เสร็จจากอบรมวิถีจิต ก็ต้องเดินทางลงใต้ด้วยอาการอ่อนล้า

แต่พอมองเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ ของพ่อหลวง ร.๙ แล้วทำให้มีพลัง

ยิ่งได้รู้ว่า พี่น้องทางใต้ ในหลายจังหวัด ต้องทุกข์ทรมานกับภัยน้ำท่วม

ยิ่งต้องเร่งรีบไปช่วยเหลือ เท่าที่จักสามารถจะช่วยได้

โดยสั่งให้เจ้าสิงห์ดำ เดินทางลงใต้ เพื่อสำรวจพื้นที่ประสบภัยก่อนล่วงหน้า

และได้รายงานว่า ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ในหลายอำเภอ มีผู้ประสบภัยน้ำท่วม จำนวนมาก รวมทั้งตำบลจะทิ้งพระ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา

น้ำท่วมขังมาเป็นเดือนแล้ว ประกอบกับมีน้ำทะเลหนุน น้ำขึ้นสูงถึง ๒ เมตรกว่า

ฉันถามเจ้าดำว่า จากนครศรีธรรมราช ต้องใช้เวลาเดินทางกี่ชั่วโมง

เจ้าดำบอกว่าประมาณ ๕-๖ ชั่วโมง

ในขณะที่เดินทาง ได้ให้เจ้าเจมส์โทรถามหมวดกุ๊ด ที่มันอยู่บึงกาฬว่ามีเบอร์ของ ศูนย์ป้องกันบรรเทาสาธารณะภัยจังหวัดนครศรีธรรมราชหรือไม่ ว่ามีจุดไหนในพื้นที่นครศรีธรรมราช ที่วิกฤต มีน้ำท่วมหนัก และขอเบอร์ท่านป้องกันภัยมา

เมื่อได้เบอร์มาแล้ว จึงสั่งให้เจ้าเจมส์ โทรไปติดต่อ

พอดีท่านป้องกันภัย กำลังประชุมวางแผนรับสถานการณ์กับท่านผู้ว่านครศรีธรรมราชอยู่พอดี

ท่านจึงแจ้งมาว่า เดียวประชุมเสร็จแล้ว จะโทรกลับมาเรียนให้ทราบว่า มีพื้นที่ไหนบ้างที่วิกฤต และต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

หนึ่งชั่วโมงต่อมา นายอำเภอพรหมคีรี นายวิทศักดิ์ จำเริญนุสิต
ได้โทรมาแจ้งว่า มวลน้ำได้ไหลมาท่วมหนักอยู่ที่ ตำบลนาเรียง อำเภอพรหมคีรี ตำบลแม่เจ้าอยู่หัว อำเภอเชียรใหญ่

มีผู้เดือดร้อน ๕,๐๐๐ กว่าครอบครัว

ฉันจึงแจ้งว่า เรานำข้าวสารอาหารแห้งและน้ำดื่มมาแค่ ๑,๕๐๐ ชุดเท่านั้น

ท่านนายอำเภอ จึงแจ้งมาว่า เช่นนั้นผมจะคัดเอาเฉพาะผู้ที่เดือดร้อนมากที่สุดมารับของจากหลวงปู่ประมาณหนึ่งพันชุด

วันรุ่งขึ้นจึงเดินทางไปนครศรีธรรมราช อำเภอพรหมคีรี

ท่านนายอำเภอและนายก อบต. พร้อมคณะคอยต้อนรับ

ท่านนายอำเภอ ได้จัดเตรียม เรือท้องแบน เอาไว้ให้สองลำ

ฉันสั่งให้เจ้าตั้ม เจ้าสิงห์ดำ เจ้าเอส เจ้าเจมส์ ช่วยกันขนข้าว ขนน้ำ สิ่งของลงเรือ

หลังจากแจกของทางน้ำเสร็จแล้ว ขึ้นบก มาแจกพี่น้อง ที่นั่งรอ อยู่ประมาณ ๘๐๐ ครัวเรือน

ภารกิจที่อำเภอพรหมคีรีนี้กว่าจะเรียบร้อย ก็ปาเข้าไป ๔ โมงเย็น กลับมาถึงที่พักทุกคนก็สะบักสะบอม โดยเฉพาะเจ้าเอส และพวกดูท่าจะอาการหนัก เพราะต้องเจอกับสภาพอากาศ ทั้งร้อน ทั้งเหนื่อย เจ้าเอสเลยมีอาการเป็นไข้

แม้ตัวฉันเอง ก็ไม่วายจับไข้ไปด้วย

วันรุ่งขึ้น ก็ต้องเดินทางไปอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ตำบลแม่เจ้าอยู่หัว และอำเภอเชียรใหญ่ ตำบลสวนหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช

ซึ่งทั้งสองอำเภอ เป็นพื้นที่รับน้ำเทือกเขาบรรทัด

อีกทั้งทั้งสองอำเภอ เป็นพื้นที่ป่าพรุเก่า

เมื่อชาวบ้านเข้าไปบุกรุก ทำอาชีพ อยู่อาศัย จึงหนีไม่พ้นจากภัยน้ำท่วม

ฉันจำได้ว่า ทั้งสองอำเภอนี้ เมื่อปีที่แล้ว เราก็ได้มาช่วยพวกเขาไปครั้งหนึ่งแล้ว

จึงคิดว่า หากภาครัฐ ไม่สามารถหาที่อยู่ที่ทำกินใหม่ ให้แก่พวกเขาได้

ฉันจึงเสนอแนวคิดว่า เราจักนำรถขุดแมคโค มาช่วยขุดดินยกพูนเนินดินขึ้น ให้พ้นระดับน้ำท่วม เพื่อเป็นที่ปลูกบ้านและเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์เลี้ยงในเวลาน้ำท่วมได้

ชาวบ้านจักได้ไม่ต้อง ไปอาศัยอยู่บนถนน ให้เสี่ยงต่อการถูกรถชน

รวมทั้งสัตว์เลี้ยงทั้งหลาย ก็ไม่ต้องอพยพไปอยู่บนถนนให้ลำบากด้วย

เมื่อลองเสนอแนวคิดนี้ให้ชาวบ้านฟัง ทุกคนยินดีเห็นด้วย

ติดอยู่ที่บางรายอาจมีปัญหา เรื่องเอกสารหลักฐานกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งมีมั่งไม่มีมั่ง

ฉันจึงฝากท่านปลัดอำเภออาวุโส ให้ช่วยไปหาวิธีในเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินของชาวบ้าน หรือไม่ก็อาจจะขออนุญาตกรมป่าไม้ กรมอุทยาน สปก. ให้เซ็นอนุญาต มาเป็นลายลักษณ์อักษร ทางเรามูลนิธิธรรมะอิสระ จึงจักไปช่วยขุดยกเนินดินให้ได้ไม่เช่นนั้นอาจจะมีปัญหาทางด้านกฎหมาย

โดยมีกติกาว่าจะทำยกเนินดินให้บ้านละไม่เกิน ๕๐ ตารางวา
ซึ่งชาวบ้านทุกคน ล้วนเห็นดีด้วย

วันนี้คณะของพวกเรา ต้องทำภารกิจ ท่ามกลางสายฝน สลับกับแดดออก

จากที่บรรเทาอาการไปด้วยยาแก้ไข้ แต่เวลานี้ไข้กลับมาอีกแล้ว
ภารกิจวันนี้เสร็จสมบูรณ์เอาในเวลาเย็นมากๆ เหมือนเดิม

วันนี้จึงเดินทางกลับถึงที่พักในเวลาทุ่มครึ่ง

ภารกิจลงใต้ช่วยน้ำท่วม ของพุทธะอิสระสำหรับครั้งนี้คงจะยุติลงแค่นี้ด้วยเพราะต้องรีบเดินทางกลับมาวัด เพื่อรักษาโรคและแสดงธรรมตอนบ่าย

ฉันได้สั่งให้เจ้าดำ เจ้าตั้ม เจ้าอ้วน เจ้าเจิด ดำเนินการแจกของแก่พี่น้องที่ประสบภัยในจังหวัดสงขลา และสตูลต่อไป

โดยให้เจ้าเพชรตีรถ ๑๐ ล้อ กลับมาวัดเพื่อบรรทุกเอาอาหารแห้งมาอีกคันรถหนึ่ง

ช่วยน้ำท่วมใต้ครั้งนี้ คงไม่สามารถไปช่วยได้ทุกจังหวัด ทุกอำเภอ จึงต้องขออภัยพี่น้องผู้ประสบภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

ขอขอบคุณบรรดาจิตอาสา ทุกท่าน ที่ช่วยสนับสนุน ในทุกด้านต่อการแจกมหาทานครั้งนี้

ขอความสำเร็จ พึงบังเกิดมีแก่ทุกท่าน

ขอบคุณนะจ๊ะ

พุทธะอิสระ