  ไม่ได้อยู่กับ

ครอบครัว แล้วก็พลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก จบ
คุณมนัส    หลวงปู่กำลังจะบอกว่า ถ้าอยากจะรู้อดีตชาติของตัวเอง ก็ต้องเร่งเรียนรู้ โดย

การทำให้ตัวเองเกิดตัวรู้ขึ้นมา
หลวงปู่     ก็กระบวนการรับรู้นี่ มันมีได้จากเริ่มต้น การรับรู้จากสัญญา คือ ความทรงจำ มี

คนพูดให้ฟังก่อน แล้วเราก็มีศรัทธา คือ ความเชื่อในสิ่งที่เราฟังมาในระดับที่สามารถจะค้น

หา พิสูจน์ได้ อย่างนี้ เค้าเรียกว่า คิด สัญญานำพาให้คิด พอคิด แล้วเราก็เกิดความรู้ชัด รู้แจ้ง

รู้กระจ่าง รู้จริง จบ
คุณมนัส    คำถามต่อเนื่อง ถ้าเกิดมาแล้ว เป็นพ่อแม่ลูกกัน ก็ถือว่า ได้กระทำอะไรต่อกันมา

นี่เป็นปุจฉาหรือเปล่าฮะ น่าจะเหมือนคำตอบเมื่อครู่ที่ท่านหลวงปู่ได้วิสัชนาไป
หลวงปู่     อ้ายพ่อแม่ลูก นี่มันมีลักษณะนะคุณ มันมีอภิชาตบุตร อวชาตบุตร ลูกที่เป็น

อวชาตบุตร คือ ลูกที่มันล้างผลาญพ่อแม่ เกิดมาทำให้พ่อแม่น้ำตาเช็ดหัวเข่า หัวอกระบม

กลัดหนอง ร้องไห้แทบน้ำตาเป็นสายเลือด อะไรอย่างนี้ เค้าเรียกว่า อวชาตบุตร
อ้ายลูกที่เป็นอภิชาตบุตร คือ ลูกที่ทำแต่ความเจริญรุ่งเรืองทั้งร่างกายและจิตใจพ่อแม่
อ้ายพวกที่เป็นอวชาตบุตร ก็เป็นเจ้ากรรมนายเวรของเรา
อ้ายลูกที่เป็นอภิชาตบุตร ก็คือ ลูกที่เป็นลูกหนี้เรา เค้าตามมาใช้หนี้เรา
อ้ายลูกที่เป็นอวชาตบุตร ก็คือ ลูกที่เป็นเจ้าหนี้เรา มันตามมาทวงหนี้เรา
ทีนี้ ก็ต้องย้อนกลับไปว่า เฮ้ย มึงน่ะ เจ้าหนี้กู หรือ ลูกหนี้กูวะ ต้องถาม
มีลูก หันไปมองหน้ามัน ถาม เฮ้ย มึงน่ะ ลูกหนี้หรือเจ้าหนี้
แม่ ตังค์ อ้า นี่ มึงเจ้าหนี้แน่ๆ เลย ขอตังค์อย่างเดียวเลย ไปถามย่า หลวงปู่ไม่เคยแบมือขอ

ตังค์ตั้งแต่เล็กๆ ไม่เคยขอ ให้ก็เอา ไม่ให้ก็ไม่เอา ไม่รู้ กูเป็นลูกหนี้หรือเจ้าหนี้ แต่ไม่เคยขอ

เพราะหลวงปู่เป็นคนที่ ถ้าอยากได้อะไรต้องหาเอง ทำเอง ตั้งแต่เล็กๆ มาแล้ว อายุ

ประมาณซัก 4-5 ขวบ ก็เริ่มล่ะ รับจ้างเค้านับถุง เค้าพับกระดาษ พับถุงแล้วก็โยนเป็น

กองๆ ใช่ไม๊ เราก็จะไปนั่งรวมนับ ร้อยนึง สองร้อย สามร้อย นับได้ก็แลกท๊อฟฟี่ อยากกิน

ท๊อฟฟี่ ก็ไปช่วยเค้านับถุง
คุณมนัส     คุณย่าหรือโยมแม่หลวงปู่เคยว่า  ตอนหลวงปู่ยังไม่ได้เข้าสู่เพศสมณะไม๊ฮะ
หลวงปู่    เออ เด็กๆ น่าจะเคย พอโตแล้ว ไม่เคยได้ยินแกว่า เพราะหลวงปู่ก็ไม่เคยพูดกับ

แก
คุณมนัส   เพราะมีปุจฉามาว่า วาจาของบุพการีมีความศักดิ์สิทธิ์เพียงใด ด่าแล้วเป็นจริง

อย่างนั้นหรือเปล่า
หลวงปู่    หลวงปู่จำความได้ ไม่เคยได้ยินย่าด่านะ ไม่เคยได้ยินด่า เพราะเราเป็นคนไม่เคย

เถียงแก เราก็เลยไม่ทำให้แกด่า แล้วเราก็ไม่ชอบพูดกับแก ไม่ใช่ไม่ชอบพูด เพราะหลวงปู่

ไม่รู้จะพูดอะไร เพราะหลวงปู่เป็นคนพูดน้อยมาก สมัยเด็กๆ นี่ ยิ่งไม่อยากพูดใหญ่ เฉยๆ

มีงานก็ทำ ถ้าแกใช้ก็ทำ ถ้าไม่ใช้ เราเห็นอะไรที่ควรทำ เราก็ทำ
งั้น คำพูดของบุพการี ก็ไม่ค่อยเห็นแกให้พรชั้นนะ แต่ชั้นเชื่อในวาจาสิทธิ์ของพ่อแม่ พ่อ

แม่ให้พรใคร ถือว่าเป็นยอดของพรในสวรรค์ ยิ่งใหญ่กว่าพรของสวรรค์อีก ถ้าพ่อแม่สาป

แช่งลูกหลานคนไหน ก็ถือว่า เป็นคำสาปแช่งของนรกเลยล่ะ งั้น อย่าทำให้พ่อแม่ต้องสาป

แช่ง แล้วชั้นเชื่อว่า ไม่มีพ่อแม่คนไหนที่สาปแช่งลูก
คุณมนัส    มันเป็นไปเพราะอารมณ์
หลวงปู่    อันนั้น ไม่เรียกว่า สาปแช่ง
คุณมนัส    ถือว่า ไม่มีเจตนา
หลวงปู่    เออ ไม่มีเจตนาที่จะฉุดกระชากลูกหลานให้ตกต่ำ ด่ามันว่า อ้ายสันดาน เออ ด้วย

ความคุ้นเคย อย่างนี้เป็นต้น งั้น วาจาของพ่อแม่นี่ศักดิ์สิทธิ์ แล้ววาจาพ่อแม่จะศักดิ์สิทธิ์ได้

ก็อย่าพร่ำเพรื่อ เห็นวันนี้ มีคนไข้มา พาเด็กผู้หญิงวัยรุ่น อายุประมาณซัก 14-15 มา

หา บอกว่า อยู่ดีๆ เด็กคนนี้ก็นั่งพูดเอง แล้วก็ ปากมุบมิบๆ เราก็มองหน้าพ่อมองหน้าแม่

อ้ายลูกมันไม่เป็นอะไรหรอก อ้ายที่เป็น ก็คือ พ่อแม่ มึงเลี้ยงลูกไม่เป็นหรือเปล่า ไปคุมมัน

มากไปหรือเปล่า มันเครียด ไม่รู้จะระบายกับใคร ก็เลยนั่งพูดกับตัวเอง อีกหน่อยมันก็

ประสาทกิน
งั้น พ่อแม่ต้องระวังด้วยนะ บางทีบางครั้ง กำกับดูแลพฤติกรรมลูกมากไป ก็ทำให้ลูกเครียด

ก็หาทางระบายไม่ได้ คุยกับใครก็ไม่ยอมให้คุย งั้น กูก็คุยกับตัวเองเสียเลย แล้วพอพูด

อย่างนี้ เด็กมันดีใจ มันชอบใจเลยล่ะ มันพยักหน้าๆ
คุณมนัส    ไม่ใช่ว่า ร่างใครจะมาทรง
หลวงปู่     ไม่ใช่ ทีแรกพ่อแม่เข้าใจว่า ใครมาทรงไง นึกว่าลูกจะเป็นบ้าไง จริงๆ แล้ว พ่อ

แม่กำกับหมดทุกทิศเลยไง ลูกจะไปทางไหน ก็ไปไม่ได้หมดไง อันนี้แหละ คือ พ่อแม่

รังแกลูก ทำให้ลูกไม่มีทางออก ต้องเหลือทางให้เค้าบ้าง แล้วเป็นทางที่เรามั่นใจได้ว่า เป็น

ทางปลอดภัย ไม่ใช่ทางอันตราย ไม่ใช่อ้ายนู่นก็ห้าม อ้ายนี่ก็ห้าม อ้ายนั่นก็หวง อ้ายนี่ก็ไม่

ได้ สุดท้าย เด็กก็ขังอยู่ในคุกของอารมณ์
จำไว้ว่า ทุกข์อย่างอื่นน่ะ 3 ปี 5 ปี เค้าก็ปล่อยแล้ว ไปติดคุก ติดตะรางเนี่ย ทำผิดเนี่ย 3

ปี 5 ปี ปล่อย แต่ถ้าเป็นทาสของทุกข์ของอารมณ์เนี่ยนะ ไม่รู้กี่ร้อยชาติ มันจะออก ราคะ

คุก โทสะคุก โมหะคุก โลภะคุก เนี่ยนะ ไปติดคุกเหล่านี้เข้านะ ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันชาติ จึงจะออก
งั้น เจริญสติไว้มากๆ บำเพ็ญจิตให้ส้องเสพอยู่ในกุศล มันจะได้ไม่ต้องติดคุก ติดตะราง จบ
คุณมนัส     ท่านเดิม มีปุจฉา เคยได้ยินมาว่า พ่อแม่จะเลี้ยงลูกตอนที่เค้ายังเป็นผ้าสีขาวอยู่

แต่ในมุมกลับ เมื่อลูกโตขึ้น อยากดูแลพ่อแม่ เมื่อตอนเป็นผ้าสี สองสิ่งนี้ เรื่องใดลำบากกว่า

กัน
หลวงปู่      ถามตัวเอง ถามคนอื่นได้ยังไง ตัวเองมีลูก มีผัว มีครอบครัว มีภาระกรรมต้องใช้

ต้องเลี้ยงดูคนอื่น แล้วเราสามารถไม๊ สามารถที่จะเลี้ยงพ่อแม่ไปพร้อมๆ กันด้วยได้ไม๊ ให้

มีความสุขเท่าเทียมกันไม๊ ถ้าสามารถ ก็ถือว่า เราเป็นลูกกตัญญู แต่ถ้าไร้สามารถ ก็เออ ชั้น

ต้องเลี้ยงลูกชั้น แม่ก็หากินเอง พ่อก็อยู่ตามลำพังเอง อ้ายอย่างนี้ เค้าเรียกว่า ลูกกาฝาก มา

อยู่เพื่อดูดน้ำเลี้ยงให้มันหมดไป
เณรรุ่นนี้ ชั้นจะสอนมนุษย์ 3 พันธุ์ ไว้
พันธุ์แรก พันธุ์กาฝาก
พันธุ์ที่ 2 คือ พันธุ์มะละกอ
พันธุ์ที่  3 คือ พันธุ์เดรัจฉาน พันธุ์เดรัจฉานมันจะเสพอย่างเดียวไง มันไม่สนใจจะสร้าง

จะเสริม จะส่งให้มันรุ่งเรืองเจริญ จ้องจะเสพ มันก็เลยเรียก พันธุ์เดรัจฉาน
อ้ายพันธุ์กาฝาก ก็อยู่เพื่อเกาะน้ำเลี้ยง ดูดจนกระทั่งต้นไม้มันแห้งตาย แล้วก็กระโดดเกาะ

ไปอยู่ต้นอื่นต่อ ไม่ทำประโยชน์อะไรให้กับสิ่งที่ตัวเองอยู่อาศัย อย่างนี้ เค้าเรียกว่า พันธุ์

กาฝาก
อ้ายพันธุ์มะละกอ คือ ไม่ฝึก ไม่ศึกษาไม่สั่งสม ไม่อบรม ไม่เรียนรู้ ไม่พัฒนา อยู่ให้รอเน่า

ไปวันๆ ไส้กลวง ไม่มีไส้ เรียกว่า ไม่มีแก่นสารสาระของชีวิตใดๆ อย่างนี้ เค้าเรียกว่า พันธุ์

มะละกอ
สอนให้พ่อแม่กลับไปดูว่า ลูกกูอยู่พันธุ์อะไร แล้วถ้ามันอยู่พันธุ์ไหน ก็ต้องชี้ให้เห็นชัด
แล้วก็พันธุ์มนุษเทโว มนุษย์ที่มีแก่น มีสาร มีสาระ ก็ต้องฝึก ศึกษา สั่งสม อบรม เรียนรู้

แล้วก็สามารถนำพาความรู้ที่ศึกษาสั่งสม มาพัฒนาตัวเองและเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ อย่างนี้

เค้าเรียกว่า มนุษย์ที่มีแก่นสาร มีสาระ
สมัยนี้ มีมนุษย์พันธุ์มะละกอเยอะไม๊
เยอะ บางทีจบปริญญามา ทำอะไรยังไม่เป็นเลย
จบได้ไง
ก็ทำข้อสอบ
ทำให้สอบได้ แต่ว่าเอามาทำชีวิตตัวเองไม่ได้ แก้ปัญหาชีวิตตัวเองก็ไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น

อย่างนี้ เค้าเรียก มนุษย์พันธุ์มะละกอ เรียนแล้วมันต้องเอามาพัฒนาการ มาบูรณาการ มา

ประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน จนทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด
สมัยโบราณ เค้าส่งลูกหลานไปเรียนเนี่ย เพื่อเอามาเลี้ยงครอบครัว เลี้ยงตัวเอง มาเป็นที่พึ่ง

ของตนและคนรอบข้าง จึงจะส่งไปเรียน เดี๋ยวนี้ ส่งไปเรียน แล้วกลับมายังมาพึ่งพ่อแม่

เหมือนเดิม อย่างนี้เค้าเรียกมนุษย์พันธุ์กาฝากผสมมะละกอเลย ไม่มีอะไรเหลือเลย สอง

พันธุ์มารวมกันเลย อย่างนี้ ไม่ดี ไม่ถูกต้อง แล้วก็จ้องจะเสพอย่างเดียว บางคนเรียนจบ

ปริญญาโท ส่งมันไปเมืองนอก กลับมายังมาติดยาอีก เออ ยังเอาโรคมาให้อีก อย่างนี้เป็นต้น

อย่างนี้ ก็ถือว่า มนุษย์เลวครบสูตรล่ะ จบ
ปุจฉา    ชีวิตคู่ สามีภรรยา ถ้ารักกันดีก็ไม่มีปัญหา ถ้าวันหนึ่งต้องตัดสินใจเลิกรา ถ้าจบกัน

ด้วยดี ก็ไม่มีปัญหา  แต่ถ้าต้องเลิกรา ฝ่ายหนึ่งบอกเลิก อีกฝ่ายหนึ่งไม่เต็มใจ ฝ่ายถูกบอก

เลิก เสียใจ  ดิ่งลงไปลึกๆ เกิดอาการอาฆาต โกรธ เหมือนกับถูกคนรักทรยศ บางคนถึงกับ

ฆ่าตัวตาย กินยาตายก็มี ถ้ามองในแง่กรรมว่า เป็นเรื่องของกรรม จะหมายความว่า ไม่ต้อง

มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรับผิดชอบเลยใช่หรือไม่ ใครอยากทำอะไร ก็ต่างคนต่างทำ
วิสัชนา     อ้ายนี่ มันรายการอะไร ตอบปัญหาหัวใจ เออ มันจะอะไรกันมากมายนักหนา

ออกจากท้องแม่มา ก็ไม่เห็นคาบผัวมาด้วย อยากเลิกก็ ตัวใครตัวมัน มึงก็ไปทาง กูก็ไปทาง

ก็จบกันแล้ว หรือออกจากท้องแม่มา ร้อง ผัว ผัว ผัว   แม่ ผัวหนู   แม่ ผัวหนู มันก็ไม่ใช่

แล้จะมาอะไรกันนักหนา แน่นอนล่ะ ชีวิตต้องมีการผูกพัน แล้วถ้าเราตัดสินใจจะเลิก ทำไม

ต้องโวยวาย เลิก ก็คือ เลิก จบ มันจะไปยากเย็นเข็นใจอะไรมากมายนักหนา เค้าไม่เห็นดีเรา

เราไม่เห็นดีเค้า ก็อยู่ร่วมกันไม่ได้ ก็เป็นธรรมชาติ ฟันกับลิ้นมันไม่ถูกกัน มันก็กัดกันเป็น

ธรรมดา
เพราะฉะนั้น อย่าคิดมาก ให้มันเรื่องมาก คิดน้อยๆ แล้วเรื่องมันก็จะน้อยในบางเรื่อง หลาย

เรื่อง ควรคิดให้มาก เพราะถ้าไม่คิด มันจะมีเรื่องมากๆ อ้าว จริ๊งจริง
อ้ายเรื่องที่ไม่ควรคิด เพราะคิดมาก มันก็จะเกิดเรื่องมากๆ เช่น เรื่องพวกนี้ มันไม่ควรคิด

มาก เออ อีตอนเจอหน้ากัน ปื๊ดป๊าด ก็แหม ตดหอมเหลือเกิน พออยู่ไปๆ มันนอนตดใส่

ถีบตกตียง อีห่านี่ ตดรดกู ว่าเข้าไปนั่น มันรับกันไม่ได้ เพราะคิดมากไง เริ่มคิดมาก พออี

ตอนอยู่กันแรกๆ ไม่คิดมาก ตดน้องก็หอมหมด ตดพี่ก็หอมดี พออยู่ไปมากเข้าๆ มันเริ่ม

คิดมากใช่ไม๊ คิดมากไม๊
แหม พูดอย่างกับกูมีมาหลายคู่แล้ว
คุณมนัส    เปิดซักรายการไม๊ฮะ ทางเคเบิลก็ได้ ตอบปัญหาคู่รัก
หลวงปู่    เพราะฉะนั้น อย่าคิดมากในเรื่องที่ไม่ควรคิดมาก แล้วจะได้ไม่มีเรื่องมาก จงคิด

ให้มากๆ ในเรื่องที่ควรคิด แล้วเรื่องมากก็จะไม่ขึ้น เมื่อเราคิดได้เยอะขึ้น รอบคอบขึ้น
แต่เรื่องพวกนี้ ไม่จำเป็นต้องคิดมาก เลิก ก็คือ เลิก เราพอใจจะเลิกไม๊ล่ะ เค้าไม่เห็นดีเรา

เราไม่เห็นดีเค้า เมื่อต่างคนต่างไม่มีดีกัน ก็จบล่ะ เพราะทุกวันนี้ เราอยู่ด้วยดีของกันและกัน

ไม่ใช่เหรอ ก็บอกแล้วนี่ อีตอนจะมีผัว มีเมีย อย่าไปดูดีของกัน มีคนมาขอฤกษ์แต่งงาน

หลวงปู่
มึงรักเค้าเหรอ
รัก
มึงรักเค้าเหรอ
รักค่ะ
มึงดูหรือยัง อ้ายนี่ ชั่ว
ไม่รู้ค่ะ
มึงดูหรือยังว่า อ้ายนี่ กะล่อน
ยังไม่รู้ค่ะ
งั้น ไปดูซะ อีนี่มันชั่ว แรด ดอกทอง
อ้ายนี่มันกะล่อน เชื่อไม่ได้
คุณมนัส    ตกลงได้ฤกษ์กลับไป หรือ ได้เลิก ครับ
หลวงปู่   เอ้า เรื่องจริง กูบอกไปเลย อย่างนี้เลย อีนี่มันแรด ดอกทอง
คุณมนัส    เวลาจะมาปฏิบัติธรรม มาได้ แต่ถ้าจะหาคู่ให้ลูกล่ะ อย่ามา
หลวงปู่   อย่ามาวัดนี้ แล้วอ้ายนี่มันก็กะล่อน เชื่อไม่ได้ ไร้สาระ เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ มึงเห็น

หรือยัง
ยังไม่เห็น
อ้าว ไปเห็นซะ แล้วรับกันได้ไม๊ ถ้ารับได้ เออ มึงไม่ต้องมาขอฤกษ์ มึงแต่งได้เลย ทุกฤกษ์

แต่ถ้ารับไม่ได้ อ้ายนี่กะล่อน ดอกทอง แรด อะไร เดี๋ยววันหลัง มันโผล่ขึ้นมาแล้วทำไง น้ำ

ลดตอผุด ถูกไม๊
คุณมนัส    ครับ
หลวงปู่   แล้วมันจะอยู่ด้วยกันได้ไม๊ เพราะฉะนั้น นี่แหละ สัจธรรมเลยล่ะ
เจอหน้ากัน มึงดอกทองหรือเปล่า ถามเลย มึงแรดไม๊  เวลาไปจีบผู้หญิง อย่าพูดเพราะ
คุณมนัส    ถามตรงๆ แบบนี้เลย
หลวงปู่    เออ ดอกทองหรือเปล่า มึงแรดไม๊ มึงตอแหลหรือเปล่า ถามไปตรงๆ เลย ผู้หญิง

ก็ถาม มึงกะล่อนไม๊ มึงสันหลังยาวหรือเปล่า ถามให้เห็นความไม่ดีของกันและกันให้ชัด

แล้วเรายอมรับมันได้ไม๊ ถ้าเรายอมรับได้ อุ๊ย อ้ายคู่นี้มันอยู่กันจนแก่จนเฒ่า ถือไม้เท้า

ยอดทอง กระบองยอดมะกรูดเลยล่ะ
คุณมนัส    คนที่ถาม เค้ากังวลเรื่องกรรมที่จะต่อเนื่องไปอีก
หลวงปู่   เอ้ย ก็ไม่คิดมาก ก็ไม่มีกรรมแล้ว ถ้าคิดมาก ก็กรรมไปเยอะแยะแล้ว
กรรมใครเป็นคนทำล่ะ
(เรา)
เอ๊อ เราไม่คิด มันก็ไม่ทำ
คุณมนัส   ทั้งหมดนี่เป็นวาระของกรรม คนสองคนมาเจอกันด้วยเวลาอัน
หลวงปู่     บวชกันทั้ง 2 คนแหละ แต่คนละวัด
 คุณมนัส    มีปัญหาต่อเนื่อง เรื่องวาจาอันศักดิ์สิทธิ์ของผู้เป็นพ่อเป็นแม่ เป็นเรื่องจริง แม่

บอกลูกว่า เป็นอรหันต์ของลูกขณะถูกคนล้อมจะทำร้าย ลูกโทรศัพท์กลับไปหาแม่ แล้วแม่

บอกลูกไปว่า ให้ระวัง แต่ว่าลูกกลัวมาก ก็เลยโทรฯไปหาแม่บ่อยขึ้นๆ เหมือนขอที่พึ่งเป็น

กำลังใจให้กับตัวเอง แม่ก็เลยพูดออกไปว่า ระวังตัวนะ เดี๋ยวจะถูกยิงตาย แล้วต่อมาลูกก็ถูก

ตายจริงๆ
หลวงปู่   แล้วไง
คุณมนัส    ผมถามเองว่า แบบนี้ วาจาแม่ศักดิ์สิทธิ์ไม๊
หลวงปู่    แม่อาจจะคิดไปเองก็ได้ ลูกตายไปแล้ว ก็เลยมานั่งนึกเสียใจว่า เออ ไม่น่าพูดคำ

นั้น คนมันจะตาย ไม่พูดก็ตาย ความตายคนไม่ใช่อยู่ที่คำพูด มันอยู่ที่การกระทำของบุคคล 

งั้น คนจะตาย ยังไงก็ตาย ไม่จำเป็นต้องพูดหรอก จบ อย่าคิดมาก
คุณมนัส    มีคำถามว่า วันที่ 20 พฤษภาคม หลวงปู่จะไปแสดงธรรมที่ดอกบัวคู่หรือเปล่า

จะได้เตรียมตัว
หลวงปู่    เออ เห็นเค้าก็ ฝ่ายนู้นเค้าก็ท้ามาเหมือนกันนะ เห็นเค้าบอกว่า จะหาคนมาซักให้

จมไปเลย เออ เค้าท้ามา อาตมาไม่ไป ก็จะขายขี้หน้า เสียเชิง ชายชาญ
คุณมนัส    รับคำท้าใช่ไม๊ฮะ
หลวงปู่    รับ
คุณมนัส   งั้น เจอกัน 20 พฤษภาคม สวนหลวงร. 9 นะครับ
หลวงปู่   จะอะไรกันมากมายนักหนา เค้าบอกว่า เค้าจะหาคนมาซักให้จนกระทั่งจน ตอบ

ไม่ได้เลยล่ะ เออ ไม่เป็นไร อาตมา ตอบไม่ได้ กูก็บอก ตอบไม่ได้ ไม่เห็นจะต้องไปอะไร

เอ้า มึงเห็นกูมีมาดเหรอ กูไม่มีมาดอยู่แล้ว ไม่มีอะไร ไม่ได้อะไร กูไม่เหลืออะไร กูตาย

แน่ๆ  จะไปอะไร จะต้องไปรักษาหน้า รักษาตา มีเครดิต หลวงปู่เป็นคนไม่มีมาด ไม่มี

เครดิต กูไม่มีอะไร เอ้ย ตอบไม่ได้ ก็บอก ตอบไม่ได้ โง่ ก็บอก โง่ จะต้องไปวางมาด อวด

ฉลาด จะไปอะไรมากมาย เราไม่ใช่ผู้วิเศษ ไม่ใช่รู้หมดทุกเรื่อง ยังไม่ได้เป็นพระสัพพัญญู

ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า จะไปกลัวอะไร งั้น ไม่ห่วง
คุณมนัส   งั้น เช้า ดอกบัวคู่
หลวงปู่   อ้าว เดี๋ยวเจอกัน ตัวต่อตัว ไม่มีรุม
คุณมนัส   บ่ายต่อที่โรงพยาบาลทหารเรือไม๊ครับ
หลวงปู่    ไป เออ ตามไปด้วยเลย 2 ที่
คุณมนัส   ครับ มีคำถามมา บอกว่า พระรุ่นใหม่ที่เปิดจองโดยกำหนดให้มี เนื้อทอง เงิน

นาก ของหลวงปู่ อยากให้ช่วยแจ้งราคาเท่าไหร่
หลวงปู่    ยังนึกไม่ออก ราคายังนึกไม่ออก เดี๋ยวถามสวรรค์ ฟ้าดินก่อน ตอนนี้ยังนึกไม่ออก

จบ
ปุจฉา   เคยประสบอุบัติเหตุรถชน แขนหัก ขาหัก ตอนนี้ทานยากระดูกเบอร์ 48 เป็น

ประจำ จะต้องทานคู่กับยาตัวอื่นด้วยหรือเปล่า
หลวงปู่   ยากระดูกนี่มันจะมีแคลเซี่ยม กินได้ในระดับหนึ่ง อย่ากินประจำเยอะแยะไป

เพราะร่างกายเราได้แคลเซี่ยมจากอาหาร เครื่องดื่ม เช่น นม ไม่จำเป็นต้องกินยาจนกลาย

เป็นอาหาร แต่ถ้ามันเป็นโรคกระดูกผุ กระดูกพรุน อย่างนั้น ไม่เป็นไร ควรจะต้องกิน กิน

ด้วยเหตุผลของความจำเป็น แต่ไม่ใช่กินเพราะว่า อยากกิน มันไม่เหมือนกับพวกน้ำยา

ปรับธาตุ หรือ พวกเอนไซบำรุงตับ พวกนี้ มันกินได้ ไม่ได้เสียหาย มันไม่มีพิษอะไรต่อ

ร่างกาย
น้ำยาปรับธาตุ วันนี้มีคนท้องแก่ ท้องแล้วก็ดันเป็นเบาหวาน เบาหวานขึ้น 3-400

หมอกลัวว่า ลูกออกมาแล้วตาจะบอด แล้วก็ไม่รู้ใครไปแนะนำให้กินน้ำยาปรับธาตุ กินจน

กระทั่งไปวัดแล้ว เบาหวานไม่มีเหลือเลย หายหมด วันนี้ มันก็เลยมาขอบคุณแล้วจะมาถาม

ว่า จะออกลูกได้เมื่อไหร่ กูก็เลยลุกขึ้น เดินหนีเลย ยายสุนันทาเค้าบอก เดี๋ยวซิ บอกเค้า

ก่อนซิว่า จะออกลูกยังไง ออกให้ปลอดภัย
อ้าวๆ มึงบอกเองแล้วกัน เค้าก็หัน ให้หนูปลอดภัยนะ เออ หลวงแม่ๆ เค้าจัดการเสร็จ
งั้น น้ำยาปรับธาตุกินแล้วไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อร่างกาย พวกเป็นเบาหวาน ความดัน หัวใจ

ไขมันอุดตัน ไขมันเลือดสูง กินได้ ไม่สียหาย คนท้องแก่กินแล้วยังมีสุขภาพดี ปกตินี่

น้ำตาลเค้าไม่ให้เกิดขึ้นในเวลาท้อง คนท้องนี่เค้าไม่ให้มีน้ำตาลมาก สูงขนาดนี้มันเป็น

อันตรายต่อเด็กในท้อง แล้วยาอะไรกินเข้าไป เค้าก็ต้องคิดมาก เพราะว่า มันจะไประคาย

เคืองต่อเด็กในท้อง นี่ ไม่รู้ใครเอาน้ำยาปรับธาตุให้กิน มันกินทุกวัน เช้าขวด เย็นขวด

เดือนนึง หรือ 2 อาทิตย์ ไปตรวจ น้ำตาลลดเป็นปกติ เค้าก็เลยมาขอบคุณ
งั้นก็ ยาบางอย่างมันเป็นผัก กินได้ไม่เสียหาย แต่ยาบางอย่าง มันเป็นยา กินเฉพาะจำเป็น

ที่จะกิน จบ
ปุจฉา    คุณตาท่านนี้ ไม่ได้เป็นเบาหวาน อายุ 74 ปี เป็นแผล ต้องล้างแผลเกือบ 10 ปี

แล้วครับ
วิสัชนา    ไม่น่าใช่ ถ้าไม่ได้เป็นเบาหวาน มันต้องหายเร็วกว่านี้ ต้องดูว่า เป็นแผลส่วนไหน
คุณมนัส    จะรักษายังไง จะทานยายังไง
หลวงปู่     ที่จริง แผลแค่ล้างให้สะอาด แล้วอย่าไปทาอะไรที่มันระคายเคือง เวลาล้างก็ใช้

น้ำสะอาดก็ได้ น้ำเกลือก็ได้ น้ำเกลือที่ให้ร่างกาย อันนั้นน่ะล้างแผลได้ดี เพราะเนื้อเยื่ออ่อนๆ

จะไม่ถูกทำลาย ล้างสะอาดแล้วก็ซับให้แห้งด้วยสำลีหรือผ้าที่มันสะอาด แล้วก็เอาน้ำผึ้งแท้

ชโลมให้ทั่ว แล้วก็ปิดปากแผลเอาไว้ น้ำผึ้งแท้มันจะรักษาเนื้อไม่ให้เน่าต่อไป และช่วยให้

เนื้อเกิดขึ้นได้ดี แล้วก็เป็นยาปฏิชีวนะอ่อนๆ โดยเฉพาะพวกแผลเบาหวาน แผลเน่าเปื่อย

พุพอง ใช้น้ำผึ้งแท้ๆ ทาดีมาก
เมื่อวานหรือเมื่อวานซืน มีหมอจากโรงพยาบาลนครปฐมมาหา เป็นงูสวัด กินยามาหลายปี

แล้ว มันไม่หายเสียที อากาศร้อน มันก็จะปะทุขึ้น หลวงปู่ก็เลยแนะนำให้ไปเอาน้ำแข็งยูนิต

น้ำแข็งสะอาดๆ เอาล้างที่แผล ใช้น้ำแข็งทา ทาที่เริมหรืองูสวัด ทาจนกระทั่งน้ำแข็งมัน

ละลาย แล้วรู้สึกกว่าแผลมันจะเย็น แล้วก็ซับให้แห้ง เสร็จแล้วใช้ขี้ผึ้งเทพโอสถ หรือไม่ก็

น้ำมันมนต์ทา เห็นเมื่อวานบอกว่า แผลแห้งแล้ว ทาอยู่ 2-3 วัน แผลแห้ง ไม่งั้นจะยิ่งพุ

ยิ่งอากาศร้อนๆ อย่างนี้ มันชอบมาก เชื่อไวรัสมันไม่ชอบอากาศเย็น มันเจริญเติบโตได้ดี

ในอากาศร้อน ยิ่งโรคปากเปื่อย เท้าเปื่อย ใช้น้ำแข็ง แช่น้ำแข็ง บอกเอาไว้เลย ใช้ได้ทุกขณะ

ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย จบ
ปุจฉา    มีอาการก้มเงย เวียนศีรษะ แต่บ้านไม่หมุน แต่ตัวเองจะหมุน หมอบอกว่า เป็น

อาการของลมในหูไม่เท่ากัน จะรักษาอย่างไร
วิสัชนา    มันมีหลายอย่างนะ ลม หลายสาเหตุนะ อย่างวันนี้ก็มีคนไข้มา อยู่ดีๆ เวียนศีรษะ

คนเดียวกันนี่หรือเปล่าไม่รู้ หลวงปู่เลยให้กินยาขับลม อายุมากๆ 50-60 ขึ้น บางคน

50 ขึ้นก็เป็น ลมตีขึ้นเบื้องบน เป็นแค่ขณะหนึ่งๆ เท่านั้น แต่ไม่ใช่เป็นตลอดกาล บางคน

เป็นแล้วไม่เข้าใจ ก็จะตกใจ งั้น เค้าก็ให้กินยาขับลม ยาหอมเทพโอสถหรือไม่ก็ ยาขับลม

ไปกินซะ วันละ 5 เม็ด เช้า เย็น ก็จะดีขึ้น แล้วเช้าๆ ก็ดื่มน้ำขิงกับงาป่นหรือไม่ก็ถั่วลิสงคั่ว

ก็จะช่วยได้ จบ
ปุจฉา    อาการเส้นคอไหล่ตึงมาก ตอนนี้ กินยาแก้อักเสบกับยาคลายเส้นของหลวงปู่ แล้วมี

เวลา ก็ไปให้หมอนวดจับเส้น อาการดีขึ้น แต่ตอนนี้มีอาการ ลมขึ้นเบื้องสูง อยู่ดีๆ มันก็เป็น

มันเป็นยังไงครับ
วิสัชนา    เครียด สาเหตุของอาการลมขึ้นเบื้องสูง มันเกิดจากความเครียด
คุณมนัส   มึนหัวด้วย
หลวงปู่    เออ ถ้าไม่เครียด แล้วระบบลมหายใจดี ถูกต้อง ปราณในร่างกายเดินสะดวก มัน

ไม่มีปัญหา วิธีแก้ก็คือ อย่าเครียด แล้วก็หายใจแบบอักษรสวรรค์ คือ หายใจเข้า ลึกๆ กว้าง

ลึก เต็ม รู้ หายใจออก เบา ยาว หมด รู้ สัก 10 กว่าครั้ง ก็จะดีขึ้นล่ะ จบ
คุณมนัส    มีลูกศิษย์ท่านหลวงปู่ ฝากถาม
หลวงปู่   สุดท้าย
คุณมนัส   ถามสุขภาพของหลวงปู่ด้วย ตาข้างซ้ายของท่านหลวงปู่ตอนนี้เป็นอย่างไร แล้ว

ก็สุขภาพของหลวงปู่ตอนนี้เป็นอย่างไร เพราะเห็นหลวงปู่บอกว่า งานหนักมาก
วิสัชนา   อืม มันก็ยังใช้งานได้ จะต้องจารพระถึง 2 หมื่นกว่าองค์ ก็ทุกวันนี้ ก็วันหนึ่ง

500 องค์บ้าง 300 องค์บ้าง มีเวลาก็จารตอนดึกๆ หรือไม่ก็ตื่นมาตอนตี 3 ตี 4

ต้องจารให้ได้วันหนึ่งอย่างน้อย 300 องค์ 500 องค์ ไม่งั้น เดี๋ยวไม่ทันวันที่จะต้อง

ประสะโลหิต คือวันแม่ เพราะต้องแช่เลือดประสะโลหิตไว้อีก อย่างน้อยจนกว่าพระจะเสร็จ 

จอง ไม่ได้วันนี้หรอกนะ ใครที่จองพระน่ะ รอพระเสร็จแล้วค่อยได้ ดีไม่ดี ก็ต่างคนต่างไป

ก่อนแหละ จองวันนี้ก็ยังไม่ได้ หลวงปู่ไม่ได้ทำส่งเดช ทำแล้วต้องทำให้ดี ก็ถือว่า เป็นรุ่น

สุดท้ายที่ใช้วิชาประสะโลหิต จบ
คุณมนัส    อันนี้จากผม อย่าเพิ่งไปเก็บมัน ขอนัดไปหาหมอก่อน
หลวงปู่   ไม่ได้ เดี๋ยว ลานมันเค้าจะปิด
คุณมนัส    เดี๋ยวราคาตก
หลวงปู่    เออ เดี๋ยวราคาตก
ปุจฉา    เวลามาวัด มาเจอสิ่งสกปรก ตัวเองก็เก็บบ้าง เข้าห้องน้ำ ห้องน้ำสกปรก ก็ไปล้าง

ห้องน้ำบ้าง จิตใจไม่หงุดหงิดในวัด แต่เวลากลับบ้าน น่าจะเจอคนในบ้าน ไม่รับผิดชอบ

ต้องตามเก็บ ล้าง ทำความสะอาด ก็เลยมองว่า ทำความสะอาดที่บ้าน ต้องทำใจซะ จิตจะได้

ไม่หงุดหงิด คิดอย่างนี้ ถูกไม๊ฮะ
วิสัชนา    คนโง่ ไม่ฉลาด อย่าทำวัด ให้มันกลายเป็นเวจ อย่าทำบ้าน ให้กลายเป็นเวจ ทำ

บ้านให้กลายเป็นวัด ทำวัดให้กลายเป็นวัด เวจ ก็คือ สถานที่รวมแห่งความสกปรก เพราะ

ฉะนั้น เราทำที่บ้านอย่างไร ก็กลับไปทำที่วัดอย่างนั้น ไม่เสียหาย อ้าว มึงทิ้ง กูเก็บ มึงทิ้ง กู

เก็บ เพราะกูเก็บ กูได้บุญ คิดอย่างนี้ ก็สบายใจ ไม่เห็นจะต้องไปอะไรมากมาย เดี๋ยวมันก็

อายไปเอง ไม่อาย เราก็ระอาไปเอง มันต้องมีซักคนล่ะ ที่ไม่อายก็ต้องระอา
เฮอะ ระอา แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ก็เลิกเก็บ พอเลิกเก็บ มึงก็ต้องนอนอยู่กับขยะ ก็เรื่องของมึง

ก็กูระอาแล้วไง มันก็เรื่องของมึง ตัวมึง ห้องกู กูสะอาดพอแล้ว เรื่องของมึง กินข้าว มึงไม่

ล้าง ก็เรื่องของมึง นี่ เค้าเรียก ระอาไปเอง แต่ก่อนจะถึงคำว่า ระอาไปเอง ต้องทำให้มัน

อายไปเองเสียก่อน ทำ มึงไม่ทำ กูทำ กูไม่สนใจหรอก ใครจะสนใจ ไม่สนใจ กูทำ เห็น ทำ

เห็น ทำ หนักๆ เข้า มึงไม่ละอาย กูระอาเข้า ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อย ปล่ยให้มันเป็นไปตามเหตุ

ตามปัจจัย มึงทนได้ ก็ทน มึงทนไม่ได้ ก็เรื่องของมึงอีกนั่นแหละ
มันจะอะไรกันนักหนา ไม่ต้องไปคิดมาก
ถ้าคิดมากแล้วมันก็ต้องมีเรื่องมาก อ้ายเรื่องอย่างนี้ ไม่ควรต้องคิดมาก เพราะคิดมากแล้ว

มันจะทำให้เกิดเรื่องมาก เรื่องในครอบครัวหลายเรื่องที่ต้องคิดมากๆ เช่น ต้องวางแผนใช้

เงินอย่างไร ต้องวางแผนอนาคตลูก ครอบครัวอย่างไร จะทำการค้า ทำลงทุน ต้องคิดมาก

แต่อ้ายเรื่องชีวิต เรื่องอารมณ์ เรื่องสภาวะที่อยู่รอบๆ ตัวเรา อย่าไปคิดมาก เพราะคิดมาก

กับเรื่องคน แล้วมันจะเกิดเรื่องมาก
เวลาคิด ก็ต้องรู้จักคิด เรื่องควรคิด ก็คิด อ้ายที่ไม่ควรคิด ก็อย่าคิด เพราะคิดเป็น มันจึงไม่มี

เรื่องคิด แต่ถ้าคิดไม่เป็น เรื่องคิดมันจะเกิดขึ้นมากมาย แล้วสุดท้าย ก็ปวดหัวคิด
(ฝาครอบพัดลมหลุดหล่น ตกพื้น)
อ้าว อย่าไปคิดมาก
คุณมนัส    คิดมาก เดี๋ยวเครียด
หลวงปู่   เออ อย่าคิดมาก ลูก มันหล่นมาแล้ว เออ อย่างนี้คิดมาก ก็ต้องมานั่งนึก เออ

ทำไมมันจะมาเป็นเฉพาะตัวกูวะ หลายตัวทำไมไม่เป็น
คุณมนัส   อย่าคิดมาก
หลวงปู่   เออ คิดมาก เดี๋ยวมันเครียด
คุณมนัส   เครียด แบบเคียดแค้น ใครลอบวางหรือเปล่า
หลวงปู่    เพราะงั้น เรื่องกับคน พยายามคิดให้น้อย ถ้าคิดมากแล้วเรื่องมากไม่จบสิ้น
คุณมนัส    แต่ไม่รู้ปุจฉานี้ ท่านหลวงปู่ต้องวิสัชนาหรือเปล่า
หลวงปู่    ว่า
ปุจฉา   เพราะมันน่าจะเป็นเรื่องคิดมากไปหรือเปล่า มีปัญหาถามว่า การกำจัดเห็บให้ลูก

สุนัข เป็นบาปเป็นกรรมหรือเปล่า จะทำยังไงดี อันนี้ คิดมากไปไม๊ฮะ
วิสัชนา    ทำไมมึงไม่ถามเห็บ ถามหมาวะ มาถามอะไรกับพระ กูไม่ได้กำจัดเห็บพระนี่
คุณมนัส    จบ
หลวงปู่    เออ พระไม่มีเห็บ ไม่มีหมัด ก็ลองถามมันดูว่า มันชอบให้กำจัดไม๊ อ้าว ถ้าถาม

หมา หมามันตอบได้ หมามันบอกว่าไง หมาบอกว่าไง
(ชอบ)
หลวงปู่     อ้า หมานี่
คุณมนัส    หลงกล ผมไม่ได้ตอนนะเนี่ย
หลวงปู่    หมานี่ อ้าว ถามเห็บ เห็บมันจะว่าไง เห็บจะชอบให้กำจัดไม๊
(ไม่ชอบ)
หลวงปู่     อ๊า ทั้งเห็บทั้งหมานี่ พร้อมเสร็จ เพราะงั้น มันไม่ควรจะต้องมีคำตอบแล้ว คิด

เองด้วยสำนึก ก็รู้ว่า ไม่มีใครในโลก อยากให้ใครกำจัดตัวเองหรอก ไม่ว่าจะสัตว์หรือมนุษย์

มันมีลักษณะคล้ายคลึงกัน มันอยากมีสิทธิอยู่ในโลกใบนี้อย่างเท่าเทียมกับสัตว์ชนิดอื่นๆ

เหมือนกัน
ทีนี้ วิธีอยู่ของมัน อาจจะเอาเปรียบ เบียดเบียน ทำร้าย ทำลาย อันนั้นก็เป็นวิถีชีวิตของ

กรรมส่วนหนึ่งที่มันจะต้องชดใช้ หมาบางตัวมันอยู่ได้ด้วยวิธีการกำจัดด้วยตัวมันเอง เช่น

เวลามันร้อน มันกระโดดลงน้ำ เวลามีเห็บ มีหมัด มันก็ลงไปแช่น้ำ หรือไม่ก็เกา เขย่า อะไร

ก็ว่าไป มันหาวิธีของมันได้ อ้ายหมาบางตัว มันไม่มีวิธีการอะไร มันเอาแต่นอนเกาแล้วก็

ซุกไปเรื่อย อันนั้น ก็เป็นกรรมของมัน
สังเกตุไม๊ว่า หมาบางตัวมันฉลาด มันรู้จักวิธีการที่จะอยู่รอด อ้ายหมาบางตัว มันโง่บรมเลย

มันบัดซบมาก หมาบัดซบ มันอยู่ไม่ได้ คือ มันไม่คิดมาก คือ เป็นหมาบัดซบ
คุณมนัส    แต่นี่ คงจะต้องคิดครับ เพราะปุจฉานี้ น่าจะทิ้งท้ายได้ดี หลังจากที่ออกจากวัดนี้

ไปในวันอาทิตย์ ถ้าไปที่ทำงาน จะไปบอกใปสอนลูกน้องที่ตัวเองรับผิดชอบอย่างไร ให้มี

ความซื่อสัตย์ มีความสุจริต แล้วก็มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเอง หลวงปู่คงจะโยง

เข้ากับโลกปัจจุบันได้อย่างดี
หลวงปู่    ว่า
 คุณมนัส    ก็ปัจจุบัน ปัญหาคอรัปชั่น ปัญหาการไม่ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง และผู้อื่น นั่นเป็น

ปัญหาใหญ่ที่ทุกวันนี้ คนต้องแก้
หลวงปู่    คือ มันก็ไม่ได้เป็นปัจจุบันอย่างเดียวน้า เป็นมาเนื่องนานแล้ว ยืดยาวแล้ว ก็บอก

แล้ว หลวงปู่คุยกับอ้ายพวกผู้รับเหมาทำถนน มันเหมือนกับเค้าล๊อกสเป็คไว้ให้ต้องซ่อม

ถามว่าเพราะอะไร ก็เวลาไปประมูลงาน ใครจะประมูลได้ ก็แล้วแต่ ก็ 30 ร้อยหนึ่งก็ 30

บาท บางที่ก็ 35 ต้องจ่าย อ้ายเหล็กจาก 5 หุน ก็ลดเหลือ 2 หุน อย่างนี้ต้องซ่อมไม๊ล่ะ

เพราะไม่มีใครประมูลงานแล้วอยากขาดทุน เพราะขาดทุน ก็ไม่อยากประมูลอยู่แล้ว เค้า

อยากได้กำไร เมื่อทำแล้วไม่มีกำไร ก็ต้องหาวิธีลดปริมาณ ลดปริมาณแล้ว ใครเป็นคน

ตรวจรับงาน ก็อ้าย 30 % นั่นแหละ เพราะงั้น ถ้าทำงาน 10 กิโลครบ มันก็ต้องย้อน

กลับมาซ่อมตามตูดไป ถ้าไม่อย่างนี้ มันก็เบิกเงินไม่ได้ เบกเงินไม่ได้เพราะอะไร สร้าง

แล้วก็ต้องมีงบซ่อม ถูกไม๊ล่ะ เหมือนกับทางเหนือ ทำไมไฟมันไหม้ไม่รู้จักหยุด ก็มันมีงบ

ดับไฟ
อ้าว จริง นี่เรื่องจริงเลย คนเหนือ เจ้าหน้าที่มาเล่าให้ฟัง มันมีงบดับไฟ จังหวัดหนึ่ง 50

ล้าน 25 ล้าน แล้วถ้ามันไม่มีไฟ มันจะใช้งบได้ไม๊ ถ้าไฟไม่ลุก ไฟไม่ติด มันจะเอาตังค์ที่

ไหน มันจะมาเบิกงบได้ไม๊ มันก็ต้องหางบจุดไฟ เอ้า หลวงปู่ให้เค้าหาคนมาช่วยทำงานใน

โรงงาน เค้าบอก ตอนนี้ไม่มีใครมาหรอกครับ
ถาม ทำไม
มันรับจ้างจุดไฟ วันหนึ่ง 500 ถ้าสูงๆ ลึกๆ ก็ 700 พันนึง ไม่งั้น มันก็ไม่มีงบ มันก็

เบิกงบไม่ได้ ถ้าไฟไม่ลุก มันก็ต้องมีไฟลุกมันจึงจะเบิกงบได้ เหมือนกัน ถ้ามันไม่ตั้งงบซ่อม

ถนนนี่มันอยู่ได้ป็น 10ปี บอกว่า ให้มันหนักขนาดไหน แผ่นดินไทยมันไม่ยุบขนาดนั้น

ถึงขนาดรถหนักวิ่งแล้วยุบพัง ถนนไม่ได้พังเพราะรถหนักวิ่ง ถนนพังเพราะคนทำให้พัง

คนมันทำไว้เผื่อพัง เพราะพังแล้วได้เบิกงบซ่อม
นี่เป็นธรรมชาติ ห้ามตัดนะ ต้องออกด้วย
นี่เรื่องจริง แล้วที่ไหนบ้างไม่ 30% ลองชี้หน้ามาให้เห็นหน่อย ถนนเส้นไหนบ้างไม่ต้อง

จ่าย % มันเริ่มต้นจ่ายตั้งแต่ประมูลแล้ว ถ้าอยากจะประมูลได้ ก็ต้องจ่ายก่อนล่วงหน้า

แล้วอ้ายเงินนี่ยังไม่ได้งานนะ ถ้ารู้ว่าได้ ต้องจ่ายเลย นี่คือ ความเป็นจริง ลูก งั้น ไม่ใช่ว่า

เมืองไทยเราจะไปแก้
แล้วถามว่า รัฐบาลชุดไหน ทุกชุด ทุกชุด มันมีด้วยกันทุกชุด ชุดไหนก็จะมากกว่าหรือน้อย

กว่ากันเท่านั้นเอง อ้าว บางชุดก็สำนึกดีหน่อย ก็ 25 เดี๋ยวนี้เค้าพัฒนาตั้งแต่ 10 15

20 25 ขยับมา 30 เดี๋ยวนี้ขยับมา 35 เค้าบอกว่า น้ำมันแพง ค่าแรงแพง เออ

เพราะงั้น เวลาไปตรวจงาน ก็ต้องไปน้ำมันใช่ไม๊ล่ะ พอไปน้ำมัน ก็ต้องพาลูกน้องไปด้วย

ค่าแรงก็แพงด้วย ก็ต้องขึ้นเป็น 35 %
งั้น ถนนเมืองไทย ทำหัวปี ก็ซ่อมปลายปี ทำปลายปี ก็ซ่อมหัวปี มันก็เป็นอย่างนี้แหละ

เพราะมันมีงบตามตูดมา ถนนเส้นไหนถ้าสร้างแล้วไม่มีงบซ่อม เค้าจะไม่ให้สร้าง เค้าจะ

ต้องตั้งงบตามตูดไปเลยว่า เอ้า สร้างแล้วต้องซ่อม แล้วซ่อมเร็วไม๊ ไม่เร็ว 3 เดือนก็ได้

ซ่อมแล้ว เรื่องจริง 3 เดือน 6 เดือน ก็ได้ซ่อมแล้วถนนเมืองไทย ไม่ต้องรอ ว่า 3 ปี 5

ปี
นี่คือ ความเป็นจริง ยิ่งถนนในตรอก ในซอก ในซอย แว๊บเดียว เดี๋ยวได้ซ่อมแล้ว
อ้าว มึงมาอีกแล้วเหรอ เออ ของเก่ามึงยังไม่จ่ายเงินกูเลย มึงมาอีกแล้ว
นี่ ความเป็นจริงของเมืองไทย เมื่อมันเป็นอย่างนี้แล้วเนี่ย มันยากที่ไปพูดถึงกระบวนการ

และองค์กรอื่นๆ ที่มันจะไปแก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ถ้าตราบใดที่มนุษย์ยังไม่มีสำนึก

ล่ะนะ คนที่ไปอยู่เป็นผู้บริหารบ้านเมือง ไม่มีสำนึก ไร้ความรับผิดชอบ ขาดคุณธรรม

จริยธรรม ไม่กตัญญูต่อแผ่นดิน มันก็เป็นอย่างนี้ ได้มาเท่าไหร่ก็ทิ้ง แล้วมันก็รวมกันเป็น

บ้านๆ ไป
แล้วพวกนี้มันรอดที่ไหน หลวงปู่เห็นอ้ายผู้รับเหมาเมื่อไม่นานมานี้ เป็น ส. ส ลูกชายก็

โดนรถชนตาย อ้ายตัวเองก็ตาย ก่อนหน้านั้นเป็นมะเร็งตาย อ้ายกินถนน กินดิน กินหิน

เนี่ยนะ มันไม่ใช่ตายดีหรอกนะ นักการเมืองใหญ่ๆ เลยละ มันไม่ตายดีหรอก พอเป็นมะเร็ง

เข้า ก็โดนรถชนซ้ำเข้าไปอีก เลยตาย อ้ายสมบัติที่กอบโกยมา ก็ขาย งั้น กรรมมันตามให้

เห็นชัด ถ้าจะคิดก็มองเห็นชัดเลย ทำถนนเส้นไหน ไม่กี่เดือนก็ได้ซ่อม ราดยางตรงไหน

เดี๋ยวก็ซ่อมๆๆ ยิ่งตอนนี้ โอ้โห งบซ่อมถนน ทำถนนนี่เบิกบานเลยล่ะ ใช่ไม๊ เดี๋ยวตรงนั้น

มันรุก ตรงนี้มันหล่น ตรงนั้นมันแตก ตรงนั้นมันร้าว น้ำท่วม ท่วมไม่ท่วม กูก็ซ่อมล่ะ เออ

งั้น มันก็เลยเป็นอะไรที่คนทำอาชีพก่อสร้าง ขับรถสิบล้อ ขายหิน ขายทรายน่ะ ตอนนี้รวย

เพราะรัฐบาลมีเงินตั้งเป็นแสนล้านในการที่จะซ่อมบำรุง ทำ สาธารณูปโภค ถนนหนทาง

โอ๊ย เยอะแยะมากมายเบิกบาน คนไทยก็ยังจนไปอีกล่ะ 3 เดือน 6 เดือน ที่เค้าบอก

ของจะถูกน่ะ น๊าน รอไปเฮอะ จบ
คุณมนัส    ไม่ต้องไปสอนหรอก เริ่มต้นที่ตัวเองก่อนแล้วกัน
หลวงปู่    ใช่
คุณมนัส    ทำดีให้เห็นก่อน
หลวงปู่    คือ เราต้องสอนลูกเราด้วย ทำดีเป็นต้นแบบให้ลูกหลานเราดูด้วย
อย่าไปทำชั่วให้ลูกหลานเราเห็น เพราะมันจะจำเราไป แล้วสุดท้าย มันก็จะทำตามเราได้เป็น

แล้วเรากลายเป็นคนที่เพาะหน่อเนื้อเชื้อชั่วเอาไว้ในแผ่นดินไม่จบสิ้น จบ
คุณมนัส   มีปุจฉาสุดท้ายในมาโนสาเร่ที่ถามได้ทุกเรื่อง
หลวงปู่     เรื่อง
คุณมนัส    ตั้งแต่เรื่องเห็บหมา หมัดหมา ถามได้หมด ปิดท้ายตรงนี้น่าจะโดนใจหลายๆ

คนตรงนี้ ตัวเองยังเป็นหนี้อยู่ มีหนี้ท่วมหัวเลย แต่ว่าอยากจะทำบุญกับท่านหลวงปู่ เพื่อให้

หลวงปู่ได้สบายใจ ทำยังไง
หลวงปู่    ไม่ต้องเลย ชั้นยกพระเนี่ย คนเค้าจะมาทำบุญ ล้านสอง ก่อนหน้านั้น เค้าก็มาบ่น

เรื่อง ธุรกิจ ธุรกรรมโดนโกง ไปก่อสร้างก็โดนเรียก % ต้องไปกู้เค้ามาเพื่อจะไปจ่าย 35

% หมดไป 4-50 ล้าน ดอกอีกเท่าไหร่ กำไรก็ไม่เหลือ ทุนก็หาย กำไรก็หด ของก็ไม่

มีจะมาทำ เงินก็ไม่มีจะมาซื้อของ น้ำมันก็ไม่มีจะเติมรถ ลูกน้องก็ไม่มีจะกิน แต่เค้ามีศรัทธา

เห็นเรายกพระ อยากจะมาทำ จะเอาทองเอาเครื่องประดับไปขาย บอก มึงเอาไปขาย จนก็

ไม่ต้องใส่ แต่ตังค์ที่ได้ให้ไปลงทุน ยังไม่ต้องมาทำบุญ
หลวงปู่ไม่ชอบเอาเงินของใครที่เค้าลำบาก เพราะกูมีปัญญา กูมีสมอง  2 ขากูยังแข็งแรง

2 มือ กูยังทำได้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ ไปขุดมัน ที่ไปขุดมันน่ะไม่ใช่อะไร เพราะว่า รับปาก

โรงเรียนแถวบางเลนเค้าไว้ เค้าส่งรูปมาให้ดู น้ำท่วมมิดหลังคา ทุกอย่างมิดหลังคาหมด แต่

รัฐบาลให้งบมาแสนนึง ไม่รู้มันมาถึงเค้าน่ะ แสนนึง แต่มาเมื่อไหร่ เท่าไหร่ๆ ไม่รู้แต่มาถึง

เค้าแสนนึง แล้วแสนนึงทำอะไรได้ ซ่อมห้องน้ำ ซ่อมคอมพิวเตอร์ ซ่อมห้องคอมพิวเตอร์

ซ่อมห้องเรียน ซ่อมโต๊ะ เก้าอี้ ซ่อมสนามเด็กเล่น ซ่อมสนามฟุตบอลล์ แสนนึง เค้าก็เลย

บอกว่า จะเปิดเทอมแล้ว อุปกรณ์การเรียนก็ยังไม่ครบ ก็เลยรับปาก เดี๋ยวจะไปทอดผ้าป่า

ให้เค้าสักแสนห้าหรือสองแสน ก็เลยจะไปหาสตางค์ เดี๋ยวจะไปขุดมัน ขุดมันขาย เอาตังค์

ไปทำผ้าป่าให้กับโรงเรียน แล้วก็ เด็กนักเรียน อาหารกลางวันก็โดนตัดงบ เอ้อ อะไรมันจะ

อัตคัดขัดสนขนาดนั้น เค้าบอกว่า ภาครัฐหรือว่า อบต อบจ เอาข้าวมาให้ก็ประมาณว่า มัน

จะเป็นฝุ่นอยู่แล้ว เพราะเขียนข้างกระสอบว่า ช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่มันจะเป็นฝุ่นอยู่แล้ว

ข้าวคงเก็บไว้นานล่ะนะ เออ กี่เดือนแล้วล่ะ น้ำท่วมเนี่ย
(.....)
เออ นั่นแหละ ประมาณนั้นแหละ
คุณมนัส    เอาเป็นว่า ทำบุญต้องพร้อมก็แล้วกัน แต่ทำดีให้ถึงพร้อมไว้ตลอดเวลาน่าจะ

เป็นทุนได้ดีที่สุด
หลวงปู่    ไม่ต้องหรอก ลูก เอาให้สบาย ผ่อนคลาย ไม่ต้องลำบาก ไม่ต้องกู้หนี้ยืมสิน เอา

ตังค์มาทำบุญ ไปใช้หนี้เสียก่อน ใช้หนี้เก่า ใช้หนี้ใหม่ อย่าให้เราต้องเบียดเบียน ฝืดเคือง

ในการดำรงชีวิต ทำบุญต้องสบายๆ
หลวงปู่ไม่เป็นสุขหรอกถ้ารู้ว่า รับเงิน แล้วก็ลูกหลานคนนั้นคนนี้ ไปกู้หนี้ยืมสินมา กูทำใจ

ไม่ได้ กูทำใจเหมือนบางสำนักเค้าไม่ได้ ให้ผ่อนส่ง  มันก็ทำไม่ได้ ทำใจไม่ได้ บุญมันผ่อน

กันไม่ได้ เพราะจิตหนึ่งขณะหนึ่งที่ทำ นั่นแหละ เป็นบุญ แล้วจิตที่ผ่อนมันเป็นภาระ มันไม่

ได้บุญ อ้ายนั่น เค้าเอาตังค์ เออ ถ้าทุกจิตมันให้ อ้ายอย่างนี้ เป็นบุญ แล้วมันจะแน่ใจอย่าง

ไรเล่าในเวลาที่ เออ เดือนนี้ กูต้องค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเรียน ค่าอาหารการกิน ค่ารักษาโรค ค่า

เช่าบ้าน ค่ารถ ค่ายานพาหนะเอ้า มีค่าผ่อนบุญอีก แล้วจะทำยังไงละหว่าเนี่ย
อ้าว อย่างนี้ เป็นบุญไม๊
ไม่เป็น จิตมันเป็นภาวะ เป็นความกังวล แล้วมันจะเป็นบุญตรงไหน
ให้ทำบุญเพื่อให้เกิดบุญ ไม่ใช่ทำบุญแล้วได้ตังค์
อ้ายคนได้ แต่อ้ายอีกคนมันเสีย อย่างนี้ ไม่ถูก
ทำบุญ มันต้องได้บุญ
ทำบุญแล้วได้บาป ไปทำทำไม จะมาผ่อนใช้ ไม่เอา เออ จะมาติดไว้ก่อน แป๊ะไว้ก่อนนะ ก็

ไม่เอา ไม่ได้ จิตขณะหนึ่ง ทำบุญ เป็นบุญ แล้วได้บุญแล้ว แล้วจิตดวงต่อมาแน่ใจหรือว่า

จะเป็นกุศล มันอาจจะมีอัพยากฤตจิต อกุศลจิต โลภะมูลจิต โทสะมูลจิต โมหะมูลจิต เกิดขึ้น

แล้วทำเพราะความเสียไม่ได้ เห็นแก่หน้า รับปากไว้ กลัวเสียสัจจะ กลัวเสียชื่อ กลัวเค้าว่า
แล้วพวกนี้ถ้าไม่ให้ ทำเมินๆ นี่ มีส่งหมายมาทวงนะ เออ บัดนี้ ท่านได้ถึงเวลาผ่อนชำระต้น

ทุนใบบุญของท่านแล้ว
กู รู้หมดแหละ กูทำเป็น แต่กูไม่ทำ มีส่งหมายมาทวงอีก เหมือนอย่างกับทวงหนี้เลยล่ะ แต่

ว่าใช้คำพูดเพราะหน่อย ส่งหมายครั้งแรก ยังไม่มาใช่ไม๊
ครั้งที่ 2 ต่อมา ก็มีโทรฯ ด้วย ฮัลโหล คุณพี่ เออ เดือนนี้ยังไม่ได้ผ่อนชำระต้นทุนใบบุญ

ของคุณพี่ เป็นการสั่งสมบารมี เออ เพิ่มต้นทุนให้สูงขึ้น อะไรอย่างนี้
ส่ง โทรฯ มาแล้ว ยังไม่มาอีก ตามถึงบ้านเลย
คุณมนัส    จบ จบ
หลวงปู่    บางคนถึงกับย้ายบ้านหนีเลย บ้านเช่านะ
คุณมนัส     ยังไม่จบ
หลวงปู่   มันกลัวบุญ
คุณมนัส    อันนี้ ไม่ใช่รู้สึกไปเองนะ รู้สึกได้
หลวงปู่    เออ อันนี้เรื่องจริงเลย ไม่ได้คิดเองเลย ไม่ได้รู้สึกไปเอง แล้วเค้าก็หน้าด้านเอาได้

นะ หน้าด้านเอาได้ แต่หลวงปู่ไม่หน้าด้านพอ กูใจไม่ด้านพอ มันร้องว่าไงนะ ใจไม่ด้านพอ
คุณมนัส    ที่จะเอา
หลวงปู่   เออ ใจไม่ด้านพอที่จะเอา กูสู้จนอดตาย ดีกว่าทำร้ายชาวบ้านให้เดือดร้อน จนอด

ตายลำบากลำบน หาเช้ากินค่ำ ฝืดเคือง ทุกข์ยาก ไฟไม่มีเปิด น้ำไม่มีเปิด เออ วัดวาอาราม

มันเศร้าซึมเสียหาย หรือมันซกมก ดีกว่าอ้ายคนที่เค้าทำบุญแล้วจ๊นเอ๊าจนเอา ไม่งั้น หลวง

ปู่ก็คงไม่คิดที่จะช่วยเหลือเกื้อกูล กูตั้งร้านค้า สินค้าครึ่งราคา ทำนู่นทำนี่ทำนั่นเยอะแยะ

มากมาย เพราะทำใจไม่ได้ แล้วเงินที่ทำ ก็ไม่ใช่เงินหลวงปู่ กูก็หาวิธีคิด จับแพะชนแกะ

โยกนั่นโยกนี่ กูทำของกูเรื่อยเปื่อยไปละ มีสมอง มีปัญญา ทั้งแผ่นดินมีแต่เงินแต่ทอง
เอ้า เรื่องจริง คนมีสมอง มีปัญญา มองทุกอย่างเป็นเงินเป็นทอง แต่ถ้าไม่มีสมอง ไม่มี

ปัญญา ทองก็เน่า เงินก็กลายเป็นขี้เถ้า ไม่ได้ประโยชน์
งั้น สำคัญต้องเจริญปัญญา เจริญสติ เจริญความคิด แล้วก็ ทุกอย่างก็จะเจริญตาม
ขอให้ทุกท่านที่รับชมรายการนี้ จงรุ่งเรือง เจริญ ด้วยสติปัญญา อำนาจ พลัง ตบะ และ

ทรัพย์สมบัติทุกท่านทุกคนเทอญ
(สาธุ)
เอ้า ตีมือให้เกียรติ เอ้า คุณปิดรายการ
คุณมนัส    จริงๆ อยากจะบอกว่า ตอนนี้ บ่าย 3 โมง 20 ครับ อยากจะได้ธรรมะของ

ท่านหลวงปู่ในวันสำคัญที่ถือว่าเป็นวันสากลระดับโลกคือ วันวิสาขบูชาที่กำลังจะเวียนมาถึง

4 มิถุนายน แล้วก็เป็นปีพุทธศักราช 2555
หลวงปู่    อุ๊ย ยังอีกนาน
คุณมนัส    ปีฉลองการตรัสรู้ในพุทธชยันตี 2600 ปีด้วย ก็เลยอยากจะให้หลวงปู่ได้ยัน

ไว้สักหน่อย
หลวงปู่    เดี๋ยวจืดหมด
คุณมนัส    เสียเวลาไม๊ หรือ จะเอาไว้ที่โรงพยาบาลทหารเรือ
หลวงปู่   เดี๋ยวจืด เอาๆ ไว้ใกล้ๆ
คุณมนัส   เอาไว้ใกล้ๆ นะฮะ งั้น ทีมงานรับทราบนะครับ ที่มากระซิบบอกผมเมื่อสักครู่

กราบนมัสการท่านหลวงปู่พุทธะอิสระนะครับ อยากให้ทุกท่านร่วมเปล่งสาธุการพร้อมกัน

กราบขอบพระคุณท่านไปพร้อมๆ กัน แล้วผมลาตรงนี้เลยนะครับ
(สาธุ)
หลวงปู่    ไป พัก เข้าห้องน้ำห้องท่า เดี๋ยวมาปฏิบัติธรรม 3 โมงจะครึ่งแล้ว